:::     :::

"ฟาบิโอ คันนาวาโร่" จากเด็กเก็บบอล ... สู่บัลลงดอร์ และแชมป์โลก

วันอาทิตย์ที่ 08 ตุลาคม 2560 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
8,098
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ว่ากันว่า รางวัลลูกฟุตบอลทองคำ "บัลลงดอร์" ถูกเอื้อประโยชน์ต่อบรรดาผู้เล่นแนวรุก ที่คอยสร้างสรรค์เกม และยิงประตูอย่างถล่มทลาย

        พร้อมกันนี้ ยังถือว่านี่เป็นยุคทองของสองนักเตะอย่าง"คริสเตียโน่ โรนัลโด้" และ "ลิโอเนล เมสซี่" ที่ผลัดกันรับรางวัล "บัลลงดอร์" มาเชยชม จนอาจทำให้ใครหลายคนลืมเลือนไปแล้วว่า ผู้เล่นแนวรับคนสุดท้ายที่คว้ารางวัลดังกล่าวคือใครกัน ?

        นั่นเป็นเพราะมันเกิดขึ้นครั้งล่าสุด เมื่อว่าทศวรรษที่แล้ว !!!!  เมื่อ "ฟาบิโอ คันนาวาโร่" ได้รับ "บัลลงดอร์" ในช่วงปี 2006 จากการพาทีมชาติอิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองอย่างยิ่งใหญ่

       ช่วงนี้เราไปดูกันหน่อยว่า จากเด็กเก็บบอลตัวเล็กๆ คันนาวาโร่ สามารถยกระดับตัวเองมาประสบความสำเร็จ และสถาปนาเป็นปราการหลังระดับโลกได้อย่างไร ?

ฝึกวิชาลูกหนังกับนาโปลี

        "เมื่อผู้คนคิดถึงฟุตบอลอิตาเลี่ยน ทุกวันนี้ พวกเขามักนึกถึงกองหลังเป็นหลัก บางที ... เด็กๆอาจมีความฝันอยากจะเป็นจอร์โจ้ คิเอลลินี่ หรือเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ แต่ผมจะบอกอะไรคุณบางอย่าง ผมไม่ได้อยากเป็นกองหลังมาตั้งแต่ต้น"

        "ใครอยากจะเป็นกองหลังกันล่ะ ? หลังจากได้ดูสุดยอดดาวยิงอย่างเปาโล รอสซี่ ยิงถึง 6 ประตู ในศึกฟุตบอลโลก 1982 นอกจากนี้ ผมยังคงจดจำภาพกองกลางอย่างมาร์โก ทาร์เดลลี่ ที่ยิงประตูจากหน้ากรอบเขตโทษ ในรอบชิงชนะเลิศได้อยู่เลย ผมจำท่าทางดีใจ และสีหน้าตอนยิงประตูของเขาได้ เขาวิ่งยกกำปั้น และกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง"

        "ผมก็เหมือนเด็กชายชาวอิตาเลี่ยน ทั่วไป ที่ชอบนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ตอนนั้นผมอายุราว 9 ขวบ เมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกม พร้อมกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกของทีมชาติอิตาลี นอกจากนี้ ยังเสียงพากย์ของนันโด มาร์เตลลินี่ ที่ลอดมาจากทีวี จับใจความได้ว่า -เราเป็นแชมป์โลก เราเป็นแชมป์โลก เราเป็นแชมป์โลก !!!-"

       "เมื่อผมมานาโปลี ผมทำหน้าที่เป็นเด็กเก็บบอลควบคู่ไปด้วย นั่นหมายความว่า ผมได้ดูนักเตะระดับตำนานลงฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิด จากนั้นผมได้เข้าร่วมทีมเยาวชนของนาโปลี พร้อมกับเล่นตำแหน่งกองกลาง เฉกเช่นทาร์เดลลี่"

        "จนมาวันหนึ่ง ผู้อำนวยการฟุตบอลเดินทางมายังอะคาเดมี่ เขาบอกว่า ผมต้องปรับไปเล่นตำแหน่งอื่น -ฟาบิโอ, ฉันอยากให้นายไปเล่นกองหลัง- เขากล่าวแบบนั้น มันไม่มีคำอธิบาย หรือเหตุผลอะไร"

        "ผมเป็นคนที่ตัวเตี้ยสุดในสนาม ดังนั้น ผมจึงมองไม่เหมือนคนที่จะเล่นตำแหน่งกองหลังเลย แต่โชคยังดี เพราะผมเริ่มรักการเล่นปราการหลัง ผมสามารถทำมันออกมาได้ดีด้วย"

        "มองย้อนกลับไป ผมเป็นหนี้บุญคุณ 2 อย่างในเส้นทางลูกหนัง อย่างแรกคือ ผมได้เรียนรู้จากการชมเหล่านักเตะชั้นยอด ตอนที่ผมไปนาโปลี ผมได้เล่นเคียงข้างกับชิโร่ แฟร์ราร่า"

        "เขาเป็นนักเตะที่ลงเล่นให้นาโปลี และยูเวนตุส เกินกว่า 500 นัด พร้อมกับเป็นหนึ่งในกองหลังที่ยอดเยี่ยมสุดตลอดกาลของวงการลูกหนังอิตาเลี่ยน เขาจะคอยสอนว่าคุณต้องการอะไร หรือต้องทำอะไร"

       "ทุกวัน, ผมได้เฝ้ามองนักเตะระดับตำนาน จากนั้น ผมถูกเรียกให้ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ผมบอกกับตัวเองว่า -ข้าจะได้ซ้อมกับดิเอโก้ มาราโดน่า แล้วโว้ย !!-"

        "แฟร์ราร่า หันมองมา และยิ้มให้ เขาบอกกับผมว่า -ไม่ ไม่ ไม่ นายจะไม่ได้แค่ซ้อมกับมาราโดน่า และนายจะไม่ได้แค่เสียบสกัดมาราโดน่า เพราะลูกบอลไม่เคยหลุดจากเท้าของเขาเลย-"

        "ในที่สุด ผมก็ได้ฝึกซ้อมร่วมกับแฟร์ราร่า และนักเตะชุดใหญ่ รวมไปถึงมาราโดน่า นักเตะในดวงใจของผมด้วย จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเสียบสกัดมาราโดน่า แบบเต็มๆ ผมคิดในใจว่า -ข้าได้เสียบมาราโดน่า เขาเป็นถึงตำนานเลยนะ-"

        "ทันใดนั้น .... ผมสัมผัสได้ถึงสายตาของเพื่อนร่วมทีม และผู้จัดการทีมที่จ้องมองมา อย่างไรก็ตาม คนเดียวในสนามที่มีรอยยิ้ม นั่นคือมาราโดน่า"

        "หลังจากการฝึกซ้อม เขาเดินมาหา พร้อมมอบรองเท้าสตั๊ดของเขาให้ผมด้วย ผมมีโปสเตอร์ของเขาแปะเต็มห้องนอน !!!! ดูตอนนี้ซิ ผมมีรองเท้าของเขาอยู่ในมือ"

        "บุญคุณที่ 2 นั่นคือการก้าวมาเป็นกองหลังที่ดี คุณจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับนักเตะที่ดีสุดในโลก อะไรที่คุณต้องการล่ะ ? มันไม่ใช่ส่วนสูง, ความเร็ว หรือเทคนิค แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าความมั่นใจ"

        "ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ผมได้รับความมั่นใจมายังไง แต่จากวันที่ผมสกัดมาราโดน่า ผมพยายามสร้างความมั่นใจขึ้นมาตลอดการเล่นฟุตบอลอาชีพ ทั้งกับนาโปลี, ปาร์ม่า, อินเตอร์ มิลาน และยูเวนตุส"

        "จนกระทั่งวันที่ 9 กรกฎาคม 2006 ผมได้รับรู้ถึงความรู้สึกมั่นใจอย่างแท้จริง เมื่อผมได้ชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก พร้อมกับนักข่าวที่ประกาศก้องว่า -เราเป็นแชมป์โลก เราเป็นแชมป์โลก เราเป็นแชมป์โลก !!!-"

"การเล่นตำแหน่งกองหลัง คุณสามารถมีรูปร่างได้หลายขนาด คุณสามารถตัวเล็ก และรวดเร็ว หรือตัวสูง และกระโดดสูง มันไม่สำคัญเลย ความจำเป็นอย่างเดียวในสนามคือ คุณต้องมีความมั่นใจ"

        "เพราะในทุกสัปดาห์ จะมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาหาคุณเสมอ เมื่อคุณสามารถผ่านความท้าทายเหล่านี้ คุณก็จะพบความมั่นใจของคุณเอง"

        "สำหรับผม มันเริ่มต้นจากวันที่สกัดมาราโดน่า และต่อเนื่องในทุกวันที่ลงสนาม แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ที่ผมไม่ได้เล่นฟุตบอลแล้ว แต่ผมก็ยังมีความมั่นใจ ในฐานะผู้จัดการทีม"

คู่แข่งตัวฉกาจนามว่า "โรนัลโด้"

        "อาจจะกล่าวได้ว่า โรนัลโด้ คือนักเตะเพียงคนเดียวที่ผมรู้สึกหวาดกลัว เขาเป็นนักเตะในยุคเจเนอเรชั่นของเรา เขาเป็นปรากฏการณ์อย่างแท้จริง"

        "ครั้งแรกที่ผมเจอเขา เกิดขึ้นในเกมที่ทีมชาติอิตาลี ลงเจอกับบราซิล ในเกมอุ่นเครื่องที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนฟุตบอลโลก 1998 จะเริ่มต้นขึ้น"

        "แค่การเดินลงสนามเดียวกัน มันก็ให้ผมรู้สึกขวัญผวาแล้ว เราจบเกมดังกล่าวด้วยผลเสมอ 3-3  หลังจากนั้น ผมได้พบหน้าผู้จัดการทีมของเราอย่างเซซาเร่ มัลดินี่"

        "เขาบอกผมว่า -ฟาบิโอ, นายคงรู้แล้วว่า คนมากมายพูดถึงความมหัศจรรย์ของโรนัลโด้ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาเป็นนักเตะที่สุดยอด และฉันสามารถพูดได้อย่างเต็มปาก หลังจากเห็นนายเผชิญหน้ากับเขา โรนัลโด้ เป็นอย่างที่ทุกคนพูดจริงๆ-"

"หากโรนัลโด้ ต้องการยิงประตู เขาก็จะยิงประตูได้ แน่นอนว่า ทีมชาติบราซิล ยังมีนักเตะอย่างโรมาริโอ, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, โรนัลดินโญ่ แต่ว่าโรนัลโด้ คืออะไรที่แตกต่างออกไป"

        "เขามีทั้งความเร็ว และความแข็งแกร่ง เขาเป็นนักเตะที่โคตรเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ผมดวลกับเขาในสนาม มันจึงมีแต่ความเคารพ"

อีกหนึ่งสุดยอดนักเตะนามว่า "ซีดาน"

        "หากว่าโรนัลโด้ เป็นนักเตะที่ยากต่อการเผชิญหน้า ซีเนดีน ซีดาน ก็คือความสง่างาม และสุภาพบุรุษในสนาม ผมแน่ใจว่า เท้าของเขาต้องสัมผัสกับพื้นสนามแน่นอน"

        "อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเขา มันเหมือนกับว่า เขาลอยอยู่กลางอากาศ !!! การหลบหลีกของเขาไม่เหมือนกับนักกีฬาเลย มันเหมือนกับนักบัลเล่ต์มากกว่า"

        "มันเป็นความสวยงาม ที่ได้ดูเขาโลดแล่นบนผืนหญ้า และมีความสุขมากขึ้นไปอีก เมื่อได้ลงแข่งกับเขาในสนาม เพียงการแข่งขันครั้งแรก ซีดาน ก็หาทางที่เอาชนะผมได้แล้ว"

"ในช่วงปี 2006 เราเจอกับทีมชาติฝรั่งเศส ในศึกฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ ประตูแรกของเกมมาจากลูกจุดโทษ ซึ่งตัวของซีดาน ชิพอย่างเหนือชั้นเข้าไป"

        "ตอนแรกเราหวังว่ามันจะไม่เป็นประตู (บอลก้ำกึ่งว่าข้ามเส้นไปแล้วหรือยัง) แต่เมื่อซีดาน หันหลังกลับ เราก็รู้แล้วว่ามันเป็นประตู ทีมเราเริ่มสู้สึกหวาดกลัว"

        "แต่ในฐานะกัปตันทีม ผมรู้ว่าทีมต้องกลับมามีสมาธิอีกครั้ง โชคดีที่ประมาณ 10 นาทีต่อมา เรามาได้ประตูตามตีเสมอจากทางมาร์โก มาเตรัซซี่ มันทำให้เราผ่อนคลายมากขึ้น และกลับมาสู่เกมอีกครั้ง"

"เกมดำเนินมาถึงช่วงดวลจุดโทษ หัวใจผมแทบหยุดเต้น เมื่อมีใครสักคนก้าวไปยิงจุดโทษ, ฟาบิโอ กรอซโซ่ ยิงจุดโทษคนสุดท้าย พาเราคว้าแชมป์เวิล์ด คัพ จากนั้นผมไม่ได้ยินอะไรอีกเลย ผมแทบไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า"

เพื่อนร่วมทีมนามว่า "ต๊อตติ" และ "ปิร์โล่"

        "เหมือนที่ผมบอกไปในตอนแรก ผู้คนมากมายจะคิดถึงผู้เล่นตำแหน่งกองหลัง เมื่อพูดถึงวงการฟุตบอลอิตาเลี่ยน แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้น เรามีกองหน้า และกองกลางที่ยอดเยี่ยมมากมาย"

        "ผู้คนเอาแต่คิดว่า อิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ด้วยกองหลังที่แน่นหนา อย่างไรก็ตาม เราชนะทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ด้วยความร่วมมือของทุกคน"

        "หากเราไม่สามารถยิงประตูได้ เราก็ไม่สามารถชนะใครได้หรอก ผมคิดว่า บรรดาผู้เล่นในแนวรุกของเรา ไม่ได้รับเครดิตเท่าที่ควรจะเป็น"

        "แน่นอนว่า เราเล่นทีมเดียวกันเป็นเรื่องที่ดี แต่การเล่นในฐานะคู่แข่งกับฟรานเชสโก้ ต๊อตติ และอันเดรีย ปิร์โล่ คือแบบทดสอบที่ยอดเยี่ยมมาก"

        "เมื่อผมเผชิญหน้ากับต๊อตติ ในสนามแข่งขัน ตั้งแต่ที่เขายังรับบทบาทกองหน้า หากผู้รักษาประตูของเรากำลังเตะเปิดเกมเราสองคนจะอาศัยจังหวะดังกล่าว เพื่อพูดคุยเรื่องตลกให้กับอีกฝ่ายได้ฟัง มันเป็นเรื่องปกติของพวกเราไปแล้ว" 

        "ต๊อตติ ถือเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสนุกมาก ขณะที่ปิร์โล่ มีสไตล์ที่แตกต่างออกไป เมื่อบอลอยู่ที่เท้าของเขา เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า เขาจะทำอะไรต่อไป ผมพยายามดูการเคลื่อนไหวของเขาตลอดเวลา"

ประสบการณ์ต่างแดนครั้งแรกกับ "เรอัล มาดริด"

        "ฟุตบอลสเปน เป็นอะไรที่ยากมาก เมื่อผมย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ในช่วงปี 2006 ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมออกไปเล่นนอกประเทศอิตาลี"

        "การย้ายไปเมืองแห่งใหม่ เป็นเรื่องที่ลำบากเสมอ การสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมก็ยากเช่นเดียวกัน มันน่าจะเป็นความท้าทายที่มากสุดในเส้นทางลูกหนังของผมเลย"

        "การฝึกซ้อมที่สเปน จะเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว .... ซึ่งโชคดีของผม ที่ยังมีผู้จัดการทีมอย่างฟาบิโอ คาเปลโล่ เขาได้นำฟุตบอลสไตล์อิตาเลี่ยน เข้ามาผสมเล็กน้อย คาเปลโล่ เป็นคนเจ้าระเบียบมาก หากเขาบอกว่าซ้อม 10 โมงเช้า ก็ต้องเป็น 10 โมงเช้า ห้ามมาสายแม้แต่นาทีเดียว !!!"

        "ผมยังจดจำวันแรกในการลงฝึกซ้อมกับเรอัล มาดริด ได้เสมอ ผมส่งบอลไปให้เซร์คิโอ รามอส ก่อนที่เขาจะถามผมว่า -ทำไมคุณถึงส่งบอลพลาด ?- จากนั้นผมก็ตอบไปว่า -ผมไม่ได้ทำพลาดนะ ผมตั้งใจจะส่งบอลให้คุณ-"

        "ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมด ลีกอิตาลี คุณต้องส่งบอลไปให้กับเพื่อนร่วมทีม โดยเน้นการจ่ายไปยังพื้นที่ว่าง แต่ที่สเปน คุณต้องส่งบอลให้ถึงตัว รามอส จึงบอกกับผมว่า -ไม่นะ คุณต้องส่งบอลมาให้ผมแบบมีน้ำหนัก และส่งมาที่เท้าของผมเลย-"

        "ผมต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ผมไม่ได้มาเรอัล มาดริด แบบเด็กหนุ่มอายุ 21 แต่ผมมาพร้อมกับตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลก มันทำให้ผมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง"

        "สุดท้ายในการเล่นกับเรอัล มาดริด ผมสามารถคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัยติดกัน เมื่อคุณได้สวมเสื้อแข่งของราชันชุดขาว ครั้งหนึ่งแล้ว คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ตลอดไป"

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด