:::     :::

เวิลด์ คัพ 2018... ดีที่สุดตลอดกาล

วันอาทิตย์ที่ 08 กรกฎาคม 2561 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
6,927
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ฟุตบอลโลกที่รัสเซียใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์มากขึ้นเรื่อยๆหลังจากได้ 4 ทีมสุดท้ายสำหรับชิงโทรฟี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการลูกหนัง
         หากคุณติดตามฟุตบอลโลกมาตั้งแต่เกมแรกมาจนถึงรอบ 8 ทีม คงต้องบอกว่าถือเป็นหนึ่งในเวิลด์ คัพที่น่าตื่นเต้นที่สุดอีกครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้
         โอเค มันอาจจะมีเกมที่น่าเบื่อไปบ้าง แต่มันก็มีประตูให้ได้ชมกัน (เกือบ) ทุกคู่ ถ้าไม่นับเกมระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เดนมาร์ก ที่ลงเอยด้วยการเสมอกันไปจืดชืด 0-0
         ความตื่นเต้นนอกเหนือจากได้ดูเกม ได้ดูผลงานนักเตะ ได้ดูความสามารถของบรรดาผู้เล่นที่หวังใช้เวทีนี้ในการไต้เต้าขึ้นไปสู่เวทีที่ใหญ่กว่า หรือคนที่เราไม่เคยเห็นก็มีโอกาสได้ดู มันยังรวมถึงบรรดาทีมดังหรือทีมเต็งแชมป์ที่ทยอยโบกมือลารัสเซียกันอย่างต่อเนื่อง
         จาก เยอรมัน ทีมแชมป์เก่าเมื่อปี 2014 รวมถึง โปแลนด์ ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะรอบแบ่งกลุ่มไปได้ จนมาถึง โปรตุเกส, อาร์เจนติน่า, สเปน และ บราซิล เล่นเอาแฟนๆที่ทายผลว่าใครจะก้าวไปถึงตำแหน่งสูงสุดต้องเปลี่ยนกันแทบทุกรอบ
         โดยเฉพาะคนที่ส่งไปรษณีย์ไปก่อนเพื่อนในตอนแรก เชื่อว่าเกิน 90 เปอร์เซ็นต์อาจจะต้องส่งไปใหม่
         ด้วยผลการแข่งขันที่ยากคาดเดานี้เองย่อมส่งให้เกมการแข่งขันตื่นเต้นทุกนาทีที่ได้ชมว่าผลจะออกมาทางไหน
         จาก 32 ทีมการแข่งขัน ตอนนี้เหลือเพียง 4 ทีม และมีเกมให้เล่นอีก 4 เกม ไม่แน่ว่าอาจจะมีการพลิกล็อคอะไรเกิดขึ้นอีกก็เป็นได้
         วันนี้จะหยิบยกเอาเหตุผลที่ว่าทำไมฟุตบอลโลก 2018 จะกลายเป็นศึกเวิลด์ คัพที่ดีที่สุดเท่าที่เคยจัดการแข่งขันกันมาเลย
การใช้วีเออาร์

         ทันทีที่ทางฟีฟ่าออกมาประกาศว่าจะมีการใช้ "วีเออาร์" เข้ามาช่วยผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก ก็สร้างกระแสไปทั่วทั้งโลก ทั้งในแง่บวกและลบ
         แน่นอนสำหรับคนชอบอรรถรส การที่ต้องหยุดเกมอยู่บ่อยๆเหมือนในอเมริกันเกมส์ทั้ง อเมริกัน ฟุตบอล และ บาสเก็ตบอล ยอมทำให้เกิดความหงุดหงิดกันอยู่บ้าง
         แต่ถ้าคุณเป็รคนชอบความยุติธรรม มันก็ต้องบอกว่าการใช้ "วีเออาร์" เข้ามาช่วย ทำให้ผู้ตัดสินทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องโดนถล่มหากตัดสินผิดพลาดเหมือนอย่างที่ผ่านมา
         ตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้ง 20 หนก่อนหน้านี้ ครั้งที่มีจุดโทษเกิดขึ้นมาที่สุดก็คือในปี 1990, 1998 และ 2002 คือ 18 ครั้งเท่ากัน ทว่ากับศึกปี 2018 นี้ มีจุดโทษเกิดขึ้นแล้วถึง 28 ครั้ง โดยเกิดขึ้นจากการที่ผู้ตัดสินดูภาพช้าจาก "วีเออาร์" ถึง 10 ครั้งด้วยกัน
         ซึ่งในแต่ละครั้งก็เป็นจุดเปลี่ยนของเกม ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์กุมความได้เปรียบหรือพลิกสถานการณ์กลับมาได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยให้การตัดสินจากจุดโทษเปลี่ยนเป็นฟรีคิกได้เช่นกัน 
         ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าทีมของคุณได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าใช่คุณก็คงไม่โวยวาย แต่ถ้าไม่ก็คงไม่แปลกที่คุณจะไม่พอใจ แต่ถ้าภาพเหตุการณ์มันชี้ชัดให้เห้นจากภาพช้า ยังไงก็คงเลี่ยงมันไม่ได้
ประตูท้ายเกม

         ฟุตบอลโลกครั้งนี้ผ่านเกมลงสนาไปแล้วทั้งหมด 60 เกม มีประตู มีประตูเกิดขึ้นไปแล้วทั้งหมด 157 ประตู ซึ่งต้องบอกว่าไม่มีทีมไหนที่ยิงประตูไม่ได้เลย
         ซึ่งจากประตูทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มีถึง 23 ลูกที่เกิดขึ้นในช่วงนาทีที่ 90 หรือหลังจากนั้น คิดเป็นตัวเลข 14.64 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงทีเดียว
         เจาะให้ลึกลงไปอีก ใน 23 ประตูที่เกิดขึ้นนั้น มีถึง 9 ประตู ที่เป็นประตูชัยให้ทีมที่พังตาข่ายได้ ส่วนอีก 4 ลูกเป็นประตูตีเสมอ ขณะที่อีก 10 ไม่มีผลอะไรกับเกม
         ประตูจาก ซาเล็ม อัล-ดาวซารี่ ที่ ซาอุดิอาระเบีย ยิงใส่ อียิปต์, การทำเข้าประตูตัวเองของ อาซิซ บูฮัดดูซ ของ โมร็อกโก ในเกมพบ อิหร่าน, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ของ บราซิล ยิงใส่ คอสตาริก้า, เซอร์ดาน ชากีรี่ ของ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ทำได้ในเกมกับ เซอร์เบีย, โทนี่ โครส ของ เยอรมัน ที่ยิงฟรีคิกใส่ สวีเดน, คิม ยอง-กวอน ของเกาหลีใต้ ที่ซัดใส่ เยอรมัน, แฮร์รี่ เคน ของ อังกฤษ ที่สังหาร ตูนิเซีย และ นาเซอร์ ชาดลี่ ของ เบลเยี่ยม ที่ยิงใส่ ญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่ส่งผลกับการแข่งขันรวมถึงอันดับในรอบแบ่งกลุ่มแต่ละทีม
         หรือจะประตูในช่วงท้ายเกมโดยเฉพาะ มาร์กอส โรโฮ ที่สับไกพา อาร์เจนติน่า เอาชนะ ไนจีเรีย ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างหวุดหวิด 
         ประตูเหล่านี้พลิกโฉมหน้าของเกมรวมถึงผลการแข่งขันได้แบบคนละเรื่องเลย
ผลที่ยากจะคาดเดา

         ก่อนเริ่มฟุตบอลโลก 2018 บรรดาทีมเต็งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวไปคว้าแชมป์ได้มี เยอรมัน, ฝรั่งเศส, บราซิล และ สเปน โดยที่มีทีมรองอย่าง โปรตุเกส, อาร์เจนติน่า, เบลเยี่ยม และ อังกฤษ ที่คอยสอดแทรก
         แต่มาถึงจุดนี้เกินครึ่งกระเด็นตกรอบกันไปหมดเรียบร้อย โดยเฉพาะทัพ "อินทรีเหล็ก" ที่ร่วงไปตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มชนิดที่เป็นบ๊วยของกลุ่มอีกด้วย
         สเปน ก็เป็นอีกทีมที่พลิกล็อคตกรอบหลังจากที่เกิดกระแสดราม่าปลด จูเลน โลเปเตกี ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์เพียงสองวัน แม้จะผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้แต่ฟอร์มโดยรวมไม่ถือว่าโดดเด่นอะไรก่อนมาดวลเป้าพ่ายเจ้าภาพตกรอบไป
         อาร์เจนติน่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กระท่อนกระแท่นตั้งแต่เริ่ม กว่าจะเข้ารอบได้ต้องถึงช่วงท้ายๆของเกมนัดสุดท้ายจนต้องไปเจอกับของแข็งอย่าง ฝรั่งเศส ร่วงตกรอบไปเช่นกัน เช่นเดียวกับ โปรตุเกส ที่โดย อุรุกวัย สอยร่วง
         ล่าสุดกับ บราซิล ภายใต้การนำทัพของ เนย์มาร์ ที่หวังสร้างชื่อเป็นยอดนักเตะของโลก สุดท้ายโดน เบลเยี่ยม อัดร่วง 1-2 
         ส่วน อังกฤษ รอดตัวไปหลังดวลเป้าชนะ โคลอมเบีย หวุดหวิด ถือเป็นการชนะจุดโทษครั้งแรกในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของทัพแดนผู้ดีเลย
เส้นทางถึงรอบชิงชนะเลิศ

         ผลจากการพลิกล็อคที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงรอบน็อคเอาท์ด้วย
         ในขณะที่สายบนเต็มไปด้วยยอดทีมอย่าง ฝรั่งเศส, บราซิล, อาร์เจนติน่า, เบลเยี่ยม, โปรตุเกส, อุรุกวัย, เม็กซิโก และ ญี่ปุ่น แต่สายล่างกลับเบากว่ามากนักเมื่อมี สเปน, รัสเซีย, โครเอเชีย, เดนมาร์ก, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, โคลอมเบีย และ อังกฤษ
         จะบอกว่าฟ้ากับเหวก็อาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าเทียบกันตามตรงแล้วมันก็ห่างกันค่อนข้างมากอยู่เมื่อเทียบกันแล้ว
         เมื่อเทียบกับทีมที่พบกันในรอบก่อนรองชนะเลิศของสายบนอย่าง ฝรั่งเศส พบ อุรุกวัย และ บราซิล พบ เบลเยี่ยม มีเพียงแค่รายหลังสุดทีมเดียวที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์โลก ที่หลายมีประสบการณ์มาแล้วทั้งสิ้น
         ขณะที่สายล่างที่ โครเอเชีย พบ รัสเซีย และ สวีเดน พบกับ อังกฤษ มีเพียงแค่ "สิงโตคำราม" ที่เคยก้าวไปถึงจุดสูงสุด แถมยังเนิ่นนานมาตั้งแต่ปี 1966 แล้ว!
         ส่วน โครเอเชีย เคยได้อันดับ 3 ในปี 1998, สวีเดน ไปไกลที่สุดคืออันดับ 3 เมื่อปี 1994 ขณะที่ รัสเซีย เคยจบอันดับ 4 เมื่อปี 1966 สมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต
          มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ปีนี้เราอาจจะได้ "แชมป์โลก" หน้าใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสโทรฟี่มาก่อนเหมือนกัน
สูสี...คู่คี่
         ฟุตบอลโลกครั้งนี้นอกจากจะมีดราม่าเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเหตุผลสำคัญก็คือความห่างชั้นของแต่ละทีมต้องถือว่าไม่มาห
         มีถึง 14 เกมที่สกอร์จบลงที่ 1-0 ขณะที่สกอร์ 2-1 ก็ฮิตไม่แพ้กันเพราะเกิดขึ้นถึง 10 นัด 
          ซึ่งจาก 60 เกมที่ลงสนามไปแล้ว มีถึง 27 เกมที่ผลต่างของการแข่งขันห่างกันแค่ประตูเดียว และมีแค่สามเกมเท่านั้นที่คู่แข่งทั้งสองทีมยิงประตูได้เกินเกมละสองประตู คือในเกมที่ ฝรั่งเศส ชนะ อาร์เจนติน่า 4-3, เบลเยี่ยม ชนะ ญี่ปุ่น 3-2 และล่าสุด รัสเซีย เสมอ โครเอเชีย 2-2 แต่ก็ต้องเล่นกันถึงช่วงต่อเวลา
         ในจำนวนนี้ 11 เกมจบลงด้วยการเสมอ เสมอ 6 เกมในนั้นจบที่สกอร์ 1-1 ซึ่งมีเพียงคู่เดียวเท่านั้นที่จบด้วยการเสมอกัน 0-0 คือเกมระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เดนมาร์ก เป็นการหยุดสถิติการยิงประตูในฟุตบอลโลกหนนี้ไว้ที่ 37 เกมติดต่อกัน
         ถือเป็นฟุตบอลโลกที่สูสีที่สุดครั้งหนึ่ง ยากที่จะคาดเดาที่สุด และสุดท้ายแชมป์จะไปของทีมไหนก็ต้องรอดูกันต่อไป


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด