:::     :::

เปิดตัวสมบูรณ์แบบ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2561 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
6,658
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
หลุยส์ เอ็นรีเก้ เปิดตัวในฐานะเทรนเนอร์ทีมชาติสเปนได้อย่างยอดเยี่ยมหลังนำทัพกระทิงกำชัยชนะเหนือ อังกฤษ และ โครเอเชีย สองชาติที่ทำผลงานร้อนแรงในศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา

คงไม่มีคำใดจะเหมาะสมมากเท่าคำว่า'สมบูรณ์แบบ'สำหรับการเปิดตัวในฐานะเทรนเนอร์ทีมชาติสเปนของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ มาร์ตีเนซ หลังการเอาชนะสองชาติที่สร้างชื่อจากศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาอย่าง อังกฤษ กับ โครเอเชีย 

สเปน บุกเชือด อังกฤษ ทีมอันดับ 4 จากศึกฟุตบอลโลก 2018 ถึงเมกกะลูกหนังอย่าง'เวมบลีย์ สเตเดี้ยม'ด้วยสกอร์ 2-1 ก่อนเปิดสังเวียน'เอสตาดิโอ มานูเอล มาร์ตีเนซ บาเลโร่'ของเมืองเอลเช่ขย้ำรองแชมป์โลกอย่าง โครเอเชีย พ่ายหมดสภาพ 6-0 

หลุยส์ เอ็นรีเก้ ยืนยันในวันเข้ารับตำแหน่งเทรนเนอร์ทัพกระทิงว่าเขาจะไม่ทำการปฏิวัติทีม แต่จากผลงาน 2 เกมแรกเป็นผลมาจากวิวัฒนาการและการทำงานที่ยอดเยี่ยมจนออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน มันช่างแตกต่างจากทีมชุดที่ตกรอบ 16 ทีมของศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียอย่างสิ้นเชิง

อะไรที่ทำให้ทีมชาติสเปนเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาเพียง 3 เดือนที่ผ่านมา สื่อเมืองกระทิงอย่าง'มุนโด้เดปอร์ติโบ'วิเคราะห์ว่าทัพกระทิงยุค หลุยส์ เอ็นรีเก้ มีความแตกต่างไปจากเดิม 6 ข้อดังนี้ 


1.เล่นฟุตบอลแบบไดเร็กซ์มากขึ้น 

แนวทางการทำทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เป็นการผสมผสานระหว่างการครองบอลและฟุตบอลไดเร็กซ์ ซึ่งเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่เคยทำให้เห็นตอนที่เป็นเทรนเนอร์ของบาร์เซโลน่านาน 3 ปี 

หลุยส์ เอ็นรีเก้ ไม่ต้องการครอบครองบอลที่ไร้ประโยชน์ แต่ปรับให้ทีมกระทิงเล่นฟุตบอลแบบไดเร็กซ์มากขึ้น ตามแนวคิดของเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่มองว่าแม้ทีมจะเป็นฝ่ายครองบอลมากถึง 70-80 เปอร์เซนต์ ทว่ามันคงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทีมหากไม่สร้างหรือหาโอกาสทำประตูเหมือนทัพกระทิงชุดทำศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา 

สเปน สร้างสถิติผ่านบอลตลอด 120 นาทีในการเล่นรอบ 16 ทีมกับเจ้าภาพ รัสเซีย มากกว่า 1,000 ครั้ง เป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลก 1966 แต่แนวทางการเล่นดังกล่าวคงเป็นแค่เรื่องที่ถูกกล่าวถึงแต่มันคงมีโอกาสประสบความสำเร็จไม่มากนักสำหรับฟุตบอลยุคปัจจุบัน มันจำเป็นต้องเล่นให้น้อยจังหวะลง ซึ่ง หลุยส์ เอ็นรีเก้ เห็นจุดอ่อนดังกล่าวจึงปรับวิธีการเล่นจนเห็นผลชัดเจนหลังทัพกระทิงกระทุ้งถึง 8 ประตูจากการคุมทีมลงสนาม 2 เกมแรก


2.เพรสซิ่งสูง 

หลุยส์ เอ็นรีเก้ พยายามให้ลูกทีมเล่นเกมเพรสซิ่งกดดันสูงถึงแดนของคู่แข่ง แนวคิดของเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่คือการแย่งบอลจากคู่แข่งในพื้นที่ที่สามารถหวังผลในการทำประตู เทรนเนอร์ทีมกระทิงเน้นย้ำลูกทีมเสมอตลอดทุกช่วงการฝึกซ้อมที่'ลาส โรซาส' โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ้อมด้านแท็คติกในการเพรสซิ่งหรือกดดันเพื่อบีบให้คู่แข่งเล่นยากขึ้นและสุ่มเสี่ยงต่อการเสียบอล

แต่นักเตะจำเป็นต้องเข้าใจกับแท็คติกดังกล่าวเนื่องจากการเพรสซิ่งหรือกดดันคู่แข่งจะต้องทำกันเป็นทีม ไม่ใช่เฉพาะนักเตะคนใดคนหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับแนวทางการเล่นของทีมอาซูลกราน่าที่ชอบเพรสซิ่งสูงดึงแดนคู่แข่งเพื่อบีบให้ฝ่ายตรงข้ามเสียบอลง่าย ดังนั้นเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่จึงต้องสร้างความเข้าใจให้ลูกทีมจากการฝึกซ้อมก่อนนำมาปฏิบัติจริงในเกมแข่งขัน


3.อิสระในการเล่นเกมรุก

หลุยส์ เอ็นรีเก้ ใช้ระบบ 4-3-3 แต่เทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่ปล่อยให้ 3 ผู้เล่นแนวรุกมีอิสระในการเคลื่อนที่โดยเฉพาะผู้เล่นหมายเลข 9 ซึ่งไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ถ้านักเตะหมายเลข 9 ฉีกตัวออกมาเล่นด้านข้างไม่ว่าจะเป็นฝั่งใดก็ตาม ผู้เล่นแนวรุกริมเส้นจะขยับเข้าไปเล่นตรงกลางทดแทนพื้นที่ดังกล่าวทันที 

ยกตัวอย่างการเล่น มาร์โก อาเซนซีโอ กับ โรดริโก้ โมเรโน่ ซึ่งจะสลับตำแหน่งการเล่นกันโดยตลอด ส่วน อีสโก้ อาลาร์กอน อีกหนึ่งผู้เล่นแนวรุกจะปักหลักทำเกมริมเส้นมากกว่าสองคนแรก แต่เพลย์เมกเกอร์จากทีมชุดขาวจะรอจังหวะสอดเข้าพื้นที่ว่างตรงกลางเพื่อต่อบอลหรือหาจังหวะสับไกทำประตูเหมือนการยิงปิดกล่องในเกมขย่มทีมโครแอต 6-0 

แน่นอน คำถามที่หลายคนสนใจคือจะเกิดอะไรขึ้นกับ ดีเอโก้ คอสต้า หรือ อัลบาโร่ โมราต้า ซึ่งเป็นผู้เล่นหมายเลข 9 ธรรมชาติ รายแรกขอถอนตัวจากทีมชุดนี้ด้วยเหตุผลส่วนตัว ส่วนรายหลังถูกเรียกตัวกลับมาติดทัพกระทิงอีกครั้ง แต่ไม่มีส่วนร่วมกับทั้งสองเกมกับ อังกฤษ และ โครเอเชีย แม้แต่นาทีเดียว 

ทั้ง คอสต้า กับ โมราต้า คงต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการเล่นถ้ายังต้องการมีส่วนร่วมกับทัพกระทิงยุค หลุยส์ เอ็นรีเก้ เว้นแต่เสียว่าเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่จะเปลี่ยนรูปแบบมาใช้กองหน้าหมายเลข 9 ที่รอจบสกอร์เพียงอย่างเดียวในบางเกมเท่านั้น 


4.เน้นความสำคัญจากผู้เล่นแถวสองและฟูลแบ็ก

หลุยส์ เอ็นรีเก้ ต้องการให้ผู้เล่นจากแถวสองมีบทบาทในการโจมตีคู่แข่งมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่จ่ายบอลออกซ้ายหรือขวาเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น แนวคิดของเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่พิสูจน์ให้เห็นจาก ซาอูล ญีเกซ ซึ่งกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำประตูทั้งเกมกับ อังกฤษ และ โครเอเชีย 

แนวคิดของเอ็นรีเก้คือการพยายามสร้างความประหลาดใจให้คู่แข่งมากที่สุด ดังนั้นผู้เล่นจากแถวสองจึงมีบทบาทมากขึ้นในการหาจังหวะสับจากระยะไกลหรือสอดขึ้นมาทำประตูในกรอบเขตโทษ 

ขณะที่ผู้เล่นฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในเกมกับ โครเอเชีย ซึ่ง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ จะถอยลงต่ำเหมือนมาเล่นเป็นเซนเตอร์ตัวที่ 3 ร่วมกับ เซร์คิโอ รามอส และ นาโช่ เฟร์นานเดซ เพื่อเปิดทางให้สองฟูลแบ็ก ดาเนียล การ์บาฆาล กับ โฆเซ่ หลุยส์ กาย่า มีอิสระในการโจมตีคู่แข่งมากขึ้น 

นั่นคือการเพิ่มมิติในการเล่นเกมรุกของทัพกระทิงยุค หลุยส์ เอ็นรีเก้ ซึ่งไม่ได้เน้นเจาะเฉพาะตรงกลางเหมือนที่่ผ่านมา ซึ่งมันทำให้แนวรับฝ่ายตรงข้ามต้องขยับออกมาเพื่อปิดพื้นที่ด้านข้างและจะมีช่องว่างตรงกลางมากขึ้นด้วย 


5.สายเลือดใหม่

หลุยส์ เอ็นรีเก้ ไม่ลังเลที่จะเลือกใช้งานผู้เล่นสายเลือดใหม่ซึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทัพกระทิงในอนาคต เขาเดิมพันกับแข้งดาวรุ่งอายุน้อยอย่าง ซาอูล ญีเกซ, มาร์โก อาเซนซีโอ, โรดริโก้ โมเรโน่ หรือแม้แต่ ดาเนียล เซบายอส แม้ว่าอดีตมิดฟิลด์ เรอัล เบติส แทบจะไม่มีบทบาทกับ เรอัล มาดริด ต้นสังกัดปัจจุบันเลยก็ตาม 

แน่นอนว่าผู้เล่นสายเลือดใหม่เหล่านี้ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำพากระทิงก้าวไปสู่ระดับสูงเหมือนในอดีตที่เคยผงาดคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ถึง 3 รายการติดต่อกัน 

อย่างไรก็ตามเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่ไม่ได้ถ่ายเลือดแบบปัจจุบันทันด่วน เขาเลือกใช้งานผู้เล่นหน้าเก่าบางคนเป็นแกนหลักผสมผสานด้วยแข้งสายเลือดใหม่ที่ทำผลงานดีและเข้ากับแนวทางการเล่นของทีม ซึ่งนักเตะใหม่ที่ได้รับโอกาสต่างตอบสนองความต้องการของเทรนเนอร์ได้เป็นอย่างดีซะด้วย


6.ฟื้นฟูความเชื่อมั่น

หลังจากศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียต้องยอมรับว่ามันเป็นอีกหนึ่งช่วงตกต่ำของวงการลูกหนังเมืองกระทิง ก่อนที่ หลุยส์ เอ็นรีเก้ จะกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้งหลังการนำทีมชาติสเปนกำชัยชนะสวยหรูเหนือ อังกฤษ และ โครเอเชีย ทั้งนักเตะและแฟนบอลต่างมีความหวังมากขึ้นว่าทีมชุดนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคต 

กรณีของ ดาบิด เด เคอา คงเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนสุดหลังนายทวารจากแมนฯยูไนเต็ดเล่นแบบขาดความมั่นใจในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เมืองหมีขาวจนก่อความผิดพลาดหลายครั้ง แต่ เด เคอา กลับมาทำผลงานได้ดีทั้งสองเกมที่ผ่านมา โดยเฉพาะชอตการเซฟสวยๆหลายครั้งในการเล่นที่'เวมบลีย์ สเตเดี้ยม' 

นั่นคือตัวอย่างของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมาซึ่ง หลุยส์ เอ็นรีเก้ ทำงานของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมในการคุมทัพกระทิงลงเล่น 2 เกมแรกหลังความล้มเหลวจากศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ขึ้นอยู่กับเทรนเนอร์ชาวอัสตูเรียโน่ว่าจะสามารถต่อยอดผลงานอย่างไรเท่านั้น 


หลุยส์ เอ็นรีเก้ มีคิวนำทัพกระทิงลงเล่นอีก 4 เกมในช่วงปี 2018 แบ่งเป็นช่วงฟีฟ่าเดย์เดือนตุลาคม 2 นัดและอีก 2 เกมในช่วงเดือนพฤศจิกายน 

สเปน มีโปรแกรมเยือน'พรินซิพาลิตี้ สเตเดี้ยม'ดวลกับ เวลส์ ในเกมอุ่นเครื่องวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนจะเปิดสังเวียน'เอสตาดิโอ เบนีโต้ บียามาริน'ของเมืองเซบีย่ารับมือ อังกฤษ ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก วันที่ 15 ตุลาคม 

จากนั้น หลุยส์ เอ็นรีเก้ จะนำทัพกระทิงบุกเยือน'สตาดิโอ มัคซิเมียร์'ในกรุงซาเกร็บเพื่อบู๊กับ โครเอเชีย ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก วันที่ 15 พฤศจิกายน ก่อนลงเล่นเกมส่งท้ายปีกับ บอสเนีย ในแมตช์อุ่นเครื่องที่'เอสตาดิโอ เด กราน กานาเรีย'ของ ลาส ปัลมาส ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด