:::   20:33 - มิลานยันซลาตันตรวจโควิด-19เป็นบวก   :::   16:14 - สิงห์ทางการเซ็นเมนดี้โกลใหม่5ปีพร้อมแข่งสิ้นวีก   :::

1978 : แชมป์สมัยแรกของฟ้า-ขาว

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ก่อนหน้านี้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า กำหนดให้อาร์เจนตินา เป็นเจ้าภาพัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครังที่ 11 ในปี 1966 แต่ก็ต้องยกเลิกและโอนสิทธิ์อังกฤษจัดแทนเนื่องจากเกิดความไม่สงบขึ้นภายในประเทศ อย่างไรก็ดี ในอีก 10 ปีต่อมา อาร์เจนตินาก็ได้รับเลือกใหเป็นเจ้าภาพจัดศึกฟุบอลโลกปี 1978 อีกครั้ง

เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในประเทศอีกครั้งเมื่อกลุ่มทหารอาร์เจนตินา นำโดย วีเดล่า นายพลใหญ่ได้ขับไล่ อิซเบล่า เปรัน ประธานาธิบดี ออกนอกประเทศ หลังจากถูกกล่าวหาว่าป็นตัวการคอรัปชั่นโกงกินชาติ

ประเทศอาร์เจนตินาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกทหาร แถมปะชาชนชาวอาร์เจนไตน์ราว 5,000 คน ก็ต้องสูญเสียชีวิต มีคนติดคุกและถูกทรมานอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ฟีฟ่าและบรรดาประเทศในยุโรปต่างกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเหลือเวลาอีกแค่สองปีก็ถึงมหกรรมศึกเวิลด์ คัพ ที่อาร์เจนตินาแล้ว 

"รองแชมป์เก่า" ฮอลแลนด์ค่อนข้างจะวิตกหนักกว่าเพื่อนอย่างชัดเจนเพราะออกมาประกาศลั่นว่าจะถอนตัวจากการแข่งขันแน่ถ้าฟีฟ่ายังขืนปล่อยให้ ศึกเวิลด์ คัพ ปี 1978 ระเบิดขึ้นในแดนฟ้า-ขาว 

อย่างไรก็ดี ฟีฟ่า ยืนยันให้อาร์เจนตินารับหน้าเสื่อศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งนี้ตามแผนเดิมหลังจากรัฐบาลชุดใหม่ของอาร์เจนตินาออกมารับประกันด้วยตัวเองว่าทัวร์นาเมนต์ลูกหนังเบอร์หนึ่งโลก จะผ่านไปด้วยดีและไม่เกิดปัญหาหรือความรุนแรงอย่างแน่นอน

คำมั่นสัญญาจากรัฐบาลใหม่ของอาร์เจนตินาทำท่าว่าจะเป็นไปไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์เสียแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นอีกระลอกเมือ นายพล โอมาร์ แอ๊คติส ประธานคณะกรรมการจัดศึกฟุตบอลโลกปี 1978 ของอาร์เจนตินา ถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยม


นักเตะคู่ชิงชนะเลิศยืนเรียงแถวต่อหน้าผู้ชมในสนาม เอสตาดิโอ โมนูเมนทัล

ท้ายที่สุดแล้วปัญหาต่างๆ นานาในช่วงก่อนศึกเวิลด์ คัพ ก็ได้รับการแก้ไข ส่งผลใหศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ 11 บนดินแดน ฟ้า-ขาว ผ่านไปด้วยดีโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเลย

ในส่วนรูปแแบบการแข่งขันของศึกฟุตบอลโลกปี 1978 นั้น ก็ยังเหมือน 4 ปีก่อนที่เยอรมันทุกประการ มีชาติต่างๆ ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในรอบคัดเลือกมากกว่า 100 ทีม และในที่สุดก็ได้ 15 ทีมสุดท้าย และอาร์เจนตินา ชาติเจ้าภาพอีกหนึ่ง รวมทั้งหมด 16 ทีม ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 

ฮอลแลนด์ และ เยอรมันตะวันตก คู่ชิงชนะเลิศฟุตบอลลกหนก่อนเมื่อปี 1974 ยกทัพมาทำศึกเวิลด์ คัพ ที่อาร์เจนตินา ครั้งนี้โดยไม่มีสองกัปตันทีมที่เป็นหัวใจสำคัญของทีมอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ และฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ แต่ทั้งสองทีมก็ทำผลงานในรอบสุดท้ายได้ดีเช่นเดิม

อาร์เจนตินา เจ้าภาพได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากทีมชุดนี้ประกอบด้วยนักเตะหนุ่มที่เล่นเกมรุกได้อย่างดุดันและมีสีสัน ส่วนอิตาลีก็โชว์ฟอร์มได้ดีเกินคาดด้วยการปราบอาร์เจนตินา เจ้าภาพได้ในรอบแรก ในกลุ่มเดียวกับอิตาลีและอาร์เจนตินาก็ยังมีฝรั่งเศสของ มิเชล พลาตินี่ ในวัยเยาว์ แต่ขุนพลน้ำหอมก็ทำได้ดีที่สุดแค่รอบแรก


ขุนพลฟ้า-ขาวชุดแชมป์โลกสมัยแรก

เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่สุดต้องยกให้เกมของกลุ่มบี ที่ตุรกีสร้างประวัติศาสตร์พลิกล็อกชนะ "จังโก้" เม็กซิโก ทีมลูกหนังแห่งคาบสมุทรแคริบเบียนไปอย่างขาดลอย 3-1 ทางด้าน ร็อบ เรนเซ่นบริงค์ ก็จารึกชื่อตัวเองในประวัติศาสตร์หลังซัดประตูที่ 1,000 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย หลังกดจุดโทษในแมตชกับสกอตแลนด์

ขณะที่ทีมชาติเปรู ภายใต้การนำของ คูบิลัส ดาวซัลโวตัวเก่ง ก็ทำผลงานได้ดีเกินคาด โดยมีคะแนนแซงหน้า "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ รองแชมป์หนก่อน และซิวแชมปกลุ่มไปครอง  

เกมการแข่งขันดำเนินมาสู่รอบที่สอง ชื่อของ มาริโอ แคมเปส ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ก็ติดตรึงอยู่ในหัวใจของแฟนบอลทั่วโลก เมื่อเขาเหมายิงสองประตูให้อาร์เจนตินาสยบโปแลนด์อย่างเด็ดขาด 2-0 หลังจากนั้นก็ไปเสมอกับบราซิลอย่างดุเดือดแบไร้สกอร์ 0-0 ก่อนจะมากดอีก 2 ลูกให้ทีมถล่มเปรูกระจาย 6-0 พร้อมทะลุสู่รอบชิงชนะเลิศ 

โดยในแมตช์รอบตัดเชือกกับเปรู อาร์เจนตินาเจ้าภาพจำเป็นต้องเอาชนะเปรูให้ได้เกิน 4 ประตูขึ้นไปสถานเดียว ไม่เช่นนั้นแล้ว บราซิลจะผ่านเข้าชิงแทน เนื่องจากมีผลต่างประตูได้-เสียดีกว่า ซึ่งสุดท้ายทัพฟ้า-ขาวทำได้ด้วยการไล่ถลุงเพื่อนร่วมทวีป 6-0 ท่ามกลางความสงสัยของแฟนบอลหลายคนว่าอาจมีการล้มบอล 

สำหรับเกมการแข่งขันรอบที่สองของอีกกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มของทีมจากยุโรปล้วน ผลปรากฏว่าฮอลแลนด์ ถล่มเอาชนะออสเตรียไปหายห่วง 5-1 ขณะที่ เยอรมันตะวันตก แชมป์เก่าตกรอบหลังทำได้เพยงแค่เสมอกับ อิตาลี ไปแบบไร้สกอร์ 0-0 ทำให้ขุนพลมะกะโรนี มีผลต่างประตูได้-เสียดีกว่าเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม หลังจากนั้นอิตาลีก็ต้องมาลงเตะนัดชี้ชะตากับฮอลแลนด์ เพื่อหาทีมผู้ชนะไปหวดกับอาร์เจนตินา


มาริโอ แคมเปส หัวหอกตัวเก่งอาร์เจนตินาได้ทั้งแชมป์โลกและตำแหน่งดาวซัลโว 

ในนัดชี้ชะตาการเข้ารอบ เออร์นี่ แบรนด์ส ของฮอลแลนด์สกัดพลาดเข้าประตูตัวเอง แต่ยังดีที่ตามมาแก้ตัวได้สำเร็จตีเสมอใหทีมเป็น 1-1 ในช่วงท้ายเกม อย่างไรก็ตาม อารี ฮาน ก็ซัดประตูที่สวยงามที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลโลกด้วยการยงระยะกว่า 40 หลา บอลพุ่งเสียบตาข่ายเข้าไปให้ฮอลแลนด์ขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 ก่อนร่วมกันยันเสมอเอาไว้จบเกม  พร้อมกับทะลุเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน

รอบชิงชนะเลิศระหว่างอาร์เจนตินาเจ้าภาพ กับ ฮอลแลนด์ รองแชมป์เก่า หวดกันอย่างสูสีคู่คี่ จนต้องไปเตะกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ และอาร์เจนตินาก็เอาชนะฮอลแลนด์ได้อย่าเด็ดขาด 3-1 โดย มาริโอ แคมเปส สวมบฮีโร่กด 2 ประตู และคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดไปครอง ส่วนฮอลแลนด์น้ำตาตกอีกครั้งเมื่อแพ้ในรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน

 

แฟกต์ไฟล์ฟุตบอลโลก 

ชาติเจ้าภาพ : อาร์เจนตินา

สนาม : 6 สนาม

จำนวนทีม : 16 ทีม

จำนวนนัด : 38 นัด

วันแข่งขัน : 1 มิถุนายน - 25 มิถุนายน 2978

จำนวนประตู : 102 ประตู (2.68 ประตูต่อนัด) 

ผู้ชมทั้งหมด : 1,545,791 คน (40,679 คนต่อนัด) 

ทีมแชมป์ : อาร์เจนตินา

รองแชมป์ : ฮอลแลนด์

อันดับ 3 : บราซิล

อันดับ 4 : อิตาลี

รางวัลรองเท้าทองคำ : มาริโอ แคมเปส (อาร์เจนตินา) 6 ประตู

สรุปดาวซัลโว 

6 ประตู : มาริโอ แคมเปส (อาร์เจนตินา)

5 ประตู : เตโอฟิลิโอ คูบิลลัส (เปรู), ร็อบ เรนเซ่นบริงค์ (ฮอลแลนด์)

4 ประตู : เลโอโปลโด้ ลูเก้ (อาร์เจนตินา), ฮันส์ ครานค์ (ออสเตรีย)  


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด