:::     :::

ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น

วันอาทิตย์ที่ 08 กรกฎาคม 2561 คอลัมน์ ฟุตบอลข้างถนน โดย โกสุ่ย
4,611
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
วันเวลาช่างรวดเร็ว 16 ปี แห่งความหลังผ่านพ้นไป นั่นคือหนสุดท้ายที่ บราซิล คว้าแชมป์โลกมาครอง

หากย้อนเป็นตัวเลขก็คือ 2002 หรือฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์ที่มีเจ้าภาพร่วมอย่าง เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น

จะว่าไปแล้วทีมเซเลเซาชุดนั้นไม่ได้ถูกคาดหวังอะไรเลย แฟนบอลต่างไม่เชื่อน้ำยาว่า หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ จะพาลูกทีมเถลิงแชมป์โลกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

แต่จากที่ไม่มีใครคาดคิด แซมบ้า ยุค 2002 กลับทำได้ และเป็นที่มาของแนวรุก 3R อันลือลั่นที่ประกอบไปด้วย โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญของบราซิลชุดนั้นคงหนีไม่พ้นแนวรับที่ทำผลงานสวยหรูเสียไปเพียง 4 ประตูเท่านั้น ซึ่ง 3 ลูกที่โดนไปเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่ม นั่นเท่ากับว่าในรอบน็อคเอ้าท์ พวกเขาเสียไปเพียงประตูเดียวจากฝีเท้าของ ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าทีมชาติอังกฤษ

นี่คือส่วนประกอบสำคัญของ บราซิล ชุดดังกล่าว แนรุกสุดอันตราย แดนกลางที่ยืดหยุ่น บวกกับแนวรับทรงพลัง และผู้รักษาประตูที่เข้าฟอร์มได้ถูกจังหวะ

สามประสานของแนวรับชุดดังกล่าวประกอบไปด้วย โชเซ่ เอ็ดมิลสัน, โรเก้ จูเนียร์ และ ลูซิโอ ที่สอดประสานต้านแนวรุกฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแข็งแกร่งชนิดที่ภูผายังก้มหัว



แต่ละคนล้วนโรยราตามอายุและเวลาที่ผ่านไปยังอย่างรวดเร็ว 

16 ปีผันเปลี่ยน แต่ละคนก็มีชีวิตหลังเกษียณจากเส้นทางฟุตบอลที่แตกต่างกันไปตามใจปรารถนา

ตัวอย่างเช่น โรนัลดินโญ่ ที่อาจจะโลดแล่นในวงการฟุตบอลอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขามีเป้าหมายในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ หลังจากได้เปิดเผยว่าเจ้า 'เหยินเล็ก' จะลงชิงตำแหน่งผู้สมัครของพรรครีพับลินกันของบราซิล

หรืออย่าง มาร์กอส นายด่านที่ถูกปิศาจแข้าสิงจนทำผลงานยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2002 ก็เดินตามฝันด้วยการผลิตเบียร์ยี่ห้อตนเองออกมาวางขาย

ยังมีอื่นๆอีกมายที่ผันตัวไปทำเบื้องหลัง อย่าง ริคาร์โด้ กาก้า ที่เผยออกมาว่าสนใจที่จะเป็นผู้อำนวยการฟุตบอลเช่นกัน นอกจากนี้ จิลแบร์โต้ ซิลวา กองกลางเชิงสูงก็โยกตนเองไปเป็นเอเย่นต์นักเตะ

อย่างที่เรียนไป แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีเส้นทางของตนเองไม่ต่างไปจาก ลูซิโอ ที่ยังคงเดิหน้าทำตามความฝันของตนเองในวัย 40 ปี ด้วยการลงสนามในฐานะนักเตะให้กับท้องถิ่นในบราซิล

แม้จะอายุอานามแตะหลัก 4 แต่ปราการหลังตัวแกร่งรายนี้ยังไม่หมดไฟ เพราะด้วยความปรารถนาในตัวที่พร้อมจะส่งต่อประสบการณ์และสิ่งที่ตนเองสั่งสมมา ไปยังเด็กๆและคนอื่นๆเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ

เส้นทางของ ลูซิโอ ไม่ต่างจากนักเตะคนอื่นๆที่เกิดและเติบโตมาจากย่านยากจนของบราซิล เขาไต่เต้ามาจากทีมท้องถิ่นเล็กๆ ชื่อว่า ปลานาลติน่า ก่อนที่จะเกิดจุดพลิกผันที่เกิดจากการลงสนามนัดเดียว



"ผมเริ่มเล่นกับทีมที่ชื่อว่า ปลานาลติน่า" แนวรับวัย 40 ปีระบุ

"ตอนนั้นเป็นปี 1996 ผมลงเล่นในระดับ คัมปีโอนาโต้ บราซิเลียนเซ่ และจากนั้นผมถูกดึงไปเล่นที่ กาม่า"

"แต่ปีนั้นที่ผมย้ายไป กาม่า ทีมไม่ได้ลงเล่นใน โกปา ดู บราซิล ดังนั้น กัวร่า ทีมที่ได้สิทธิ์ลงแข่งซึ่งพวกเขาจะดวลกับ อินเตอร์นาซิอองนาล ได้ยืมตัวผมไปใช้งาน 1 เกม"

"พวกเราแพ้ 0-7 แต่คนจาก อินเตอร์นาซิอองนาล เห็นบางสิ่งจากฟุตบอลของผม และเซ็นสัญญาคว้าผมไปครอง"

"ผมมองว่านี่คือโอกาสพระเจ้าประทามมาให้กับเส้นทางอาชีพและชีวิตของผม ลงท้ายด้วยการที่ผมสามารถคว้าโอกาสที่สำคัญที่สุด และการได้รับประสบการณ์ที่ผมฝันถึง"

นั่นคือจุดพลิกผันอย่างแท้จริง และหลังจากนั้นชื่อของ ลูซิโอ ก็ค่อยๆแผ่ขยายออกไปจนไปเข้าหูทีมในยุโรป

จะว่าไปแล้วเส้นทางสายลูกหนังของนักเตะคนนี้ มีทั้งสุขสมหวัง เศร้าเสียใจ รอยยิ้ม และคราบน้ำตา หากใครยังคงจำได้ดี ลูซิโอ คือหนึ่งในนักเตะชุดประวัติศาสตร์ (ที่ไม่น่าจดจำ) ของ เลเวอร์คูเซ่น กับการคว้า 3 'รองแชมป์' ในฤดูกาล 2001/02

นั่นคือสิ่งที่ ลูซิโอ ไม่อยากจดจำ จากที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ แต่กลับกลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ชวนน่าหัวร่อต่อกระซิก จากบรรดาแฟนบอลทีมอื่นๆ



"ในปี 2002 มีเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ซึ่งมันยากสำหรับพวกเรามาก"

"ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันทำให้เหนื่อยอย่างมาก การต้องเล่นรอบคัดเลือกในบราซิล และกลับไปเล่นในยุโรปรวมไปถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก มันยากมากๆ"

"ด้วยการที่เรามีรอบคัดเลือกที่ยากลำบาก ทำให้ไม่มีความมั่นใจ แฟนบอลก็ยังไม่ศรัทธาใน เซเลเซา แน่นอน มันเข้าใจได้ เพราะการเล่นที่ไม่เป็นไปตามคาดของเราในรอบคัดเลือก จึงมีความไม่เชื่อใจเกิดขึ้น"

หากจำไม่ผิดกว่าที่ บราซิล จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปได้ก็ต้องลุ้นจนถึงเกมสุดท้ายกับ เวเนซูเอล่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะไม่เชื่อน้ำยา และกาชื่อบราซิลชุดนี้ออกไป

โดยเฉพาะ ลูซิโอ ที่สภาพจิตใจย่ำแย่ อันเนื่องจากความผิดหวังและอกหักทั้ง 3 รายการ (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และ แชมเปี้ยนส์ ลีก) ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่านี่หรือจะเป็นอาถรรพ์ที่อาจจะลามมาถึงทีมชาติ

ทว่า ถึงจะมีฤดูกาลที่น่าลืมเลือน แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ลูซิโอ เผยว่าตนเองได้ทิ้งความผิดหวังเอาไว้ข้างหลัง และเข้าแคมป์ทีมชาติด้วยเป้าหมายใหม่ แม้จะไม่มีใครเชื่อ แต่นักเตะทั้ง 23 ราย รวมไปถึงทีมงานต่างมั่นใจว่าพวกเขามีดีพอ

เคล็ดลับความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่น เตรียมตัว และรวมพลังของคนในทีมชุดนั้น นำมาซึ่งผลงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การคว้าแชมป์สมัยที่ 5 



การคว้าแชมป์โลกหนดังกล่าวพอทำให้ ลูซิโอ ลืมความเจ็บปวดกับสโมสรได้บ้าง ก่อนที่วันเวลาจะดำเนินต่อไปจนถึงเหตุการณ์สำคัญอีกครั้ง

เหมือนเป็นการเล่นตลกของโชคชะตา ที่หนนี้เป็นฝ่าย ลูซิโอ ที่ได้รับการชูมือ เพราะในฤดูกาล 2009-10 เขามีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ในการคว้า 3 แชมป์กับ อินเตอร์ มิลาน

หนนี้ไม่ซ้ำรอยกับเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา เพราะ เนรัซซูรี่ ภายใต้การนำของ โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

"สิ่งที่กระตุ้นให้ผมยังคงลงเล่นฟุตบอลคือความรักที่ผมมีให้มัน ความสนุกที่ผมยังคงสามารถลงซ้อม แรงจูงใจของการตื่นมาพร้อมสุขภาพที่ดี"

"ชัดเจนว่า ผมลงเล่นกับสโมสรใหญ่ๆมามากมายและคว้าแชมป์ได้เยอะแยะ สำหรับผมนั้นแต่ละวันสำคัญ ช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ การส่งต่อประสบการณ์ไปยังนักเตะคนอื่นๆ จากช่วงเวลาที่ผมใช้กับทีมใหญ่ๆและทีมชาติ"



อย่างที่หลายๆคนคงเคยได้ยิน ความรู้ประสบการณ์นั้นเราสามารถหาได้ด้วยตนเองหรือจากผู้อื่น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการส่งต่อสิ่งเหล่านั้นไปยังคนอื่นๆ

แรงบันดาลใจเพียงน้อยนิด ประสบการณ์อันแสนสั้น แต่บางครั้งกลับมีประโยชน์ต่อผู้อื่น และยังสามารถเป็นน้ำเลี้ยงในการเพาะต้นอ่อนให้เติบโตขึ้นมา

นี่คือสิ่งที่ ลูซิโอ ยังคงเดินหน้าสานต่อไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว 

ประสบการณ์ ฝีเท้า ผลงาน นี่คือสิ่งที่ ลูซิโอ พอจะถ่ายทอดไปยังคนรุ่นหลัง โดยหวังว่าในอนาคตจะมีใครสักคนที่สานต่อเจตจำนงของเขาให้ก้าวต่อไป



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด