:::     :::

ความในใจของชายที่ชื่อ 'ลูกากู'

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561 คอลัมน์ ผีตัวที่ 13 โดย โกสุ่ย
15,168
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ผมจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่รู้ว่าพวกเรา 'ถังแตก' ผมยังคงจำภาพที่แม่ของผมยืนอยู่ที่ตู้เย็นและมองไปที่ใบหน้าของท่าน

ตอนนั้นผมอายุ 6 ขวบ และจะกลับบ้านในช่วงพักเที่ยงของโรงเรียนเพื่อทานอาหารกลางวัน ทุกๆวันแม่ของผมจะเตรียมเมนูอาหารที่เหมือนกัน นั่นคือ ขนมปังกับนม ในตอนที่คุณยังเป็นเด็กคุณไม่แม้แต่จะคิดถึงมัน แต่ผมเดาว่านั่นคือสิ่งที่เราสามารถจะหาได้ในตอนนั้น

วันหนึ่ง ผมกลับบ้านไปตามปกติและเดินไปที่ห้องครัว ผมเห็นแม่ของผมอยู่ที่ตู้เย็นพร้อมถือกล่องนมในมือเหมือนปกติ แต่วันนี้แม่กำลังผสมบางอย่างลงไปในนั้นและกำลังเขย่าให้มันเข้ากัน คุณรู้มั้ย? ผมไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น จากนั้นแม่ยื่นอาการกลางวันมาให้ผม และส่งยิ้มเหมือนกับว่าทุกๆอย่างปกติ แต่ทันใดนั้นผมทราบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

แม่ผสมน้ำลงไปในนม เราไม่มีเงินพอจ่ายตลอดช่วงสัปดาห์ เราถังแตก ไม่เพียงแค่จน แต่ 'ถังแตก'

พ่อของผมเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เขาอยู่ในช่วงบั้นปลายของอาชีพและเงินก็ถูกใช้ไปจนหมด สิ่งแรกที่หายไปคือ เคเบิ้ล ทีวี ไม่มีฟุตบอลอีกแล้ว ไม่มีรายการ แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ไม่มีสัญญาณ

วันหนึ่งผมกลับบ้านมาตอนดึกพร้อมกับความมืดมิด ในตอนนั้นเราไม่มีไฟฟ้าใช้มาประมาณ 2 หรือ 3 สัปดาห์

จากนั้นผมต้องการอาบน้ำ แต่กลับไม่มีน้ำอุ่นให้ใช้ แม่ของผมต้องต้มน้ำจากกาน้ำให้อาบซึ่งผมต้องยืนในอ่างอาบน้ำแล้วใช้ถ้วยตักน้ำขึ้นมาราดจากหัวจรดเท้า

มันมีช่วงเวลาที่แย่ถึงขั้นที่แม่ของผมต้องไป 'แปะโป้ง' ขนมปังจากร้านเบเกอรี่ ช่างทำขนมปังรู้จักผมกับน้องชาย ดังนั้นพวกเขาจะให้ขนมปังมาก้อนหนึ่งในช่วงวันจันทร์ และเราต้องนำเงินไปจ่ายเขาในวันศุกร์



ผมทราบดีว่าพวกเรากำลังดิ้นรน แต่ในตอนที่แม่ผสมน้ำลงไปในนม ผมทราบทันทีว่ามัน 'จบแล้ว' คุณรู้ว่าผมหมายถึงอะไร? นี่คือชีวิตของพวกเรา

ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป ผมไม่ได้ต้องการให้แม่เครียด ผมเพียงทานอาหารกลางวันของผมไป แต่ผมได้สาบานกับพระเจ้า วันนั้นผมได้สัญญากับตัวเอง มันเหมือนว่าใครบางคนดูหมิ่นผมและปลุกผมให้ตื่น ผมทราบอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ผมต้องทำ และถึงสิ่งที่ผมกำลังจะทำ

ผมไม่สามารถทนเห็นแม่ใช้ชีวิตแบบนั้นได้ ไม่ ไม่ ไม่ ผมไม่สามารถทนได้

คนในวงการฟุตบอลชอบที่จะพูดถึงความแข็งแกร่งทางจิตใจ เอาล่ะ ผมมีเพื่อนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอ เพราะผมจำได้ดีถึงการนั่งในความมืดพร้อมกับน้องชายและแม่ กำลังสวดภาวนา และระลึกถึง ศรัทธา รับรู้ว่า ... มันกำลังจะเกิดขึ้น

ชั่วขณะหนึ่งผมได้เก็บคำสัญญาไว้กับตัวเอง แต่วันหนึ่งที่ผมกลับมาจากโรงเรียนและพบว่าแม่กำลังร้องไห้ ท้ายที่สุดผมได้บอกกับเธอไปว่าวันหนึ่ง "แม่ มันกำลังจะเปลี่ยนไป แม่จะได้เห็น ผมกำลังจะได้ไปเล่นฟุตบอลกับ อันเดอร์เลชท์ และมันกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เราจะดีขึ้น แม่ไม่ต้องกังวลอะไรต่อไปอีกแล้ว"

ตอนนั้นผม 6 ขวบ

ผมเคยถามพ่อของผมว่า "พ่อเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุเท่าไหร่ฮะ?"

พ่อตอบกลับมาว่า "16"

ผมพูดต่อไปว่า "ตกลง 16"

ช่วงเวลา มันกำลังจะเกิดขึ้น



ให้ผมบอกอะไรสักอย่างกับพวกคุณ ทุกๆเกมที่ผมลงสนามคือเกมนัดชิงชนะเลิศ ตอนที่ผมลงเล่นในสวนสาธารณะมันคือนัดชิงชนะเลิศ หรือในตอนที่ผมลงเล่นระหว่างช่วงพักในโรงเรียนอนุบาล มันก็คือนัดชิงชนะเลิศ ผมเอาจริงเอาจังกับมันมาก ผมเคยพยายามฉีกบอลออกไปทุกครั้งที่ผมได้ยิง ใส่เต็มพลัง เราไม่ได้กำลังกดปุ่ม R1 ไม่มีชั้นเชิงในการยิง ผมไม่มีเกม FIFA แผ่นใหม่ ผมไม่มีเครื่องเพลย์สเตชั่น ผมไม่ได้ลงไปเล่น ผมกำลังพยายามที่จะ ฆ่า พวกคุณ

ในตอนที่ร่างกายผมเริ่มสูงขึ้นกว่าเดิม อาจารร์บางคนและบรรดาผู้ปกครองจะเข้ามากดดันผม ผมไม่เคยลืมเรื่องที่พวกผู้ใหญ่ถามผมในทีแรกว่า "เฮ้ นายอายุเท่าไหร่แล้ว? นายเกิดปีอะไรกัน?"

ผมทำท่าทางเหมือน อะไรวะ? เอาจริงดิ? 

ตอนที่ผมอายุได้ 11 ปี ผมกำลังลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของ ลีแอร์ส และมีผู้ปกครองของทีมฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งพยายามที่จะหยุดไม่ให้ผมลงสนาม ผมพูดว่า "นายอายุเท่าไหร่เจ้าหนู? ไหนบัตรประจำตัวของเขา? เขามาจากที่ไหน?"

ผมได้แต่คิดว่า ฉันมาจากไหนนั้นหรือ? อะไรนะ? ฉันเกิดที่ อันท์เวิร์ป ฉันมาจาก เบลเยียม

พ่อของผมไม่ได้อยู่ที่นั่น เพราะท่านไม่มีรถยนต์ที่จะขับตามไปชมเกมที่ต้องออกไปเยือน ผมโดดเดี่ยว และต้องยื่นหยัดเพื่อตนเอง ผมออกไปและเอาบัตรประจำตัวของผมออกจากกระเป๋าแสดงให้บรรดาผู้ปกครองเหล่านั้นเห็น ซึ่งพวกเขาส่งบัตรไปมาเพื่อตรวจสอบ ผมจำได้เลยว่าเลือดในกายของผมพุ่งพล่าน ... และคิดในใจว่า "โอ้ ฉันจะฆ่าบรรดาลูกๆของพวกแก ฉันพร้อมที่จะฆ่าเขา แต่ตอนนี้ฉันกำลังจะทำลายเขา พวกแกต้องขับรถกลับบ้านพร้อมกับมีลูกที่ร้องไห้นั่งไปด้วย"

ผมต้องการเป็นนักเตะฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของเบลเยียม นั่นคือเป้าหมายของผม ไม่ใช่ดี หรือ เยี่ยม แต่ดีที่สุดยอดเยี่ยมที่สุด ผมลงเล่นพร้อมกับความโกรธมากมาย ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ ... เพราะมีหนูจำนานมากวิ่งพล่านไปทั่วห้องของเรา ... เพราะว่าผมไม่สามารถดูเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ ... เป็นเพราะวิธีการที่บรรดาผู้ปกครองคนอื่นๆ มองมาที่ผม



ผมอยู่ในภารกิจ

ตอนที่ผมอายุ 12 ปี ผมทำประตูไป 76 ประตูจาก 34 เกม

ประตูทั้งหมดที่ผมทำได้มาจากการใส่รองเท้าของพ่อผม ตอนนั้นเท้าของเรามีขนาดเท่ากัน เราเคยแบ่งปันกัน

วันหนึ่งคุณตาโทรศัพท์มาหาผม - พ่อของแม่ผม - ท่านเป็นหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม เขาติดต่อผมจาก คองโก ประเทศที่พ่อกับแม่ของผมจากมา ดังนั้น มีอยู่วันหนึ่งที่ผมได้โทรศัพท์คุยกับท่านและบอกไปว่า "ใช่ ผมกำลังทำได้ดีจริงๆ ผมทำไป 76 ประตู และเราคว้าแชมป์ลีก ทีมใหญ่กำลังจับตาผมอยู่"

ธรรมดาทั่วไป เขาต้องการฟังเรื่องฟุตบอลของผม แต่วันนี้เขาแปลกไปและพูดขึ้นมาว่า "ใช่ รอม นั่นเป็นเรื่องเยี่ยม แต่หลานช่วยอะไรตาสักอย่างได้มั้ย?"

ผมพูดไปว่า "ได้สิ อะไรครับ?"

เขาเอ่ยออกมาว่า "หลานช่วยดูแลลูกสาวของตาจะได้มั้ย ขอร้องล่ะ?"

ผมจำได้เลยว่าตนเองกำลังสับสน เหมือนกับว่า คุณตาหมายถึงอะไร?

ผมเลยบอกไปว่า "แม่เหรอ? ใช่ เราสบายดี เราโอเค"

แต่คุณตาเอ่ยว่า "ไม่ สัญญากับตา หลานสัญญาได้มั้ย? แค่ดูแลลูกของตา ดูแลเธอให้ตา ตกลงนะ?"

ผมตอบไปว่า "ได้เลยคุณตา ผมจะทำ ผมสัญญา"

5 วันหลังจากนั้น คุณตาจากโลกนี้ไป และจากนั้นผมเข้าใจทันทีถึงความหมายที่คุณตาสื่อออกมา

มันทำให้ผมเศร้าใจมากเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น เพราะผมคิดเพียงว่าเขาจะสามารถมีชีวิตต่อไปอีกสัก 4 ปี เพื่อได้เห็นผมเล่นให้กับ อันเดอร์เลชท์ เพื่อให้เห็นว่าผมสามารถรักษาสัญญา คุณรู้มั้ย? เพื่อได้เห็นว่าทุกๆสิ่งกำลังดำเนินไปแบบที่ไม่มีปัญหา



ผมบอกกับแม่ไปว่าผมจะทำมันตอนอายุ 16 ปี 

มันช้าไป 11 วัน

24 พฤษภาคม 2009 

เกม เพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศ อันเดอร์เลช์ พบ สต็องดาร์ ลีแอช

นั่นคือวันที่บ้าคลั่งที่สุดในชีวิตของผม แต่เราต้องมองย้อนกลับไปสักเล็กน้อย เพราะในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล ผมมีโอกาสลงสนามให้กับทีม ยู-19 อันเดอร์เลชท์ น้อยมาก โค้ชให้ผมลงสนามเป็นตัวสำรอง ผมคิดในใจว่า "ฉันจะเซ็นสัญญาอาชีพในวันเกิดครบรอบ 16 ปี ได้อย่างไร หากยังคงเป็นเพียงตัวสำรองในทีม ยู-19?"

ดังนั้น ผมจึงทำข้อตกลงกับโค้ช

ผมบอกเขาไปว่า "ผมจะการันตีคุณเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณให้ผมลงสนามจริงๆ ผมจะทำ 25 ประตูให้ได้ภายในเดือนธันวาคม"

เขาหัวเราะ เขาหัวเราะมาที่ผมแบบนั้นจริงๆ

ผมเลยพูดต่อ "มาทำข้อตกลงกัน"

เขาพูดออกมาว่า "โอเค แต่ถ้านายทำไม่ได้ 25 ประตูภายในเดือนธันวาคม นายต้องกลับไปนั่งสำรอง"

ผมว่า "ดี แต่ถ้าผมชนะคุณต้องล้างรถมินิแวนที่ใช้บรรทุกนักเตะทุกคนนะ"

เขาตกลง "โอเค เป็นอันตกลง"

แต่ผมมีอีกข้อ "และอีกเรื่องหนึ่ง คุณต้องทำ แพนเค้ก ให้เราทุกวันด้วย"

เขาตอบกลับมาว่า "โอเค ได้เลย"

นั่นคือข้อตกลงที่โง่เง่าที่สุดที่เคยเกิดขึ้น

ผมทำไป 25 ประตูในเดือนธันวาคม เรากำลังจะได้ทานแพนเค้กก่อนวันคริสต์มาส

ปล่อยให้เป็นบทเรียนว่า คุณไม่ควรมาล้อเล่นกับเด็กที่กำลังหิว! 



ผมเซ็นสัญญาอาชีพกับ อันเดอร์เลชท์ ในวันเกิดของผม 13 พฤษภาคม และออกไปซื้อเกม FIFA แผ่นใหม่และแพ็คเกจโทรทัศน์ ตอนนั้นมันเป็นช่วงจบฤดูกาลพอดี ดังนั้นผมจึงนั่งสบายๆที่บ้านของผม ทว่า ปีนั้นลีกเบลเยียมเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา เพราะทาง อันเดอร์เลชท์ และ สต็องดาร์ ลีแอช จบด้วยการมีคะแนนเท่ากัน ดังนั้นจึงมีการตัดสินด้วยเกม เพลย์ออฟ 2 นัดเพื่อหาแชมป์

ระหว่างเกมแรก ผมนั่งชมเกมที่บ้านของผมในฐานะแฟนบอลผ่านจากจอโทรทัศน์

จากนั้นหนึ่งวันก่อนที่นัดที่ 2 จะเริ่ม โค้ชทีมสำรองได้โทรศัพท์มาหาผม

"ฮัลโหล?"

"ฮัลโหล รอม นายกำลังทำอะไรอยู่?"

"กำลังเล่นฟุตบอลในสวนน่ะ"

"ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ เก็บกระเป๋าเดี๋ยวนี้"

"อะไร? ให้ผมทำอะไรนะ?"

"ไม่ ไม่ ไม่ นายต้องมาที่สนามในตอนนี้เลยนะ ทีมชุดใหญ่กำลังต้องการตัวนาย"

"โย่ ... อะไรนะ? ผมเหรอ?"

"ใช่ นายนั่นแหละ มาตอนนี้เลย"

ผมรับวิ่งไปที่ห้องนอนของพอและพูดว่า "โย่! ขยับก้นของพ่อตอนนี้เลยนะ เราต้องไปกันแล้ว!"

เขาพูดมาว่า "หือ? อะไรนะ? ไปไหน?"

ผมเลยสวนกลับไปว่า "อันเดอร์เลชท์ พ่อ"



ผมไม่เคยลืม ผมไปโผล่ที่สนาม และเหมือนกับว่าผมวิ่งไปยังห้องแต่งตัวและคนเตรียมชุดพูดว่า "เอาล่ะ เจ้าหนู นายต้องการเบอร์อะไร"

และผมบอกไปว่า "เอาเบอร์ 10 มาให้ผม"

ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ผมไม่ทราบ ผมคิดว่าผมเด็กเกินไปจนกว่าจะมานั่งกลัว

เขาพูดมาว่า "นักเตะจากทีมเยาวชนต้องใส่หมายเลข 30 ขึ้นไป"

ผมเลยบอกว่า "โอเค งั้น 3 บวก 6 เท่ากับ 9 และนั่นคือเลขที่เจ๋ง ดังนั้นเอาเบอร์ 36 ให้ผมนะ"

ที่โรงแรมในคืนนั้น นักเตะอาวุโสให้ผมร้องเพลงร่วมกับพวกเขาในมื้อค่ำ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเลือกเพลงอะไรไป หัวของผมหมุนไปหมด

เช้าวันต่อมาเพื่อนของผมมาเคาะประตูบ้านเพื่อถามว่าผมอยากไปเล่นฟุตบอลมั้ย แต่แม่ผมบอกไปว่า "เขาออกไปแข่งฟุตบอล"

เพื่อผมเลยถามต่อว่า "แข่งที่ไหนฮะ?"

แม่ตอบอีกครั้งว่า "เกมนัดชิงชนะเลิศน่ะ"

เรานั่งรถบัสไปยังสนามแข่ง และนักเตะทุกคนเดินเข้าไปด้วยชุดสูทที่ดูเท่ยกเว้นผม ผมออกจากรถบัสพร้อมกับสวมชุดกีฬา และกล้องโทรทัศน์ทุกตัวจับมาที่หน้าผม การเดินไปยังห้องแต่งตัวมีระยะทาง 300 เมตร บางทีอาจจะใช้เวลาเดิน 3 นาที ทันทีที่ผมก้าวเท้าไปยังห้องเก็บของ โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น ทุกๆคนเห็นผมผ่านจอโทรทัศน์ ผมได้รับ 25 ข้อความใน 3 นาที บรรดาเพื่อนของผมแทบคลั่ง

"เฮ้เพื่อน? ทำไมนายถึงไปอยู่ในการแข่ง?"

"รอม เกิดอะไรขึ้น? ทำไมนายไปโผล่ในทีวี?"

คนเดียวที่ผมตอบกลับไปคือเพื่อนรักของผม ผมบอกว่าไป "เพื่อน ฉันไม่รู้ว่าจะได้ลงสนามหรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นายเพียงแค่ดูทีวีไปก็พอ"

ในนาทีที่ 63 ผู้จัดการทีมส่งผมลงสนามในฐานะตัวสำรอง

ผมลงสนามให้ อันเดอร์เลชท์ ในตอนที่มีอายุ 16 ปี กับอีก 11 วัน

วันนั้นเราแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ แต่ผมได้อยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว ผมได้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่และคุณตา นั่นคือช่วงเวลาที่ผมรู้ว่าเรากำลังจะดีขึ้น



ฤดูกาลถัดมา ผมยังคงเดินหน้าเพื่อจบการศึกษาปีสุดท้ายในไฮสคูล และในเวลาเดียวกันก็กำลังลงสนามในศึก ยูโรปา ลีก ผมเคยที่จะต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่ไปโรงเรียน ดังนั้นผมจึงสามารถจับเครื่องบินเพื่อเดินทางในตอนบ่าย เราคว้าแชมป์ลีกด้วยคะแนนท่วมท้น และผมเข้าอันดับ 2 ในฐานะนักเตะแอฟริกันยอดเยี่ยมแห่งปี มันบ้ามากเลย

ผมคาดหวังให้ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงๆ แต่บางอาจจะไม่เร็วขนาดนี้ ทันใดนั้น บรรดาสื่อได้เริ่มวาดฝันในตัวผม และใส่ความคาดหวังทุกอย่างมาที่ตัวผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทีมชาติ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ผมยังมีผลงานกับ เบลเยียม ที่ไม่ดีนัก มันไม่เป็นไปตามที่หวัง

แต่ เฮ้ ให้ตายสิ ผมเพิ่ง 17!18!19!

ในตอนที่หลายสิ่งดำเนินไปด้วยดี ผมกำลังอ่านบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ และพวกเขากำลังเรียกผมว่า โรเมลู ลูกากู ศูนย์หน้าเบลเยียม

ในตอนที่หลายสิ่งดำเนินไปไม่ดีนัก พวกเขาเรียกผมว่า โรเมลู ลูกากู กองหน้าเบลเยียมเชื้อสายคองโก

ถ้าคุณไม่ชอบทิศทางที่ผมเล่น นั่นไม่เป็นไร แต่ผมเกิดที่นี่ ผมเติบโตมาในเมือง อันท์เวิร์ป, ลีแอช และ บรัสเซลส์ ผมมีความฝันเล่นให้ อันเดอร์เลชท์ ผมฝันที่จะเป็น แว็งซ็องต์ ก็องปานี ผมจะเริ่มประโยคในภาษาฝรั่งเศสและจบมันด้วยภาษาฮอลแลนด์ ผมจะพรั่งพรูภาษาสเปน, โปรตุเกส หรือ ลิงกาล่า บางคำ ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนบ้านอยู่ละแวกไหน

ผมเป็น เบลเยียม

เราทุกคนล้วนเป็น เบลเยียม นั่นทำให้ประเทศนี้ดูเจ๋ง ไม่ใช่หรือ?



ผมไม่ทราบว่าทำไมคนบางคนในประเทศของผมอยากเห็นผมพลาด ผมไม่เข้าใจจริงๆ ตอนที่ผมย้ายไป เชลซี และไม่ได้ลงสนาม ผมได้ยินเสียงหัวเราะจากพวกเขา ตอนที่ผมถูก เวสต์บรอม ยืมตัวไปใช้งาน ผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากพวกเขา

แต่มันไม่ส่งผล คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับผมในตอนที่ผมต้องเทน้ำลงไปใน ซีเรียล ของพวกเรา เมื่อคุณไม่อยู่กับผมในตอนที่ผมไม่มีอะไร เช่นนั้นแล้วคุณไม่มีทางเข้าใจผมได้จริงๆ

คุณรู้มั้ยอะไรคือความสนุก? ตอนที่ผมยังเด็กผมพลาดดูเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปถึง 10 ปี เราไม่เคยสามารถหามันมาได้ ผมไปโรงเรียนพร้อมได้ยินเด็กคนอื่นๆพูดถึงเกมนัดชิงชนะเลิศ และผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจำได้ดีตอนปี 2002  ตอนที่ เรอัล มาดริด ลงสนามเจอ เลเวอร์คูเซ่น ทุกๆคนพูดว่า "ลูกวอลเล่ย์นั่น! พระเจ้าช่วย ลูกวอลเล่ย์นั่น"

ผมต้องแสร้งทำเป็นรู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร

2 อาทิตย์ต่อมา เรานั่งอยู่ในชั่วโมงเรียนคอมพิวเตอร์ เพื่อคนหนึ่งของผมได้โหลดวิดีโอออกมาจากอินเตอร์เน็ต และท้ายที่สุดผมก็ได้เห้น ซีดาน หวดลูกนั้นเสียบมุมด้วยเท้าซ้ายของเขา

หน้าร้อนนั้น ผมไปที่บ้านของเขาและได้ชม ปรากฏการณ์ของ โรนัลโด้ ในฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ ส่วนอื่นๆในรายการนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ผมได้ฟังมาจากเด็กคนอื่นๆในโรงเรียน

ฮ่า! ผมจำได้ด้วยว่าในปี 2002 ผมมีรูที่รองเท้า รูใหญ่มาก


12 ปีต่อมา ผมได้ลงสนามในฟุตบอลโลก

ตอนนี้ ผมกำลังลงเล่นฟุตบอลโลกอีกสมัย และคุณรู้อะไรมั้ย? ผมกำลังจดจำถึงความสนุกในช่วงเวลานี้ ชีวิตนั้นแสนสั้นที่จะมามัวเครียดและดราม่า ผู้คนจะพูดอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการจากทีมของเรา และเกี่ยวกับผม

ฟังนะพวก - ในตอนที่พวกเรายังเป็นเด็ก เราไม่สามารถที่จะหาโอกาสได้ดู เธียร์รี่ อองรี ในรายการแมตช์ ออฟ เดอะ เดย์! แต่ตอนนี้ผมกำลังเรียนรู้จากเขาในทุกๆวันของแคมป์ทีมชาติ ผมกำลังยืนอยู่กับตำนานตัวเป็นๆ และเขากำลังบอกผมในทุกๆสิ่งเกี่ยวกับการวิ่งไปในที่ว่างเหมือนที่เขาเคยทำ เธียร์รี่ อาจจะเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่ชมเกมฟุตบอลมากกว่าผม เราถกเถียงทุกอย่าง เรานั่งและถกเถียงเกี่ยวกับฟุตบอล ดิวิชั่น 2 ของ เยอรมัน

ผมจะพูดว่า "เธียร์รี่ คุณเห็นการทำทีมของ ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ หรือยัง?"

เขาก็จะพูดว่า "อย่ามาล้อเล่นน่ะ ใช่ แน่นอน"

นั่นคือสิ่งที่เจ๋งที่สุดในโลก สำหรับผม

ผมเพียงแค่หวังเอาไว้ว่า คุณตาของผมจะอยู่รอบๆเพื่อเป็นพยานถึงสิ่งเหล่านี้

ผมไม่ได้พูดถึง พรีเมียร์ลีก

ไม่ใช่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ไม่ใช่ แชมเปี้ยนส์ ลีก 

ไม่ใช่ ฟุตบอลโลก

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมหมายถึง ผมเพียงหวังให้ท่านอยู่รอบๆเพื่อเห็นถึงชีวิตของพวกเราในตอนนี้ ผมหวังว่าจะได้โอกาสโทรศัพท์หาท่านอีกสักครั้ง และให้ท่านได้ทราบถึงสิ่งที่เป็นไป ... 

"เห็นมั้ยตา? ผมบอกไปแล้วไง ลูกของตาจะโอเค ไม่มีหนูในที่พักแล้ว ไม่มีการนอนบนพื้น ไม่มีความเครียด ตอนนี้เราสบายดี เราสบายดีแล้ว ... "

"... ผมเขาไม่ต้องตรวจบัตรประชาชนผมอีกต่อไป พวกเขารู้จักชื่อของพวกเราแล้ว"


โรเมลู ลูกากู


โกสุ่ย - แปลและเรียบเรียง ... 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด