:::     :::

ช่วงเวลาทดลอง

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ศึกไอซีซี ระหว่าง อาร์เซน่อล กับ แอต.มาดริด ที่สิงคโปร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงเกมอุ่นเครื่องทั่วไป แต่เป็นเกมที่เราได้เห็น "ปืนใหญ่" ในยุคใหม่ของ อูไน เอเมรี่ แบบจริงจังครั้งแรก

อาร์เซน่อลเคาะสนิมที่อังกฤษไปแล้ว 3 นัด เป็นเกมทางการ 1 นัดที่ชนะ บอร์แฮม วู้ด 8-0 และปิดสนามซ้อมเล่นอีก 2 นัด คือไล่ถล่ม ครอว์ลีย์ 9-0 และพลิกพ่าย เบรนท์ฟอร์ด 1-2 

แต่ 3 นัดดังกล่าวไม่ได้เจอคู่แข่งที่สามารถนำมาประเมินคุณภาพตัวเองได้มากนัก ต่างจากการเจอกับ แอตเลติโก มาดริด ที่แดนลอดช่อง 

ไลน์อัพตัวจริงของ เอเมรี่ ถือว่าเน้นพอสมควรมี ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง กับ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ประสานงานกันในแดนหน้า เสริมด้วย 2 ดาวรุ่งอย่าง รีสส์ เนลสัน และ เอมิล สมิธ โรว์ 

ตรงกลางมี อารอน แรมซี่ย์ สวมปลอกแขนกัปตันทีมนำทัพ มัตเตโอ เกวนดูซี่ หนึ่งในสมาชิกใหม่รับบทลูกหาบ ขณะที่แนวรับจากขวาไปซ้ายประกอบด้วย เอคตอร์ เบเยริน, ชโคดราน มุสตาฟี่, ร็อบ โฮลดิ้ง และ เซอัค โคลาซินัค พร้อมกับมี แบรนด์ เลโน่ อีกหนึ่งแข้งใหม่รับหน้าที่เฝ้าเสา

ถือเป็นชุดใหญ่ที่ได้ร่วมซ้อมปรีซีซั่นมาต่อเนื่องตั้งแต่อังกฤษ ขณะที่ เมซุต โอซิล, อเล็กซ์ อีโวบี้ และ โมฮาเหม็ด เอลเนี่ ที่เพิ่งสมทบทีมในการทัวร์เอเชียยังไม่ถูกเร่งส่งลงสนาม

ส่วน "ตราหมี" ชุดนี้ต่างจากวันที่เขี่ยปืนใหญ่ตกรอบตัดเชือกยูโรปา ลีก โดยสิ้นเชิงเพราะตัวหลักส่วนใหญ่เพิ่งเสร็จภารกิจบอลโลกและอยู่ในช่วงพักร้อน

แยน โอบลัค และ โธมัส ปาเตย์ เป็นเพียง 2 รายที่ลงตัวจริงในยูโรปา ลีก เมื่อเกือบ 3 เดือนก่อน และได้ออกสตาร์ตเจอปืนใหญ่อีกครั้งที่เอเชีย

กางรายชื่อบนหน้ากระดาษเทียบกันแล้ว ปืนใหญ่เหนือกว่ามาก ทว่ารูปเกมไม่ได้เป็นฝ่ายพับสนามบุกอยู่ข้างเดียวแต่อย่างใด

ลูกทีมของ เอเมรี่ ครองบอลได้มากกว่า มีโอกาสพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายของแอต.มาดริดบ่อยครั้ง ทว่าจังหวะจบยังไม่แม่นยำพอที่จะผ่านมือ แยน โอบลัค 

ตราหมี บุกน้อยแต่หมัดหนัก พร้อมชิงจังหวะนำไปก่อน มองผิวเผินเหมือนเซอร์ไพรส์ ทว่าเป็นรูปแบบการเล่นที่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ วางรากฐานเอาไว้หลายปี


เอมิล สมิธ โรว์ ดาวรุ่งวัย 18 ปีทำผลงานได้น่าจับตามอง

พวกเขาไม่จำเป็นต้องครองบอลเยอะ แต่เล่นเกมรับแข็งแกร่ง และมีจังหวะโต้กลับแบบหวังผลได้ โจมตีคู่แข่งด้วยการเล่นแบบฉาบฉวย เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

ตัวหลักขาดหายไปเยอะก็จริง แต่ระบบการเล่นยังอยู่ และทุกคนทั้งผู้เล่นชุดใหญ่และดาวรุ่งที่ถูกดันขึ้นมาต่างเข้าใจแท็กติกของ ซิเมโอเน่ เป็นอย่างดี

ส่วนแท็กติกของ เอเมรี่ ยังไม่ได้ฉีกจากอาร์เซน่อลยุค อาร์แซน เวนเกอร์ มากนักเพราะยังหลงเหลือ "คราบ" การต่อบอลตามช่องให้เห็น เพียงแต่ไม่มากจังหวะเท่าเดิม และจากที่เห็นใน 90 นาที ยังมีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของ เวนเกอร์ ช่วงท้าย

เอเมรี่ พยายามทดลองให้ โอบาเมย็อง กับ ลากาแซตต์ เล่นร่วมกันในแดนหน้าโดยถ่าง "โอบา" ออกริมเส้นในบทบาทตัวรุกฝั่งซ้าย 

การมียอดกองหน้า 2 คนในทีมทำให้ตัดสินใจลำบากหากต้องดร็อปใครเป็นสำรองเพราะในแท็กติก 4-2-3-1 จำเป็นต้องมีหอกเป้าเพียงคนเดียว ในช่วงปรีซีซั่นแบบนี้จึงได้เห็น โอบาเมย็อง ถอยห่างจากเขตโทษมากกว่าที่เคย 

ถ้าออกมา "เวิร์ก" ก็อาจได้เห็นอดีตดาวยิงดอร์ทมุนด์รับหน้าที่นี้ต่อเนื่องในฤดูกาลจริง  

ทว่าการที่อาร์เซน่อลทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสร 56 ล้านปอนด์ ก็เพื่อศักยภาพในเขตโทษของดาวยิงทีมชาติกาบอง การออกริมเส้นมากไปก็เท่ากับลดทอนคุณภาพที่มีโดยใช่เหตุ เหมือนทำ "เสียของ" แบบไม่จำเป็น 

นั่นทำให้ข่าวลือกับผู้เล่นริมเส้นในตลาดนักเตะยังคงมีต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น อุสมาน เดมเบเล่ ของบาร์เซโลน่า และ เลออน ไบลี่ย์ ของเลเวอร์คูเซ่น

แต่ประเมินจากตรงนี้ เอเมรี่ คงแค่อยากเห็นอ็อปชั่นเพิ่มเติมของ โอบาเมย็อง มากกว่า ถึงเวลาจริงคงสลับกันเล่นกับ ลากาแซตต์ หรือไม่ก็ปรับเล่นระบบ "หอกคู่" ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ 

จุดอื่นที่ เอเมรี่ อยากเห็นและต้องการคำตอบก่อนฤดูกาลเปิดฉากคือ ใครจะยืนเซนเตอร์คู่กันในนัดแรกที่ต้องเจอศึกหนักกับ "แชมป์เก่า" แมนฯ ซิตี้ 

นัดแรกใช้คู่เซนเตอร์กรีซ โซคราตีส ปาปาสตาโธปูลอส ที่เพิ่งได้มาจากดอร์ทมุนด์ กับ คอนสแตนตินอส มาฟโรปานอส ก่อนเป็น ชโคดราน มุสตาฟี่ กับ ร็อบ โฮลดิ้ง ในครึ่งหลัง


เมซุต โอซิล พร้อมประเดิมปรีซีซั่นของตัวเองในการเจอ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

แต่เกมกับตราหมีเป็น มุสตาฟี่ กับ โฮลดิ้ง ได้ลุยก่อน และครึ่งหลังปรับแท็กติกมาเล่นระบบหลัง 3 โดยมี คาลั่ม แชมเบอร์ส ได้ลงประสานงานกับ 2 เซนเตอร์ชื่อเรียกยาวจากกรีซ

ให้เดาใจ เอเมรี่ ก็เชื่อได้เลยว่ายังมองไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะเป็น 2 ตัวเลือกในการหยุดแนวรุกเรือใบซึ่งเป็นจุดที่น่าจะสำคัญและชี้ขาดผลการแข่งขันได้เลย

ตำแหน่งอื่นยังไม่ลงตัวมากนัก แต่พอจะเห็นเค้าโครงอยู่บ้าง ตรงกลางจะมี อารอน แรมซี่ย์ เป็นตัวหลักแน่นอน แต่ เอเมรี่ ต้องกำชับให้ดีกับจังหวะที่บ่อยครั้งติดประมาท ช็อตเลี้ยงลูกในกรอบ 6 หลาจนโดนแข้งตราหมีฉกได้ต้องไม่เกิดขึ้นในเกมจริงจัง

มัตเตโอ เกวนดูซี่ ได้ลงพิสูจน์ตัวเองตั้งแต่ต้นเกม จังหวะจ่ายบอลทั่วไปทำได้ดี แต่เกมรับค่อนข้างมีปัญหา และมี 2 จังหวะชัดเจนที่เคลียร์บอลช้าจนโดนฉกและเกือบเสียประตู 

กรานิต ชาคา กับตัวใหม่อย่าง ลูคัส ตอร์เรยร่า จะรอสมทบทีมที่อังกฤษ คงเป็นคนใดคนหนึ่งใน 2 นี้ที่เบียดตำแหน่งกันเพื่อจับคู่กับ แรมซี่ย์  

ที่ได้รับคำชมมากสุดในบรรดาดาวรุ่งคือ เอมิล สมิธ โรว์ ดาวรุ่งวัย 18 ปี (ครบ 18 ปีในวันที่ 28 ก.ค. นี้) 

คนนี้ถูกพูดถึงตั้งแต่ฤดูกาลก่อนที่นำทีม ยู-18 เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ ยูธ คัพ รายการระดับเยาวชนที่สร้างนักเตะชื่อดังขึ้นมามากมาย

เอเมรี่ ใส่ชื่อเดินทางมาทัวร์เอเชียด้วยเพราะประทับใจฟอร์มการเล่นในเกมอุ่นเครื่องที่อังกฤษ และเกมกับตราหมีก็แสดงฝีเท้าให้ทุกคนเห็นมากขึ้น

อายุน้อย แต่รูปร่างดีมาก มีความแข็งแกร่งในการปะทะ และที่สำคัญคือ "มั่นใจ" กล้าเล่นในการดวลตัวต่อตัว โชว์ไขว้บอลพลิกหนีคู่แข่ง และปิดจ๊อบได้สมบูรณ์แบบกับประตูสุดสวย

ในหลายปีหลัง แฟนอาร์เซน่อลได้ฮือฮากับดาวรุ่งหลายคนที่โดดเด่นในช่วงปรีซีซั่น ทว่าถึงเวลาจริงไม่สามารถขึ้นชุดใหญ่ได้เต็มตัว

ปี 2013 ก็มี เกดิออน เซลาเล็ม อีก 2 ปีต่อมาเป็น เจฟฟ์ เรเน่ อเดเลด ส่วนปีก่อนก็เป็นคิวโชว์ของ รีสส์ เนลสัน 

เซลาเล็ม แทบหายเข้ากลีบเมฆ ส่วน อเดเล เพิ่งปล่อยขาดให้ อ็องเช่ร์ มีเพียง เนลสัน ที่ยังอยู่และมาทัวร์สิงคโปร์ด้วย

อดีตตรงนี้บอกเราได้ว่า เจ้าหนู สมิธ โรว์ ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่านี้ และแฟนบอลเองไม่ควรไปโยนความกดดันให้เจ้าตัวมากเกินไป 

ในวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. นี้ อาร์เซน่อล จะลงอุ่นเครื่องอีกนัดกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งน่าจะได้เวลาที่ โอซิล, อีโวบี้ และ เอลเนนี่ ลงสนามเป็นนัดแรกของช่วงปรีซีซั่น

ทีมของ อูไน เอเมรี่ คงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นโดยเฉพาะการมี เมซุต โอซิล ลงบัญชาการเกมรุก


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด