:::     :::

ดิวอก โอริกี้ ... ขอกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งที่แอนฟิลด์

วันอังคารที่ 04 ธันวาคม 2561 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
2,464
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ขึ้นชื่อว่าเกมดาร์บี้แมทซ์แล้ว ต่อให้ฝีเท้าห่างชั้นกันขนาดไหน แต่หัวจิตหัวใจไม่เคยมีคำว่ายอมแพ้

ศึกลูกหนังเมืองผู้ดีเมื่อวาน ไม่รู้ว่าคนจัดตารางเค้าจัดตารางมาแบบไหน สัปดาห์นี้เลยกลายเป็นสัปดาห์แห่งดาร์บี้ แมทซ์ ไปโดยปริยาย เพราะมี 3 จากทั้งหมด 10 คู่ ที่ลงสนามแข่งขันในสัปดาห์ที่ 14 นี้ เป็นเกมดาร์บี้ แมทช์ ด้วยกันทั้งสิ้น และเหมือนทางสกายสปอร์ต ก็อยากจะเอาใจแฟนบอลเลยโยกตารางของทั้ง 3 เกมที่ว่า ให้มาเตะในวันเดียวกัน คือ วันอาทิตย์ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย จนกลายเป็นตีมที่เมื่อวาน คนในแวดวงลูกหนังเมืองผู้ดี พร้อมใจกันเรียกว่าเป็น ดาร์บี้ เดย์ กัน

 

ฟูแล่ม พบ เชลซี เป็นการพบกันของ  ทีมที่อยู่ในระแวกเดียวกันนั่นคือแถบ เคนชิงตัน ในมหานครกรุงลอนดอน คู่นี้ไม่เคยมีใครยอมใครมาตั้งแต่อดีต ในขณะที่เกมระหว่างอาร์เซน่อล พบ ท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็การันตีความดุเดือดเลือดพล่านของการเป็นโคตรเหง้าแห่งความเกลียดชัง ประจำแถบลอนดอนเหนือ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของแฟนบอลทั่วโลกอยู่แล้ว

 

แต่สำหรับลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน นี่คือดาร์บี้แมทซ์ที่แตกต่างออกไปจาก 2 คู่ ข้างบน ใช่ครับ ถึงแม้สีแดง และสีน้ำเงินจะต้องมี 1 ทีมที่เหนือกว่า แต่ใช่ว่ากองเชียร์ของทั้ง 2 ทีม จะต้องเกลียดชังกันแบบกองเชียร์ของ 2 เกมดาร์บี้แมทซ์ข้างบน กลับกันด้วยซ้ำ ที่เราจะได้เห็นภาพมิตรภาพจากกองเชียร์ของทั้ง 2 ทีม ที่แม้ในสนามจะเชียร์ทีมของตัวเองเต็มที่ แต่นอกสนามพวกเราบางคนมีสถานะภาพเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน บ้างเป็นพี่น้อง บ้างเป็นพ่อลูก บ้างเป็นปู่กับหลาน นี่จึงเป็นมากกว่าดาร์บี้แมทซ์ทั่วๆไป แต่เป็นเกม แฟมิลี่แมทซ์ ที่มีความสะใจของคนในบ้านเป็นเดิมพัน

 

ลิเวอร์พูล ถือสถิติที่ดีกว่าทีมเยือน คือ ไม่แพ้มาตลอด 17 เกมหลังสุดที่เจอกันในทุกรายการ แถมหากเราจะย้อนไปหาชัยชนะของเอฟเวอร์ตันที่สนามแอนฟิลด์ ก็ต้องย้อนกันไปถึงปี 1999 หรือกว่า 19 ปีที่แล้วเลยทีเดียว อันดับในตารางก่อนแข่งลิเวอร์พูลรั้งรองจ่าฝูง มีคะแนนนำเอฟเวอร์ตัน ที่อยู่อันดับ 6 ถึง 11 คะแนนด้วยกัน

 

บอกเลยว่าถ้าดูจากแค่ตัวเลขสถิติ ลิเวอร์พูลเป็นต่อบานเบอะ แถมเกมนี้เล่นในบ้านตัวเองอีก ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบไปกันใหญ่

 

แต่อย่างที่เขียนไว้ตั้งแต่หัวคอลัมน์เลยครับ ขึ้นชื่อว่าดาร์บี้แมทซ์ ไม่มีหรอกคำว่าง่าย !!

 

เอฟเวอร์ตัน ทำการบ้านมาดีมาก แน่นอนพวกเขามาในสภาพที่เป็นรองจริง แต่เล่นไปเล่นมา มวยรองอย่างพวกเขา เกือบที่จะขึ้นนำลิเวอร์พูลที่ยังดูขาดๆเกินๆไปหลายต่อหลายครั้ง ทั้งโอกาสจากลูกโหม่งจ่อๆของอังเดร โกเมซ รวมไปถึงลูกหลุดเดี่ยวของทีโอ วัลคอตต์ ด้วย

 



แต่อนิจจาลิเวอร์พูลดันมีประตูที่ชื่อ อลิสซง เบ็คเกอร์ ที่ ณ เวลานี้ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นผู้รักษาประตูระดับโลกอย่างแท้จริงยืนเป็นปราการด่านสุดท้ายอยู่ และหากไม่สุดวิสัยจริงๆ การจะยิงผ่านมือผู้รักษาประตูรายนี้เข้าไป ต้องบอกเลยว่ายาก

 

นี่คือข้อแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดของลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ เทียบกับชุดก่อนหน้า การมีผู้รักษาประตูที่ไว้ใจได้ ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในลีกลูกหนังอาชีพเมืองผู้ดีเวลานี้ (เสีย 5 ประตู จาก 14 เกม)

 

66.8 ล้านปอนด์ที่ลิเวอร์พูลจ่ายไปให้กับโรม่า ถึงเวลานี้ต้องบอกว่าคุ้มค่าทุกเพนนีจริงๆครับ

 

เกมนี้อลิสซงได้โชว์เยอะเกินความเป็นจริงไปหน่อย นั่นก็เพราะว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ดันมาฟอร์มหลุดในเกมวันนี้พอดี หลายครั้งฟาน ไดจ์ค ตัดสินใจผิดพลาดจนเอฟเวอร์ตันพาบอลลำเลียงมาในกรอบเขตโทษทีมเจ้าบ้านได้ ดีที่คู่หูอย่างโจ โกเมซ วันนี้ยังทำหน้าที่ได้ดี คอยปัดกวาด ในจังหวะสำคัญๆได้หลายครั้ง บวกกับฟอร์มเทพของอลิสซง ทำให้เกมนี้เจ้าบ้านรอดจากการถูกทีมเยือนสำเร็จโทษมาได้

 

ปัญหาของลิเวอร์พูลนาทีนี้ไม่ได้อยู่ที่เกมรับแล้วครับ แต่กลายเป็นแดนกลางและเกมรุกต่างหากที่ยังดูขาดๆเกินๆ จนบางครั้งก็ไม่สามารถกดดันใครได้นอกจากกดดันพวกเดียวกันเอง

 

มาเน่ ซาล่าห์ และฟีร์มิโน่ เป็น 3 ผู้เล่นในแนวรุกที่ฝากผลงานในฤดูกาลที่แล้วไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แปลกใจที่ความคาดหวังในฤดูกาลนี้จะสูงมาก โดยเฉพาะจากแฟนบอลเหล่าเดอะ ค็อป ที่คาดหวังจะได้เห็นการยิงประตูระดับ 100 แรงม้า จากยอดดาวยิงทั้ง 3 คน

 

อนิจจา ... ทั้ง 3 คน ยังไม่สามารถหาฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดแบบเดียวกับฤดูกาลก่อนได้สักที และถึงตอนนี้เวลาล่วงเลยผ่าน 1 ใน 3 ชองฤดูกาลเข้ามาแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าทั้ง 3 คน จะกลับมาเปรี้ยงปร้างยิงสลุดแบบเดิมอีกครั้ง

 

ซาล่าห์ กับมาเน่ อาจจะยังพอถูๆไถๆเอาตัวรอดเองได้ แต่สำหรับโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ณ เวลานี้ ต้องบอกว่ากรอบเป็นข้าวเกรียบกุ้งแล้วจากการกรำศึกมาอย่างยาวนานให้กับทั้งสโมสรและทีมชาติ จนสะท้อนออกมาที่ฟอร์มการเล่นที่ตกลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ทีนี้พอฟีร์มิโน่เล่นตกลง คนอื่นก็พลอยตกตามด้วย เพราะเกมรุกลิเวอร์พูลนั้นคนที่สำคัญที่สุดแบบขาดเสียมิได้ก็คือ กองหน้าชาวบราซิเลี่ยนรายนี้นี่เอง

 

คล็อปป์จำเป็นจะต้องมีทางเลือกสำรองเอาไว้เวลาฉุกเฉินบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบที่เกมรุกของทีมไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งได้

 

ที่ผ่านมาคล็อปป์เหมือนจะลองใช้แค่ดาเนียล สเตอริดจ์ ลงมาเปลี่ยนเกม แต่ก็อย่าลืมว่าข้อจำกัดของกองหน้าเต้ยโศกรายนี้ คือ ความเร็ว อาจจะฟังดูตลกร้ายกับกองหน้าที่เคยได้ชื่อว่าวิ่งเร็วที่สุดคนหนึ่งในเกาะอังกฤษ แต่ปัจจุบันความเร็วที่ว่านั้นได้หายไปหมดแล้วครับ เหลือเพียงความเก๋าเกมที่ยังคอยประคองชีวิตการค้าแข้งของเขาต่อไปได้

 

คล็อปป์ยังมีกองหน้าอาชีพในทีมอีก 2 คนด้วยกัน ที่รอโอกาสต่อจากสเตอริดจ์ นั่นก็คือ ดิวอก โอริกี้ และโดมินิก โซลันกี้

 

ผมเชื่อว่าคล็อปป์เองก็พยายามจะหาอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมอยู่เช่นกัน ไม่งั้นคล็อปป์คงไม่เลือกให้โอกาสโอริกี้มานั่งบนเก้าอี้สำรองบ่อยครั้งหรอกในช่วงหลังๆนี้ เพียงแต่โอกาส และผลการแข่งขันอาจจะยังไม่เป็นใจให้ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมาก


 


การที่เกมล่าสุดดิวอก โอริกี้ มีโอกาสได้ลงสนาม โชว์ผลงานได้ดี แถมยังเป็นคนยิงประตูชัยให้กับทีมได้อีก นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักเตะแล้ว น่าจะช่วยให้คล็อปป์กล้าคิด กล้าตัดสินใจ แก้เกมมากขึ้นในอนาคต

 

พูดถึงโอริกี้ เราเห็นเขาอยู่กับทีมมานานมากแล้ว แต่ความจริงเจ้าตัวเพิ่งจะอายุ 23 ปี เท่านั้นเองครับ แบบว่าดังมาตั้งแต่อายุ 18-19 และนี่ก็เป็นฤดูกาลที่ 4 กับลิเวอร์พูลเข้าไปแล้ว ลงสนามทั้งหมด 79 เกม ยิงให้กับทีมไป 22 ประตู ด้วยกัน

 

ถ้าใครจำกันได้ในยุคที่คล็อปป์เข้ามาคุมทีมแรกๆเลย ก็มีโอริกี้คนนี้นี่แหละที่เป็นลูกรักที่คล็อปป์เอ่ยปากชมเสมอๆ ถึงขั้นมีคนเอาเขาไปเปรียบเทียบว่าเป็นนิว โอบาเมยอง ของคล็อปป์ที่ลิเวอร์พูลเลย

 

ความเร็ว การเลี้ยงบอล การหาที่ว่างในกรอบเขตโทษ รวมไปถึงสัญชาตญาณกองหน้า โอริกี้คนนี้มีครบ ขาดแค่ความแน่นอน และความสม่ำเสมอ ที่ผ่านมาโอริกี้มักจะเล่น 1 เกมแบบเทพๆ แล้วหายต๋อมไปอีก 2-3 เกม ไม่ยิงประตูหรือมีส่วนร่วมใดๆกับเกม ตรงนี้เป็นปัญหาที่คล็อปป์เองก็ยากที่จะแก้ได้

 

ก็ไม่รู้ว่าประตูที่ทำได้ในเกมพบเอฟเวอร์ตัน จะทำให้โอกาสการลงเล่นของดิวอก โอริกี้ มีเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน แต่อย่างน้อยเจ้าตัวก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการบอกปัดการย้ายไปร่วมทีมวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในช่วงตลาดนักเตะที่ผ่านมา ทั้งที่ทั้ง 2 สโมสรตกลงค่าตัวกันได้แล้วที่ 22 ล้านปอนด์ เป็นการตัดสินใจที่ไม่เลวของตัวเอง

 

โอริกี้อยากจะขอสู้กับลิเวอร์พูลอีกสักตั้ง ไม่อยากให้มันค้างคาใจ จากคำให้การของเพื่อนร่วมทีมรวมไปถึงเจอร์เก้น คล็อปป์ บอกว่า โอริกี้ซ้อมหนักมาก และเป็นคนที่ซ้อมดีอันดับต้นๆของทีม แม้จะไม่ได้รับโอกาสให้ติดทีมเจ้าตัวก็ไม่เคยออกมาบ่นอะไรให้กับคนอื่นฟัง ก้มหน้าก้มตาซ้อมต่อไป

 

การลงมาแล้วยิงประตูสำคัญพาทีมเก็บ 3 คะแนนได้ ก็น่าจะทำให้ความมั่นใจของโอริกี้มีมากขึ้น และอาจจะกลับมาเป็นดิวอก โอริกี้ คนเดิมได้ ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็คงต้องขอเสี่ยงกันหน่อย

 

ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ ... ดิวอก โอริกี้ ช่วยแสดงให้เห็นหน่อยสิ ว่าประโยคนี้มันเป็นจริง


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด