:::   03:57 - ผลลีกเอิง : นีซ แพ้ มาร์กเซย 0-1, แซงต์ เอเตียน เสมอ แรนส์ 1-1, มงต์เปลลิเย่ร์ ชนะ บอร์กโดซ์ 2-0   :::   03:35 - ผลลา ลีกา : เรอัล เบติส แพ้ เรอัล บายาโดลิด 0-1, อ้วยส์ก้า แพ้ เอสปันญ่อล 0-2, เออิบาร์ เสมอ แอธเลติก บิลเบา 1-1, ราโย บาเยกาโน่ แพ้ เคตาเฟ่ 1-2   :::   03:30 - ผลกัลโช่ เซเรีย อา : อินเตอร์ มิลาน ชนะ มิลาน 1-0, ฟิออเรนติน่า เสมอ กายารี่ 1-1, ปาร์ม่า แพ้ ลาซิโอ 0-2, โบโลญญ่า เสมอ โตริโน่ 2-2, คิเอโว่ แพ้ อตาลันต้า 1-5, โฟรซิโนเน่ เสมอ เอ็มโปลี 3-3   :::   02:53 - ผลเบลเยียม เฟิร์ส ดิวิชั่น เอ : ชาร์เลอรัว เสมอ ซูลเต้ วาเรเกม 2-2, ออสเทนเด้ แพ้ เกนท์ 0-4, อันเดอร์เลชท์ ชนะ แซร์ช บรูช 4-2   :::   00:48 - ผลบุนเดสลีกา : มึนเช่นกลัดบัค ชนะ ไมนซ์ 4-0, แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เสมอ ไฟร์บวร์ก 1-1   :::

ทีมลงตัวแต่ผลงานยังไม่ลงล็อค

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2561 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
1,362
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมบาร์เซโลน่ายังแบกรับภาระการทำประตูให้ทีมอาซูลกราน่าในซีซั่นนี้ไม่ต่างไปจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา

บาร์เซโลน่า ทำผลงานกระท่อนกระแท่นแบบไม่ต่างจากคู่ปรับสำคัญอย่าง เรอัล มาดริด โดยไม่ชนะตลอด 4 เกมหลังและเก็บได้เพียง 3 แต้มเท่านั้น 

เพียงแต่ผลงานย่ำแย่ของทัพอาซูลกราน่าจะถูกการสร้างสถิติยิงประตูไม่ได้นานกว่า 6 ชั่วโมงของทีมชุดขาวจน จูเลน โลเปเตกี ส่อแววเด้งตกเก้าอี้ขโมยซีนไปนั่นเอง

ทีมเลือดหมู-น้ำเงินคว้าชัยชนะ 4 เกมแรก แต่สะกดคำว่าชนะไม่เป็นตลอด 4 เกมหลัง ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทีมของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ จะตกจากบัลลังก์จ่าฝูงหลัง เซบีย่า ของ ปาโบล มาชิน ซึ่งคว้าชัย 4 นัดรวดแซงขึ้นแท่นสำเร็จ ก่อนที่ทั้งสองทีมจะลงดวลกันบนสังเวียน'คัมป์ นู'ในวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคมนี้หลังโปรแกรมทีมชาติ


จากการคุมทีมยักษ์กาตาลุนย่าลงเล่น 11 เกมทางการในซีซั่นนี้ของ บัลเบร์เด้ ทำสถิติชนะ 7 เสมอ 3 แพ้ 1 โดยมีการโรเตชั่นหรือปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นลงสนามเกือบทุกนัด ส่วนหนึ่งมาจากนักเตะบาดเจ็บ ส่วนหนึ่งมาจากผู้เล่นติดโทษแบน เทรนเนอร์ชาวบาสโก้จึงต้องหมุนเวียนใช้งานนักเตะตามความเหมาะสมเพื่อรับมือกับโปรแกรมลงสนามถี่ยิบในช่วงที่ผ่านมา 

จาก 11 เกมแรกของซีซั่นปรากฎว่ามีเพียง 3 นัดเท่านั้นที่ บัลเบร์เด้ สามารถเลือกใช้งานขุมกำลังดีที่สุด 

บัลเบร์เด้ เลือกใช้ระบบ 4-3-3 ในซีซั่นนี้โดยมี 11 ผู้เล่นดีที่สุดคือ มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตเก้น - เซร์จี้ โรเบร์โต้, เคราร์ด ปีเก้, ซามูแอล อุมตีตี้, จอร์ดี้ อัลบา - อีวาน ราคิติช, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ฟิลิปเป้ กูตินโญ่ - ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ, อุสมาน เดมเบเล่ 

3 นัดที่เทรนเนอร์ชาวบาสโก้ใช้ขุมกำลังชุดดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมบุกชนะ เรอัล บายาโดลิด 1-0, เกมยิงสลุต อ้วยส์ก้า 8-2 และเกมขย่ม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น บนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก 4-0 ส่วน 8 เกมที่เหลือมีการสับเปลี่ยนขุมกำลังทุกนัด 


เริ่มต้นด้วยเกม'ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า'หรือ'สแปนิช ซูเปอร์ คัพ'กับ เซบีย่า ซึ่งทีมอาซูลกราน่าพลิกแซงชนะ 2-1 หลัง ปาโบล ซาราเบีย ทำประตูให้ทีมเซบียาโน่ขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 9 ก่อน บาร์ซ่า จะแซงชนะจากการทำประตูของ เคราร์ด ปีเก้ และ อุสมาน เดมเบเล่ นาที 41 กับ 78 ตามลำดับ

ขุมกำลังชุดดังกล่าวเป็นการผสมผสานระหว่างผู้เล่นแกนหลักกับตัวสำรอง เนื่องจากนักเตะบางคนยังไม่พร้อมลงสนามโดยมี อุมตีตี้, ราคิติช หรือ เซร์จี้ โรเบร์โต้ 

ทีมอาซูลกราน่าจึงออกสตาร์ทด้วย มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตเก้น - เนลซอน เซเมโด้, เคราร์ด ปีเก้, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, จอร์ดี้ อัลบา - ราฟินญ่า, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, อาร์ตูร์ เมโล่ - ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ, อุสมาน เดมเบเล่ 

ถัดมาเป็นแมตช์ประเดิมศึกลีกาซีซั่นใหม่กับ อลาเบส บนสังเวียน'คัมป์ นู'ทั้ง อุมตีตี้, ราคิติช กับ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ต่างหวนคืนสู่ทีมตัวจริงทั้งหมด ยกเว้น กูตินโญ่ ซึ่งบัลเบร์เด้ขยับ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ขึ้นมาเล่นมิดฟิลด์ฝั่งขวาและโยกราคิติชไปเล่นมิดฟิลด์ฝั่งซ้าย 

เกมของทีมอาซูลกราน่าไหลลื่นมากกว่าเกมแรกกับทีมเซบียาโน่ แต่จากการเล่นเกมรับอย่างมีวินัยของทีมเยือนจากแคว้นบาสก์ทำให้บาร์ซ่าต้องออกแรงพอสมควรก่อนจะได้ 3 ประตูในช่วงครึ่งหลังจากการเหมาสองของ เมสซี่ บวกอีกหนึ่งประตูจาก กูตินโญ่ ที่ลงเล่นในฐานะสำรองช่วงครึ่งหลังและปรับ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ถอยไปประจำการแบ็กขวาแทน เซเมโด้ 


บัลเบร์เด้ จัดทีมดีที่สุดลงเล่นนัดที่ 2 ของลีกาในการเยือน'เอสตาดิโอ มูนีซีปาล โฆเซ่ ซอร์รีย่า'ของ เรอัล บายาโดลิด หลัง กูตินโญ่ ได้ออกสตาร์ทเกมแรกของซีซั่นและถอย เซร์จี้ โรเบร์โต้ กลับไปเล่นแบ็กขวาตามเดิม ก่อนทีมอาซูลกราน่าจะเบียดคว้าชัยแบบหืดจับจากการยิงประตูชัยในช่วงต้นครึ่งหลังของ เดมเบเล่ 

เทรนเนอร์ชาวบาสโก้ยึดขุมกำลังชุดเดิมลงเล่นเกมต่อมากับ อ้วยส์ก้า ซึ่งทัพอาซูลกราน่าเล่นได้เต็มศักยภาพบวกกับการเล่นเกมรับอ่อนปวกเปียกของคู่แข่งทำให้ทีมยักษ์กาตาลุนย่ายิงสลุตถึง 8 ประตูจาก เมสซี่ (2), หลุยส์ ซัวเรซ (2) บวกอีกคนละหนึ่งประตูจาก เดมเบเล่, ราคิติช และ จอร์ดี้ อัลบา แถมด้วยการสงเคราะห์จากกองหลังฝั่งตรงข้าม ฆอร์เค่ ปูลีโด้

อย่างไรก็ตามทีมของ บัลเบร์เด้ ยังเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนในการเล่นเกมรับที่เสียถึงสองประตูให้คู่แข่งจาก ฮวน กามีโล่ เอร์นานเดซ ซูอาเรซ 'กูโช่'กับ อเล็กซ์ กาย่าร์ 

บัลเบร์เด้ เลือกปรับทัพอีกครั้งในเกมเยือนสังเวียน'อาโนเอต้า'ของ เรอัล โซเซียดาด หลังเลือกส่ง ราฟินญ่า กับ เซเมโด้ สลับลงตัวจริงแทน เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กับ กูตินโญ่ พร้อมขยับ ราคิติช มาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางรับบทคุมจังหวะเกมแทน บุสเก็ตส์ 

เกมรับของ บาร์ซ่า ยังมีอาการเดิมจนพลาดท่าเสียประตูให้คู่แข่งก่อนจาก อาริตซ์ เอลูสตอนโด้ ตั้งแต่นาที 12 ซึ่ง บัลเบร์เด้ แก้เกมในช่วงครึ่งหลังด้วยการส่ง กูตินโญ่ กับ บุสเก็ตส์ ลงเล่นตามลำดับ ก่อนทีมเยือนจากแคว้นกาตาลุนย่าจะยิงแซงชนะ 2-1 จาก หลุยส์ ซัวเรซ กับ เดมเบเล่ 


บาร์เซโลน่า ลงประเดิมเวทีแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ด้วยขุมกำลังชุดใหญ่เต็มพิกัดหลัง บุสเก็ตส์ กับ กูตินโญ่ หวนคืนสู่ทีมตัวจริง ก่อนสอยทีมเยือนจากฮอลแลนด์ 4-0 จากการทำแฮตทริคของ เมสซี่ บวกอีกหนึ่งเม็ดจาก เดมเบเล่ 

จุดเริ่มต้นช่วงเป๋ของทีมอาซูลกราน่าเกิดขึ้นตั้งแต่เกมดาร์บี้แมตช์แคว้นกาตาลุนย่ากับ คีโรน่า หลัง บัลเบร์เด้ ปรับทัพ 4 ตำแหน่งด้วยการส่ง อาร์ตูโร่ วีดาล, อาร์ตูร์ เมโล่, เนลซอน เซเมโด้ กับ เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ลงเล่นตัวจริงแทน ราคิติช, กูตินโญ่, เซร์จี้ โรเบร์โต้ กับ อุมตีตี้ 

เมสซี่ ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่นาที 19 ก็จริง แต่ บาร์เซโลน่า เหลือผู้เล่นแค่ 10 คนช่วงนาที 35 หลัง ล็องเล่ต์ ถูกไล่ออกจากสนามจากการชักศอกเล่นงานคู่แข่งในจังหวะขึ้นโหม่งจนแนวรับพลาดท่าเสียสองประตูรวดให้ คริสเตียน สตูอานี ก่อนทีมอาซูลกราน่าจะตีเสมอได้จาก เคราร์ด ปีเก้ แม้จะมีเวลาเหลืออีกราวครึ่งชั่วโมงเพื่อทำประตูแซงชนะ แต่ทีมเยือนยังตั้งรับเหนียวแน่นจนมีแต้มออกไปจาก'คัมป์ นู'ตามเป้าหมาย 


จุดด่างพร้อยของทีมยักษ์กาตาลุนย่าเกิดขึ้นหลังการพลิกล็อกพ่ายบนสังเวียน'เอสตาดิโอ มูนีซีปาล เด บูตาร์เก้'ของ เลกาเนส แบบใครหลายคนคาดไม่ถึงโดยเฉพาะ บัลเบร์เด้ ซึ่งอาจเป็นเพราะการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป 

ราคิติช, กูตินโญ่, อุมตีตี้ กับ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ซึ่งเป็นตัวสำรองในเกมเสมอ คีโรน่า 2-2 หวนคืนสู่ทีมตัวจริง แต่ บัลเบร์เด้ ตัดสินใจพัก หลุยส์ ซัวเรซ กับ จอร์ดี้ อัลบา เปิดทางให้ มูนีร์ เอล อัดดาดี้ กับ โธมัส แฟร์มาเล่น ลงสนามและเทรนเนอร์ชาวบาสโก้คงมั่นใจว่าทีมชุดนี้คงเอาอยู่ไม่พลาดปล่อยคะแนนหลุดมือ 

มันก็น่าจะเป็นไปตามความคิดของ บัลเบร์เด้ หลัง กูตินโญ่ ทำประตูให้บาร์ซ่าขึ้นนำตั้งแต่นาที 12 แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของแนวรับทำให้ทีมเสียสองประตูในช่วง 2 นาทีต้นครึ่งหลังจาก นาบิล เอล ซาร์ กับ ออสการ์ โรดริเกซ แม้ บัลเบร์เด้ จะแก้เกมด้วยการส่งทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ กับ จอร์ดี้ อัลบา ลงสนามหลังจากนั้นก็ตาม แต่มันก็สายเกินการณ์ 

บาร์เซโลน่า จึงปราชัยเกมแรกของซีซั่นแบบคาดไม่ถึงโดยเฉพาะการพ่ายแพ้ทีมอย่าง เลกาเนส ซึ่งยังไม่เคยชนะใครและรั้งอันดับบ๊วยก่อนลงสนาม 


บัลเบร์เด้ เลือกปรับทัพอีกครั้งในเกมเปิด'คัมป์ นู'รับมือ แอธเลติก บิลเบา นัดต่อมา ทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ กับ จอร์ดี้ อัลบา หวนคืนสู่ทีมตัวจริง ขณะที่ อาร์ตูโร่ วีดาล, เนลซอน เซเมโด้ กับ เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ได้โอกาสออกสตาร์ทเช่นกัน โดยปรับตำแหน่ง เซร์จี้ โรเบร์โต้ มายืนมิดฟิลด์ตัวกลางแทน บุสเก็ตส์ และขยับ ราคิติช มาเล่นฝั่งซ้าย 

ที่เซอร์ไพรส์ใครหลายคนคือเทรนเนอร์ชาวบาสโก้ตัดสินใจพัก เมสซี่ พร้อมขยับ กูตินโญ่ ขึ้นมาเล่นแนวรุกร่วมกับ หลุยส์ ซัวเรซ และ เดมเบเล่ ทว่าปัญหาในแนวรับทำให้ทีมอาซูลกราน่าพลาดท่าให้คู่แข่งอีกครั้งจากการทำประตูของ ออสการ์ เด มาร์กอส ช่วงท้ายครึ่งแรก 

บัลเบร์เด้ แก้เกมด้วยการส่งทั้ง เมสซี่ กับ บุสเก็ตส์ ลงเล่นช่วงครึ่งหลัง ก่อนไล่ตามตีเสมอแบบหืดจับจากอีกหนึ่งตัวสำรอง มูนีร์ ก่อนจบเกมเพียง 6 นาที 

เหตุผลที่ บัลเบร์เด้ เลือกพัก เมสซี่ เป็นตัวสำรองเพราะต้องการให้ซุปตาร์ชาวอาร์เจนไตน์มีความพร้อมเต็มพิกัดสำหรับเกมเยือน'เวมบลีย์ สเตเดี้ยม'ดวลกับ สเปอร์ส บนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก 


เมสซี่ กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งบนสังเวียน'เวมบลีย์ สเตเดี้ยม'พร้อม บุสเก็ตส์ แต่ บัลเบร์เด้ เลือกพัก เดมเบเล่ พร้อมส่ง อาร์ตูร์ เมโล่ ลงตัวจริงและขยับ กูตินโญ่ ขึ้นมาเล่นแนวรุก ส่วน เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ กับ เนลซอน เซเมโด้ ได้โอกาสลงเล่นต่อเนื่องหลังการบาดเจ็บของ ซามูแอล อุมตีตี้ กับ เซร์จี้ โรเบร์โต้ 

การเสี่ยงเดิมพันของเทรนเนอร์ชาวบาสโก้ประสบผลสำเร็จหลัง บาร์เซโลน่า บุกชนะ สเปอร์ส 4-2 จากการโชว์ฟอร์มขั้นเทพของ เมสซี่ ที่ซัดคนเดียวสองประตูบวกอีกสองประตูจาก กูตินโญ่ และ ราคิติช 

ทว่า บัลเบร์เด้ ไม่สามารถนำชัยชนะเหนือทีมตราไก่บนเวทียุโรปมาต่อยอดบนเวทีลีกาอย่างที่คาดหวัง แม้จะยึดขุมกำลังชุดเดิมซึ่งเล่นกันได้ดีลงสนามก็ตาม โดยปรับเฉพาะตำแหน่งเซนเตอร์ที่เลือกส่ง โธมัส แฟร์มาเล่น ลงตัวจริงแทน ล็องเล่ต์ เท่านั้น 


บาเลนเซีย ฉวยโอกาสได้ดีจนทำประตูขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกมจาก เอเซเกล การาย ก่อนที่ เมสซี่ จะยิงตีเสมอให้ทีมอาซูลกราน่าหลังจากนั้นราว 20 นาที แต่ทีมเยือนไม่สามารถทำประตูเพิ่มในช่วงเวลาที่เหลือจนจบเกมด้วยการสะกดคำว่าชนะไม่เป็น 4 เกมติดต่อกันและตกจากบัลลังก์จ่าฝูง

บัลเบร์เด้ มีขุมกำลังแนวรุกดีที่สุดและเลือกใช้งานมากที่สุดคือ ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ และ อุสมาน เดมเบเล่ โดยยิงรวมกัน 18 ประตูจาก เมสซี่ (11), เดมเบเล่ (4) และ หลุยส์ ซัวเรซ (3) 

เช่นเดียวกับขุมกำลังแดนกลางชุดดีที่สุดและถูกเลือกใช้งานมากที่สุดโดยมี อีวาน ราคิติช, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ และ ฟิลิปเป้ กูตินโญ่ 


ส่วนแนวรับชุดดีที่สุดและชุดที่ถูกเลือกใช้งานมากที่สุดแตกต่างกัน เนื่องจากการบาดเจ็บของ ซามูแอล อุมตีตี้ กับ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ กับ เนลซอน เซเมโด้ ลงสนามมากขึ้น 

บัลเบร์เด้ น่าจะเลือกใช้งานแนวรุกกับแดนกลางชุดนี้ลงเล่นเกมเดิมพันบัลลังก์จ่าฝูงลีกากับ เซบีย่า ในวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคมนี้ ส่วนแนวรับน่าจะปรับเฉพาะตำแหน่งแบ็กขวาที่ เซร์จี้ โรเบร์โต้ พร้อมออกสตาร์ทแทน เนลซอน เซเมโด้ เว้นเสียแต่ว่าเทรนเนอร์ชาวบาสโก้จะพลิกโผด้วยการเลือกส่ง อาร์ตูร์ เมโล่ ออกสตาร์ทก่อน เดมเบเล่ และขยับ กูตินโญ่ ขึ้นมาเล่นแนวรุกเท่านั้น 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด