:::     :::

แรงผลักดันจากเธอคนนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 05 กรกฎาคม 2561 คอลัมน์ ผีตัวที่ 13 โดย โกสุ่ย
3,419
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แม่ของผมชอบเล่าเรื่องราวในวันที่ผมลืมตาดูโลก เพราะท่านพูดว่าท่านทราบดีผมจะกลายมาเป็นนักฟุตบอล

ตอนนั้นท่านอยู่ที่โรงพยบาลกับพ่อ และตัวพ่อเองก็ทำท่าท่าทางแปลกๆ ไม่มีสมาธิ ซึ่งมันดูแปลกไป ใช่มั้ย? ผมหมายถึง ลูกชายของคุณกำลังจะลืมตาดูโลก คงไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น จริงๆ 

แน่นอน ตั้งแต่ที่ผมก้าวมาอยู่บนโลกใบนี้ พ่อของผมมีความสุขอย่างมาก แต่ตอนนั้นท่านพูดว่า "โอเค เราดูโทรทัศน์ตอนนี้ได้มั้ย?"

แม่ของผมกลอกตาไปมา เพราะท่านทราบดีว่าพ่อหมายถึงอะไร ท่านพูดเพียงว่า "จริงสิ? เอาจริงสิ?"

พ่อของผมเลยพูดมาว่า "ผมรู้ ผมรู้ แต่พวกเขากำลังจะเริ่มการดวลจุดโทษแล้วนะ"

วันนั้นที่ สวีเดน เป็นวันที่ 17 กรกฎาคม 1994 วิคตอร์ ลินเดเลิฟ เพิ่งลืมตาดูโลก แต่ที่ พาซาเดน่า เกมฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศระหว่าง อิตาลี และ บราซิล กำลังโม่แข้งกันอยู่

ผมเดาว่าช่วงเวลาดังกล่าวทำให้แม่เชื่อว่าผมจะกลายมาเป็นนักฟุตบอล และคุณรู้อะไรมั้ย? ผมเคยลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ด้วยเหตุผลบางประการ ฟีฟ่า ตัดสินใจเลือก วาสเตเราส บ้านเกิดของผม สนามไม่เรียบ ประตูทำด้วยถังขยะ 2 ใบ แฟนบอลประมาณ 65,000 คน กำลังชมการแข่งขัน เวลาผ่าน 90 นาทีไปแล้ว เสียงบรรยายกำลังกล่าวถึงเกม


บอลกำลังไปที่ ลินเดเลิฟ แล้ว ลินเดเลิฟ จับมัน ... เขาลากผ่านไป 1 ผ่านไป 2 ! ลินเดเลิฟ ยังคง ... ลินเดเลิฟ ยิง ... เข้าไปแล้ว!!! สวีเดน ได้ประตู!!! 1-0! 

ผมวิ่งไปที่ข้างสนาม กำหมัดไปบนอากาศโดยมีเพื่อนร่วมทีมกำลังวิ่งตามหลังมา สวีเดน คว้าแชมป์โลก! แต่ในขณะที่ผมกำลังส่งจูบไปยังแฟนบอล ก็มีเสียงขัดจังหวะ

"วิคตออออร์? วิคตออออร์?"

ผมรู้จักเสียงนั้นดี ... เสียงของแม่ผมเอง "ได้เวลาอาการค่ำแล้ว!"

พระเจ้า ... 

และผมก็เดินกลับไปยังอพาร์ทเม้นท์พร้อมกับน้องสองคน ผมมีพี่น้อง 3 คน และมีเพียง 2 คนนี้เท่านั้นที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งทำให้พวกเราเล่นฟุตบอลด้วยกันอยู่เสมอ พ่อของผมก็อยู่แถวๆนั้นด้วย แต่คนที่เลี้ยงดูเราจริงๆคือแม่ของผม ตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการพูดแบบว่าลูกของแม่อยู่นี่ แต่ผมกำลังบอกพวกคุณว่า ปราศจากท่าน ผมจะไม่มีโอกาสกลายมาเป็นนักฟุตบอลเลย ไม่มีทาง

คุณรู้มั้ย ตอนที่ผมอายุได้ 5 ขวบ ท่านเริ่มที่จะใส่จินตนาการมาให้ผม ท่านซื้อเสื้อผู้รักษาประตูมาให้ - ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นของ ฟาเบียง บาร์กเตซ ผู้รักษาประตูทีมชาติฝรั่งเศส ทันใดนั้นผมต้องการเป็น บาร์กเตซ ผมออกไปที่สนามพาตัวเองไปนอนกลิ้งบนโคลนและทำการป้องกันประตูอย่างกล้าหาญ


โอ้วววววววว! ลินเดเลิฟ ป้องกันได้เหลือเชื่อ!


ต่อมา แม่ของผมซื้อเสื้อ ซีเนดีน ซีดาน มาให้ ตอนนี้ผมเลยอยากจะเป็น 'ซิซู' ผมกำลังร่ายรำรอบสนาม กำลังหมุนตัว (ท่าแบบฉบับซีดาน) และผ่านบอลแบบมหัศจรรย์ออกไป


ให้ตายสิ! คุณเห็นสิ่งที่ ลินเดเลิฟ เพิ่งทำไปมั้ย?! 


ไม่นานจินตนาการของผมเปลี่ยนแปลงมาเป็นความฝัน ในตอนที่คนอื่นๆถามผมว่าโตขึ้นต้องการเป็นอะไร ผมบอกไปอย่างชัดเจนว่า "ผมต้องการเป็นนักฟุตบอล" ไม่มีใครที่มองมาที่ผมอย่างจริงจัง พวกเขาพูดว่า "อ่า ฟังดูดีนะ แต่นั้นไม่ใช่งานจริงๆ ใช่มั้ย?"

ใช่ มันคืองานจริงๆ คุณเพียงแค่มีความเชื่อว่ามันสามารถเป็นไปได้ ผมทำ เช่นเดียวกับแม่ของผม

ท่านเป็นหนึ่งในคนที่พาผมไปยังสนามซ้อมในตอนที่ผมเริ่มเล่นให้กับ วาสเตราส เอสเค และผมคิดว่าตนเองทำได้เร็วกว่าที่คิด เพราะในเวลาไม่นานผมก็กำลังเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ในดิวิชั่นที่ต่ำลงมา ซึ่งเกมเหล่านั้นเร็วมาก การปะทะกำลังในขั้นสุดของระดับนั้นช่างดุเดือด แต่ผมยินดีที่ได้เล่นที่นั่น เพราะผมพัฒนาได้รวดเร็วกว่าการอยู่กับทีมเยาวชน  แผนของผมคือการย้ายไปเล่นให้กับสโมสรที่ใหญ่กว่าในสวีเดน ทว่าหลังจากนั้นเอเย่นต์ของผมโทรศัพท์มาจาก เบนฟิก้า

บอกตรงๆเลยนะ การที่พวกเขาสนใจทำเอาผมอึ้งไปเล็กน้อย ผมเพิ่งอายุ 17 ปี กำลังใช้ชีวิตที่บ้านและไปโรงเรียน ผมไม่แน่ใจว่าควรจะรับข้อเสนอหรือไม่ ดังนั้นผมจึงนั่งถกกับแม่และพี่ชายของผมเกี่ยวกับ ข้อดีและข้อเสีย


ข้อดี : เบนฟิก้า เป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดในโปรตุเกส ผมจะได้เล่นกับนักกเตะที่ดีกว่าเดิมและทำงานร่วมกับโค้ชที่เก่งกว่า หรือแม้แต่อาจจะได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่


ข้อเสีย: ผมต้องย้ายไปที่ลิสบอน เพียงลำพัง ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่แม้แต่จะพูดภาษาพวกเขาได้ ผมอาจจะไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนบางคน และการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงอายุตอนนั้นต้องมีปัญหามากมาย ผมต้องการจะเสี่ยงกับจุดนั้นจริงๆหรือ? 


ผมไม่แน่ใจ แต่แม่ของผมพูดออกมาว่า "แกจะเสียใจมั้ยหากแกไม่ตอบตกลง?"

และผมตระหนักในตอนนั้นว่า ใช่ ตกลงผมจะทำ หนึ่งชั่วโมงต่อมา ผมโทรศัพท์ไปหาเอเย่นต์ ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา ผมกำลังเดินทางไปที่ลิสบอน

แม่ของผมเดินทางไปด้วย - ผมยังอายุน้อยเกินไปที่จะเซ็นสัญญาด้วยตนเอง เราเดินไปรอบๆเมืองลิสบอนและพยายามจะดูทุกซอกมุม ผมคิดว่าท่านรู้สึกมั่นใจอย่างเกี่ยวกับทุกสิ่ง แต่เช้าวันต่อมาท่านเริ่มร้องไห้ ท่านภูมิใจในตัวผม แต่มันเป็นเรื่องยากของท่านที่ต้องปล่อยให้ผมไป ทว่ามันสายเกินไปที่จะมาเสียใจในตอนนี้ ผมกลับไปเล่นให้ วาสเตราส 6 เดือน จากนั้นในหน้าร้อนปี 2012 ผมนั่งเครื่องบินไปยังลิสบอน หนนี้ไม่มีตั๋วเดินทางกลับ

ในตอนที่ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง อย่างน้อยผมก็ทำให้ตนเองมีความมั่นใจ ทั้งชีวิตของผมอยู่ข้างหน้า ดังนั้น ผมต้องการอะไรจากมันกันแน่? ผมจินตนาการว่ามันอาจจะเป็นการวิ่งออกไปใน เอสตาดิโอ ดา ลุซ ... และผมชอบแบบนั้น ใช่ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ นี่คือแผน เอ ของผม

สำหรับแผน บี ผมไม่สามารถบอกคุณได้ ... มันไม่มีอยู่จริง


เมื่อผมเดินทางมาถึง ตัวแทนของสโมสรพาผมไปยังสนามซ้อมของเบนฟิก้า เช้าวันต่อมาผมตื่นนอนพร้อมกับความวิตกกังวล ผมโทรศัพท์ไปหาแม่ด้วยโปรแกรม สไกป์ ผมอยู่ที่นั่นไม่ถึง 24 ชั่วโมง และเริ่มที่จะเสียใจกับทุกสิ่ง

"แม่ ผมอยากกลับบ้าน ผมควรทำไงดี?"

แต่สถานการณ์แบบนี้คือสิ่งที่บรรดาแม่ๆต้องค้ำจุน ไม่ใช่หรือ? ผมไม่รู้ถึงวิธีที่ท่านทำ แต่ท่านทำให้ผมรู้สึกสงบกว่าเดิม - ผมมั่นใจว่าท่านคือคนเดียวในโลกที่สามารถทำให้ผมรู้สึกสงบจิตใจได้ในตอนนั้น ท่านบอกว่าผมจะไม่เป็นไร สิ่งเหล่านั้นมันยากเพียงแค่ตอนเริ่มต้น


ท่านพูดเรื่องนั้นถูกต้องเลย ช่วง 6 เดือนแรกเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันยากมากๆ 

ผมคิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อนๆของผม ... ผมคิดถึงทุกสิ่งในวาสเตราส นอกเหนือไปจากนั้น ผมหมายถึง คุณจะทำอะไรไได้ในสถานที่ที่คุณไม่สามารถสื่อสารได้ แถมยังไม่มีเพื่อน? ทำอะไรไม่ได้มาก ใช่มั้ย? ดังนั้น หลักๆแล้วผมจะอาศัยอยู่ที่ห้องผมของที่ตั้งอยู่ ณ ศูนย์ฝึก บางทีก็ไปที่ยิมออกกำลังกาย ที่ร้านอาหารหรือห้องของผม ตามที่บอกไป แม้แต่ทุกวันนี้ผมยังคงนึกภาพของห้องที่ผมเคยอาศัยที่นั่นได้ ผมมองเห็นโทรทัศน์ขนาดเล็ก ... โต๊ะสีน้ำตาลอ่อน ... ผ้าม่านสีแดง .... ระเบียงคอนกรีตที่คุณสามารถมองเห็นสนามซ้อม ... เตียงนอนที่ปูด้วยผ้าสีแดง ... และฟูกที่แข็งซึ่งการนอนบนพื้นอาจจะทำให้คุณหลับสบายกว่า

ทั้งหมดที่ผมทำที่นั่นคือการคุยกับแม่ผ่านโปรแกรม สไกป์ และดูซีรี่ย์ Entourage ผมไม่ได้ล้อเล่น ตลอดช่วง 6 เดือน เพื่อนของผมไม่ได้อยู่นลิสบอน แต่เป็น วินเซนต์ เชส 


โชคดีที่ผมมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ผมเติบโตอย่างรวดเร็ว ผมเริ่มเรียนรู้คำศัพท์ทีละน้อย และเริ่มมีเพื่อนขึ้นมา และบางคนกลายมาเป็นเพื่อนที่ดี (ขอโทษด้วยนะ วินซ์) หลังจากนั้นในวันหนึ่งที่พวกเรากำลังลงซ้อม - มันเป็นวันที่แสงแดดเจิดจ้า และเรากำลังเล่นแบบแบ่งข้างเจอกัน - และทำผลงานได้ดียอดเยี่ยม เสร็จสมบูรณ์ คุณรู้ใช่มั้ยว่าวันเหล่านั้นมันเหมือนกับว่าร่างกายของคุณกำลังโบนบินไปแบบอัตโนมัติ? มันเป็นหนึ่งในวันเหล่านั้น ผมรู้สึกสบายใจมาก ผมรู้สึกเหมือนว่าตนเองได้กลับไปเดินบนท้องถนนที่ วาสเตราส

และนั่นคือตอนที่ผมเริ่มเชื่อว่าผมสามารถที่จะค่อยๆก้าวเดินออกไป นายทำมันได้ วิคตอร์ แค่เชื่อมั่นตัวเอง สนุกกับมันและที่เหลือจะตามมา

ไม่นานนัก ผมก็เริ่มมีผลงานที่ดีกับ เบนฟิก้า บี ซึ่งลงเล่นในลีกระดับดิวิชั่น 2 ของโปรตุเกส ต่อมาในเดือนตุลาคม ปี 2013 ตอนที่ผมอายุได้ 19 ปี ผมได้โอกาสประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ในฟุตบอลถ้วย ไม่น่าเชื่อเลย และต่อมาคือการประเดิมสนามในรัง ที่ เอสตาดิโอ ดา ลุซ ... 

เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นผมรู้สึกขนลุกเลย


ตอนที่ผมวิ่งออกจากอุโมงค์และลงไปในสนาม ผมได้ยินเสียงคำรามและร้องเพลงจากคนจำนวนกว่า 65,000 คุณคงทราบดีว่าสิ่งที่สนุกสนานคืออะไร? ผมรู้สึกว่าผมเคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาก่อน ต่อมาผมจึงตระหนัก ใช่ แน่นอนฉันเคยมาแล้ว! ฉันเคยลงเล่นรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ วาสเตราส มาแล้ว! 

แต่มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่ไม่มีใครเรียกผมไปทานมื้อค่ำ นี่คือความเป็นจริง

ไม่นาน ดูเหมือนว่าความฝันอีกอย่างกำลังจะเป็นจริง ในปี 2015 สวีเดน จะต้องลงเล่นในศึก ยูโร ยู-21 ที่ สาธารณรัฐเช็ก ผมรู้สึกติ่นเต้นมากที่ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติในรายการนี้ แต่เมื่อการประกาศรายชื่อออกมา ผมต้องตะลึง - ผมไม่มีชื่อในนั้น! 

ไม่พอใจอย่างมาก ผมหมายถึง ผมหาคำอธิบายไม่ได้เลย ผมเดาว่าบรรดาโค้ชไม่ทราบจริงๆว่าลีก ดิวิชั่น 2 ของ โปรตุเกส แข็งแกร่งอย่างไร พวกเขาเลือกนักเตะที่เล่นในสวีเดนเป็นหลัก ผมเคารพกับการตัดสินใจ แต่ผมโกรธและหัวเสียอย่างมาก  ผมออกไปพักผ่อนเพื่อพยายามที่จะลืมมัน จากนั้น จู่ๆก็เกิดขึ้นมา ผมได้รับสายจาก ฮาคาน เอริคสัน โค้ชของทีม

เขาพูดขึ้นว่า "ฟังนะ วิคตอร์ เราตัดสินใจที่จะเรียกนายมา นายต้องการแบบนั้นมั้ย?"

ผมตอบกลับว่า "อืม ... ใช่"


ผมไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมแรกที่เจอกับ อิตาลี - และผมหมายถึง ตนเองจะทำได้อย่างไรเมื่อโอกาสในทีมมีน้อยนิด? ทว่า อเล็กซานเดอร์ มิโลเซวิช กองหลังของเราโดนไล่ออก และผมถูกส่งลงไปเพื่อค้ำในแนวรับ เราเอาชนะได้ และจากนั้นผมได้ลงเล่นทุกๆนาที เชื่อหรือไม่ว่า เราเข้ารอบชิงชนะเลิศได้จริงๆ และทีมไหนที่เราต้องปะทะด้วย?


แน่นอนว่า โปรตุเกส

อย่างที่คุณสามารถจินตนาการได้ มันเป็นเกมพิเศษสำหรับผม แต่นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับ สวีเดน เช่นเดียวกัน มันไม่บ่อยนักหรอกที่ทีมชาติของเราจะได้โอกาสต่อสู้เพื่อแชมป์ - ไม่ว่าในระดับไหน เรารู้ว่าพวกเราไม่ใช่ทีมเต็ง แต่เราทำให้มันมีโอกาส เรามั่งมุ่นที่วิ่งไปจนกว่าจะตกลงและนั่นคือวิธีการที่เราจัดการกับเกมไปจนถึงช่วงดวลจุดโทษ

ตอนที่ผมมองไปยังใบหน้าของเพื่อนร่วมทีม ผมรู้สึกพวกเราคว้าชัยได้เรียบร้อยแล้ว พวกเราทุกคนต่างสงบ เราทำประตูแรกของเรา จากนั้นพวกเขาเอาคืน เราทำประตู พวกเขาพลาด ในที่สุดก็ถึงตาของผมในการยิงเป็นคนที่ 5 ผมอยู่ในโลกของตนเอง จดจ่อ ตาของผมเป็นประกาย ในขณะที่ผมเดินทางยังจุด ผมได้ยินนักเตะโปรตุเกสพูดว่า "หมอนี่ยิงพลาดแน่" นั่นทำให้ผมฮึดมากกว่าเดิม ผมกดบอลเข้าตรงกลาง - เป็นประตู!

ต่อมา โปรตุเกส ยิงพลาด และเราคลั่งทันที ... สวีเดน คว้าแชมป์ ยูโเปี้ยน รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี! 

มันคือ ... เยี่ยม มันเป็นสิ่งจะไม่มีทางลืมเลือน


ประมาณ 6 เดือนต่อมา ผมกลายมาเป็นขาประจำในทีมชุดใหญ่ของ เบนฟิก้า ภายใน 18 เดือนพวกเราคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และบอลถ้วยในประเทศอีก 2 รายการ ผมจะเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ล่ะ? เยี่ยม อย่างที่มันเกิดขึ้นไป บางสิ่ง อย่างที่พูดไป การสถาปนาตนเองในทีมชาติชุดใหญ่

ตอนที่ผมถูกทีมชาติชุดใหญ่เรียกตัวเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2016 ผมรู้สึกเหมือนว่าวัยเด็กของตนเองถูกฉายซ้ำในตาของผม ตอนนี้ผมไม่ได้เพียงแค่แสร้งว่าตนเองกำลังเล่นให้ทีมชาติ - ผมลงเล่นให้ทีมชาติอยู่จริงๆ

ผมโทรศัพท์เพื่อบอกข่าวกับแม่ ท่านเริ่มร้องไห้

ในนัดประเดิมสนามของผมซึ่งเป็นเกมกระชับมิตรเจอกับ ตุรกี ที่ อันตัลย่า ความรู้สึกในตอนนั้นไม่สามารถอธิบายได้เลย การยืนอยู่ตรงนั้นในเสื้อสีเหลือง กำลังร้องเพลงชาติ ... มันเปี่ยมไปด้วยพลัง ผมคิดเพียงว่า ว้าว และในตอนที่ผมกำลังคิด ผมไม่สามารถรู้สึกภูมิใจไปมากกว่านั้น เราเข้ารอบสุดท้าย ยูโร 2016 ทันใดนั้น ผมก็กำลังยืนอยู่ที่นั่นอีกครั้ง กำลังร้องเพลงชาติ แต่ตอนนี้เป็นรายการสำคัญ  ผมสาบานเลยว่าผมรู้สึกชาไปทั้งตัวตั้งแต่นิ้วเท้าถึงต้นคอ

และลึกลงไป ผมรู้ว่ามีเพียงอย่างเดียวที่สามารถเอาชนะความรู้สึกนี้ไปได้ ... การทำเช่นนี้ใน ฟุตบอลโลก


ผมรู้อย่างแจ่มชัดว่า สวีเดน ไม่ได้เข้าร่วมรายการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2006 และในตอนที่เราถูกจับมาเจอกับ อิตาลี ในรอบเพลย์ออฟ มีน้อยคนที่คาดว่าเราจะเอาชนะ แต่เราก็น้อมรับคำท้าทาย เรามั่นใจ เราเป็นหนึ่งเดียว คุณเห็นว่าเราทำได้ดี นั่นเป็นเพราะเราต่อสู่เพื่อคนอื่นๆเหมือนเป็นพี่น้องกัน เราแทบจะตายในสนามเพื่อคนอื่นๆ นั่นคือความแข็งแกร่งของเรา

และหากคุณไม่เชื่อผม ลองไปถามนักเตะอิตาลี เพราะเชื่อผมเถอะว่า มันไม่ใช่เพราะความสามารถของเราที่ทำให้เอาชนะพวกเขาไปได้ 1-0 มันเป็นเพราะสปิริตของพวกเรา

หลังจากนั้น ผมย้ายจาก เบนฟิก้า ไปยัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ กับเรื่องราวสำคัญที่เข้ามา ผมอายุ 23 ปี และกำลังลงเล่นให้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คุณรู้มั้ย? ผมกำลังทำงานร่วมกับ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังลงเล่นให้กับทีมชาติสวีเดน และตอนนี้กำลังลงชิงชัยในฟุตบอลโลก

มันเป็นเรื่องที่สนุกอย่างแท้จริง เพราะบางคนพูดว่าผมแสดงท่าทางเหมือนคนอายุ 30 ผมคิดว่าพวกเขาพูดถูก เพราะผมต้องเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อก้าวข้ามการแข่งขันที่มากมายและไปให้ไกล ย้อนไป 10 ปีก่อนหากผมผมบอกคนอื่นๆไปว่าผมจะกลายมาเป็นนักฟุตบอล ผมมั่นใจว่าคงไม่มีใครเชื่อ แต่แน่นอนอนว่ายกเว้นแม่ของผม ท่านรู้มาโดยตลอดว่ามันจะเกิดขึ้น

วิคตอร์ ลินเดเลิฟ


โกสุ่ย — แปล และเรียบเรียง



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด