:::     :::

สามแต้มที่ (ยัง) วัดอะไรไม่ได้

วันจันทร์ที่ 03 กันยายน 2561 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
7,500
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เป็นไปตามที่คาดเอาไว้กับชัยชนะในเกมที่สี่ติดต่อกันของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ กับคู่แข่งที่ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงที่จะเอาชนะได้อย่าง บอร์นมัธ
         เมาริซิโอ ซาร์รี่ ปรับทีมเป็นเกมที่สอง แต่ก็เปลี่ยนเพียงตำแหน่งเดียวในแนวรุกที่เกมนี้ส่ง วิลเลี่ยน ออกสตาร์ทแทน เปโดร โรดริเกซ โดยประสานงานกับ เอแด็น อาซาร์ และ อัลบาโร่ โมราต้า
         แดนกลาง มาเตโอ โควาซิช ลงสนามต่อโดยมี จอร์จินโญ่ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ส่วนแผงหลังกับผู้รักษาประตูไม่เปลี่ยนแปลงทั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, ดาวิด ลุยซ์, มาร์กอส อลอนโซ่ และ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า
         นั่นน่าจะหมายความว่าเราน่าจะได้เห็นเกมรุกของ เชลซี ในเกมนี้ขึ้นเกมทางขวาบ้าง หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาหนัก "ซ้าย" มาตลอด ต่างจากยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่เล่นในระบบวิงแบ็คที่เติมเกมไม่หยุดหย่อน มิติในเกมรุกมีมากกว่า
         ซึ่งเหมือนอย่างในเกมที่ผ่านมาที่เบียดเข้าวินเหนือ นิวคาสเซิ่ล 2-1 ที่ทาง รุด กุลลิท อดีตผู้เล่นและผู้จัดการทีมของ "สิงห์บลูส์" ออกมาตำหนิทีมเก่าว่าครองบอลพยายามเจาะตรงกลางมากไป ขาดความหลากหลายในการเปิดบอลเข้าเขตโทษหรือลูกโด่งเข้าไปลุ้นบ้าง
        
         อย่างที่เห็นจากจังหวะลุ้นประตูครั้งแรกในเกมนี้ทีมยังคงเน้นต่อบอลตามแนวทางของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ จากลูกเตะมุมที่เล้นสั้นก่อนที่ วิลเลี่ยน ได้ยิงไปติด อัสเมียร์ เบโกวิช
         แน่นอนว่าในเมื่อกองหน้าตัวเป้าอย่าง อัลบาโร่ โมราต้า ไม่ใช่จ้าวเวหา หรืออย่างคู่เซนเตอร์อย่าง ดาวิด ลุยซ์ กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ก็ไม่ได้ทำประตูจากลูกตั้งเตะอย่างมากมาย ไม่มีเหตุผลที่ทีมต้องสละง่ายเลือกยากโดยไม่จำเป็น 
         ช่วงต้นเกม เชลซี แทบจะขึ้นเกมบุกทางขวาเพียงฝั่งเดียว ทำให้อาวุธหนักอย่าง เอแด็น อาซาร์ และ มาร์กอส อลอนโซ่ ยังไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไรนัก น่าจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของนายใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนที่วางเอาไว้ ตรงข้ามกับทางทีมเยือนอย่าง บอร์นมัธ ที่อาศัยจังหวะบุกเจาะทางขวาของทีมหรือทางซ้ายของ เชลซี
         เป็นอีกครั้งที่ทัพสิงโตน้ำเงินต้องเจอกับเกมที่อึดอัด ครองบอลบุกแทบจะข้างเดียวแต่หาจังหวะจะแจ้งไม่ได้ แม้ว่าอาจจะไม่ถึงขั้นในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล แต่โดยรวมก็ถือว่าไม่ได้มีช่องเข้าทำมากนัก
        
         ที่ต่างจากเกมก่อนก็คือการที่ทำถ่ายบอลออกด้านข้างมากขึ้น เพียงแต่ในจังหวะเปิดส่วนมากจะเน้นการเปิดเรียดมากกว่า ซึ่งก็ติดผู้เล่น บอร์นมัธ ที่แทบจะลงไปกองทั้งในเขตโทษและหน้าเขตโทษของตัวเองทั้งหมด แม้จะพยายามช่องโอกาสลองยิงไกลอยู่บ้างแต่ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย
         เกมบุกที่โหมกระหน่ำอย่างหนักเกือบประสบความสำเร็จในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก อัลบาโร่ โมราต้า หลุดมาทางขวาก่อนเปิดบอลมาถึง เอแด็น อาซาร์ ในเขตโทษด้านซ้ายไหลกลับมาให้ มาร์กอส อลอนโซ่ เติมมากดด้วยขวาบอลชนเสาเต็มๆ
         เกมครึ่งแรกจบลงที่สกอร์ 0-0 โอกาสยิงถึง 12 หน (เข้ากรอบ 2) ครองบอลถึง 76% ทุกอย่างดูดีเพียงแต่สกอร์บอร์ดยังไม่ทำงานเท่านั้น
         เอแด็น อาซาร์ แทบจะไม่มีส่วนร่วมในเกมรุกของทีม กลายเป็น วิลเลี่ยน ที่ได้บอลเยอะกว่าเพื่อน แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก 
         โดยเฉพาะสตาร์ชาวบราซิลที่ไม่มีทีเด็ดให้เห็นเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วยังพอมี "ไม้ตาย" ที่เล่นทางซ้ายแล้วกระชากบอลเข้ากลางแล้วสับไกเป็นหาย แต่พอมาอยู่ทางขวาที่ทำได้แค่เปิดบอลเข้ากลางซึ่งโดนตัดเกือบหมด
        
         เชลซี ปรับการขึ้นเกมมาลุยทางซ้ายเต็มตัวในช่วงครึ่งหลังและการจ่ายบอลไปมาก็หาช่องจนได้จากการประสานงานของสามผู้เล่นทางซ้ายอย่าง มาเตโอ โควาซิช, เอแด็น อาซาร์ และ มาร์กอส อลอนโซ่ ก่อนที่แบ็คซ้ายทีมชาติสเปนที่เติมมาในเขตโทษได้สับไกแต่ อัสเมียร์ เบโกวิช ยังช่วยเซฟทาง บอร์นมัธ เอาไว้ได้
         ไม่ใช่ว่าทีมจะไม่มีโอกาสเสียประตูจากลูกเตะมุมก็เกือบโดนเด็กเก่าอย่าง นาธาน อาเก้ ที่ชาร์จจ่อๆแค่สองหลา ดีที่โดนไม่เต็มบอลเลยหลุดกรอบออกไปชนิดที่แข้งสีน้ำเงินได้แต่ยืนมองกันหมด
         หนึ่งชั่วโมงของเกม เมาริซิโอ ซาร์รี่ ต้องปรับเอา โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีลงมาแทน อัลบาโร่ โมราต้า ทำให้จังหวะเปิดบอลจากริมเส้นของทีมจากที่เปิดเรียดเน้นพุ่งมาเปิดโด่งมากขึ้น และก็จังหวะแรกก็ได้ลุ้นเลยแต่ลูกโหม่งของกองหน้าฝรั่งเศสไม่เข้ากรอบ 
         ไม่กี่นาทีให้หลัง วิลเลี่ยน ก็โดนเปลี่ยนตัวออกตามแล้วให้ เปโดร โรดริเกซ ลงมาเล่นแทน
         ดูๆไปแล้วการแก้เกมไม่ได้ต่างจากยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ เท่าไร ที่นึกอะไรไม่ออกส่ง ชิรูด์ หรือในแนวรุกที่สลับกันอยู่แค่ เปโดร กับ วิลเลี่ยน
         เพราะเมื่อเหลือบดูตัวสำรองที่เหลือก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าใครจะลงมาแก้เกมให้ทีมไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน
        
         แต่สำหรับวันนี้มันได้ผลจังหวะที่ บอร์นมัธ ไปบีบเกมสูงโดนบอลจังหวะเดียวของ เชลซี เล่นงาน มาร์กอส อลอนโซ่ ไหลบอลให้ เปโดร โรดริเกซ ชิ่งให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ แตะคืนให้ เปโดร หน้าเขตโทษดึงจังหวะหลอก นาธาน อาเก้ ก่อนยิงด้วยขวาบอลแฉลบ สตีฟ คุ้ก บอลเสียบเสาเข้าไปเป็น 1-0 
         ถือเป็นประตูปลดล็อคที่ทำให้ทั้ง ซาร์รี่, ลูกทีม รวมถึงแฟนบอลได้ถอนหายกันอย่างโล่งอก
        การเปลี่ยนตัวคนสุดท้ายก่อนช่วง 10 นาทีสุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรพลิกโผ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ลงมาเล่นแทน มาเตโอ โควาซิช 
         เมื่อเบิกประตูแรกได้ก็ไม่มีปัญหากับประตูที่สองในช่วงห้านาทีสุดท้าย เอแด็น อาซาร์ ไหลบอลให้ มาร์กอส อลอนโซ่ คืนให้ อาซาร์ ทะลุเข้าเขตโทษด้านซ้ายแล้วซัดเรียดบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาด
         ก็ให้นึกสงสัยว่าในช่วงครึ่งแรกทำไมทีมไม่ทะลวงทางซ้ายตั้งแต่แรก ไปเสียเวลาขึ้นเกมทางขวาที่ไม่ได้สร้างอันตรายให้กับ บอร์นมัธ เลย หรือเป็นแผนของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่หลอกให้คู่แข่งตายใจ
         ชัยชนะ 4 เกมรวดในช่วงเปิดสนาม ถือเป็นการออกสตาร์ทที่สวยงาม สภาพโดยรวมของเกมเหนือกว่าอย่างชัดเจน เพียงแต่ว่าถ้าคู่แข่งไม่ใช่ บอร์นมัธ มันอาจจะไม่ง่ายอย่างนี้
        
         แนวรับของ เชลซี ยังมีจังหวะผิดพลาดให้เห็น โดยเฉพาะในจังหวะที่ บอร์นมัธ จ่ายบอลทะลุช่องสวยๆได้หลายหนเหมือนกัน เพียงแต่จังหวะสุดท้ายไม่เฉียบขาดพอ
         เกมรุกตัวความหวังที่จะยิงประตูให้กับทีมยังมีน้อยจนน่าอึดอัดมองจากทั้งตัวจริงและตัวสำรองเห็นแค่ เอแด็น อาซาร์ กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่พอจับต้องได้ ส่วน เปโดร โรดริเกซ, วิลเลี่ยน, อัลบาโร่ โมราต้า หรือกระทั่ง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ คงต้องรอวันที่ฟ้า-ฝนเป็นใจหน่อย
         มองในแง่ดีอาจจะเป็นเพราะคู่แข่งไม่ได้แกร่งอะไรมากทำให้ทีมไม่ได้ระวังป้องกันเต็มที่ หากเป็นทีมที่แกร่งกว่านี้ทีมก็จะเล่นด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
         อย่างน้อยในเกมนี้ยังเป็นอีกนัดที่เกมรุกของทีมแสดงให้เห็นว่ายังมีทีเด็ดพอที่จะทะลวงแนวรับคู่แข่ง แม้ว่ามันจะอึดอัดใจอยู่บ้างก็ตาม
         น่าเสียดายที่ฟอร์มที่กำลังดีดันมาถูกโปรแกรมทีมชาติ (อันน่ารำคาญ) มาเบรกไปซะก่อน เพราะที่ผ่านมาเพราะช่วงทีมชาตินี่แหละที่ทำให้ทีมที่กำลังแย่ได้พักหายใจพอกลับมาก็ดีใจหาย ในขณะเดียวกันทีมที่กำลังทำผลงานได้ดีก็สะดุดไป
         ได้แต่หวังว่าเกมทีมชาติคงไม่ส่งผลกระทบกับฟอร์มการเล่นของทีม และกลับมาพร้อมกับความมั่นใจเหมือนที่เก็บ 12 คะแนนเต็มได้


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})