:::     :::

จุดเปลี่ยนแห่งประวัติศาสตร์กับราชาหมาป่า

วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2560 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
2,516
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
โรม่า เริ่มต้นฤดูกาล 2017-18 ด้วยความรู้สึกแปลกไปเล็กน้อย เมื่อทอดสายตามอง กลับไม่พบกับชายผู้สวมเสื้อหมายเลข "10" ที่มีปลอกแขนกัปตันทีมคอยรัด และมักสวมถุงเท้าครึ่งแข้ง เขาหายไปพร้อมกับการแขวนสตั๊ดแห่งความภักดีเอาไว้ข้างสนาม ... เรากำลังพูดถึง "ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ"

        ย้อนกลับไปช่วงปี 1989 ต๊อตติ ตบเท้าเข้าระบบเยาวชนของโรม่า เวลานั้นเขายังเป็นเพียงเด็กชายวัยเพียงแค่ 13 ขวบเท่านั้น แน่นอนว่า เขาเป็นเด็กพรสวรรค์สูง ที่ไดัรับการฟูมฟักมาเป็นอย่างดี ก่อนที่ 3 ปีต่อมา เขาจะถูก "หมาป่าเหลือง-แดง" ส่งลงสนามในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก

นั่นเป็นเหมือนความภาคภูมิใจ ที่ได้ลงเล่นในนามโรม่า สโมสรที่เฝ้าเชียร์มาตั้งแต่เด็ก ทั้งหมดถูกถ่ายทอดแนวความคิด และความศรัทธาจากคุณปู่ ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่นว่าโรม่า ต้องเป็นสโมสรเดียวที่ครอบครัวสนับสนุน 

        "คุณปู่เสียชีวิตไป ตั้งแต่ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก อย่างไรก็ตาม เขาได้มอบของขวัญล้ำค่าเอาไว้ ปู่คือแฟนพันธุ์แท้ของทางโรม่า เขาได้ส่งต่อความรักนี้มายังคุณพ่อของผม จากนั้นคุณพ่อก็ส่งต่อมายังพี่ชาย และตัวผม" ต๊อตติ เริ่มเล่า

"ความรักของเราที่มีต่อสโมสรโรม่า ถือเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมา ที่นี่เป็นมากกว่าสโมสรฟุตบอล มันคือส่วนหนึ่ง, เลือดเนื้อ และจิตวิญญาณของเรา ความจริงคือ เราไม่ค่อยได้ดูเกมผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เพราะไม่ค่อยมีถ่ายทอดสดในยุค'80" 

"ตอนผมอายุ 7 ขวบ คุณพ่อของผมได้ตั๋วเข้าชมเกม และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเห็นพลพรรคหมาป่า ลงวาดลวดลายในถิ่นโอลิมปิโก้ ผมสามารถหลับตา และนึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น ทั้งแสงสี เสียงเชียร์ ระเบิดควัน ผมกลายเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา แฟนบอลโรม่า จุดประกายไฟในตัวผม ผมไม่รู้จะอธิบายประสบการณ์ครั้งนั้นยังไง"

        จากนั้นเป็นต้นมา เขาแปรสภาพจากเด็กธรรมดา สู่เจ้าของฉายา "ราชาหมาป่าแห่งกรุ่งโรม" ตลอดเวลา 25 ฤดูกาลเต็ม เขาสวมเสื้อแข่งตัวเดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แม้มันจะแลกมาเพียงแค่เกียรติยศ 5 โทรฟี่ อย่างกัลโช่ เซเรีย อา (1), โคปปา อิตาเลีย (2) และซูเปอร์โคปปา (2) 

"ผมเกิดเป็นโรมัน และจะตายเยี่ยงโรมัน ผมจะไม่มีวันทอดทิ้งสโมสร และเมืองแห่งนี้" ต๊อตติ กล่าวไว้อย่างหนักแน่น ถึงอุดมการณ์อันแรงกล้า ในวันที่เขาถูกท้าทายจากเงินตรา และโอกาสในการคว้าแชมป์มากมายกับสโมสรอื่น 

"พวกเขาสอนผมที่โรงเรียนว่า ครอบครัวคือสิ่งสำคัญสุดสำหรับมนุษย์ โรม่า คือครอบครัวของผม พวกคุณเคยได้ยินมาก่อนมั้ยว่ามีใครทิ้งพ่อแม่ที่ยากจน เพื่อไปอยู่กับคนแปลกหน้าที่ร่ำรวยกว่า ??" นี่คืออุดมการณ์ของเขา ที่ตอกย้ำความซื่อสัตย์ในถิ่น "โอลิมปิโก้"

        อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือต๊อตติ เกือบลงเอยกับเอซี มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่ของประเทศ นั่นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ลูกหนังครั้งสำคัญ  ที่พลิกผันโชคชะตาให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของโรม่า

โดยเรื่องราวทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปช่วงปลายยุค'80 เมื่อเจ้าหน้าที่ของสโมสรเอซี มิลาน ออกเดินทางไปยังกรุงโรม เพื่อทำการดึงตัวต๊อตติ ที่เวลานั้นยังเป็นดาวรุ่ง ให้มาร่วมทีมเยาวชน ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยวิธีการใดก็ตาม


        ต๊อตติ ออกมาย้อนความทรงจำว่า "ย้อนกลับไปประมาณ 27 ปีที่แล้ว มีกลุ่มคนมาเคาะประตูอพาร์ทเมนท์ของครอบครัวเรา ที่แทรกตัวอยู่ในกรุงโรม ซึ่งคุณแม่ของผมเป็นคนต้อนรับคนเหล่านั้น พวกเขาเป็นคนที่จะกำหนดเส้นทางลูกหนังของผมเลย"

เมื่อประตูเปิดออก ต๊อตติ เริ่มคลายความสงสัย เมื่อรู้ว่ากลุ่มบุคคลที่มาเยือน มาจากสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในอิตาลี และพวกเขามาพร้อมกับการยื่นข้อเสนอครั้งสำคัญ ที่มีความเกี่ยวพันกับเขาโดยตรง

"คุณแม่เดินไปเปิดประตู ขณะที่กลุ่มผู้ชายอีกฝั่งแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอล อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้มาจากโรม่า โดยมาในชุดสีแดง-ดำของเอซี มิลาน และต้องการให้ผมย้ายไปเล่นด้วย" 

"พวกเขาประกาศกร้าวอย่างชัดเจนเลยว่า ไม่ว่าจะต้องเสียเงินทองมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องดึงตัวผมไปร่วมทีมเยาวชนให้ได้ จากนั้นคุณแม่ของผมยกมือขึ้นมาปราม คุณคิดว่าเธอพูดอะไรกับคนเหล่านั้นล่ะ ?"

"เมื่อคุณเป็นเด็กผู้ชายที่เกิด และเติบโตที่กรุงโรม คุณมีสองทางให้เลือกเท่านั้น นั่นก็คือสีแดงของสโมสรโรม่า หรือว่าสีฟ้าของสโมสรลาซิโอ แต่สำหรับครอบครัวของเรา มีแค่ทางเลือกเดียวเท่านั้น"

"ตอนที่ประตูถูกเคาะ ผมอายุเพียงแค่ 13 ขวบ คนของทีมเอซี มิลาน อยากให้ผมไปเล่นด้วย มันเป็นโอกาสที่จะได้เล่นกับยักษ์ใหญ่ของประเทศอิตาลี ผมจะเลือกอะไรดีล่ะ ? แน่นอนว่า ผมไม่มีโอกาสได้เลือกมันหรอก เพราะคุณแม่ของผมเป็นเจ้านายใหญ่ และยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอมา" 

"เธอค่อนข้างจะใกล้ชิดกับลูกชาย และเหมือนกับแม่ชาวอิตาเลี่ยนทั่วไป ที่มักปกป้อง และไม่อยากให้ผมต้องจากบ้านไป เพราะเกรงกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายเธอตอบกลับผู้อำนวยการของสโมสรเอซี มิลาน ไปว่า -ไม่ !!-"

        คำว่า "ไม่" ที่เปล่งออกจากปากของคุณแม่ ส่งผลให้โรม่า คว้าตัวต๊อตติ มาครอบครอง จนสถาปนาตัวเอง กลายเป็นนักเตะที่ลงสนาม และยิงประตูมากสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ด้วยจำนวน 786 เกม และ 307 ประตูตามลำดับ ซึ่งถือเป็นสถิติที่จะคงกระพันไปอีกนานแน่นอน

ต๊อตติ เปิดเผยด้วยว่า การที่คุณแม่ปฏิเสธข้อเสนอของเอซี มิลาน ในเวลานั้น ไม่เคยทำให้เขา และครอบครัวต้องรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจ เพราะมันเป็นการเลือกเดินทางตามเสียงเรียกของหัวใจตัวเอง และเป็นการยืนหยัดเพื่อแผ่นดินบ้านเกิดอีกด้วย 

"โรม คือบ้านของผม ตลอดเวลา 25 ปี ในฐานะนักเตะอาชีพ โรม ยังเป็นเช่นนั้นเสมอมา ไม่ว่าตอนที่เราได้แชมป์สคูเด็ตโต้ หรือการเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ผมหวังว่าการได้เป็นตัวแทนที่นี่ จะช่วยให้โรม่า ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่ทำได้ ผมหวังว่าจะสร้างความภูมิใจให้ทุกคน"

"เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ผมรู้ว่าคิดถึงอะไรมากที่สุด กิจวัตรประจำวันที่ทำทุกวัน การฝึกซ้อมหลายๆชั่วโมง การคุยกันในห้องแต่งตัว แต่ที่ผมคิดถึงมากสุด คือการได้ดื่มกาแฟกับเพื่อนร่วมทีมทุกวัน บางทีหากวันนึงผมได้กลับมาเป็นผู้อำนวยการสโมสร ความรู้สึก และความผูกพันจะยังคงอยู่"

        วันนี้ ผืนหญ้าของโอลิมปิโก้ ไม่มีปลายสตั๊ดของต๊อตติ ลงเล่นอีกแล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่า ความเป็น "ตำนาน" ยังคงตลบอบอวลให้หัวใจแฟนบอลโรม่า ไม่มีเสื่อมคลาย

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด