:::     :::

บ้านที่อบอุ่นของ 'โจเซฟ มาร์ติเนซ'

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2561 คอลัมน์ ในกะลาครอบ โดย พาสต้า
639
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เมเจอร์ลีกเป็นเวทีที่ไร้มาตรฐานงั้นหรือ...

    ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาอาจยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าลีกสหรัฐฯ มีความจริงจังมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดวลจุดโทษแปลกๆ และชื่อทีมใหม่ๆ

    แต่ด้วยการไหลมาเทมาของเหล่าซูเปอร์สตาร์มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ลีกนี้มีความสนใจมากยิ่งขึ้น และแข่งขันกันแบบจริงจังมากกว่าเดิม

    การมาถึงของ เดวิด เบ็คแฮม ทำให้หน้าตาของเมเจอร์ลีกเปลี่ยนไป ถึงว่าจะเป็น ดาบิด บีย่า, อันเดรีย ปีร์โล่ หรือกระทั่งล่าสุดอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำให้ลีกนี้น่าติดตามมากกว่าแต่ก่อนที่จะเป็นเพียงเวลาสำหรับนักเตะวัยใกล้ฝั่ง

    แอตแลนต้า ยูไนเต็ด เพิ่งก่อตั้ง และกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน แต่พวกเขามี โจเซฟ มาร์ติเนซ ที่เป็นหนึ่งในแข้งเก่งกาจมากที่สุดของลีก

    ดาวเตะทีมชาติเวเนซุเอลาเดินทางมายังเมเจอร์ลีก หลังจากไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในลีกยุโรป

    ดาวเตะวัย 25 ปีได้ใช้ซีซั่นนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองมีดีอย่างไรบ้าง และนั่นมันมากกว่าที่เราเคยได้เห็นในฟอร์มการเล่นของเขาก่อนหน้านี้อย่างล้มหลาม

    สถิติของเขาก็คือยิงได้ถึง 35 ประตูให้กับ แอตแลนต้า จาก 31 เกมที่ลงเล่นในฤดูกาลปกติ ก่อนจะซัดอีก 4 ลูกในรอบเพลย์ออฟ

    แม้ทุกสายตาจะเฝ้าจับจ้องไปที่ เวย์น รูนี่ย์ ของ ดีซี ยูไนเต็ด หรือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จาก แอลเอ แกแล็คซี่ ทว่ากับ มาร์ติเนซ นั้นแตกต่างออกไปเนื่องจากเขาไม่ได้มาเตะบอลเพื่อความสนุก หรือสร้างสีสันเหมือนกับเหล่าสตาร์ที่มากอบโกยในช่วงท้ายเส้นทางอาชีพ

    เขาทำไป 3 แฮตทริก ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงเกมที่พบ ดีซี ของ รูนี่ย์ ด้วย

    แต่หากลองย้อนกลับไปเราแทบจะไม่เห็นภาพเลยว่าเขาจะทะลุมาอยู่ในจุดที่สูงขนาดนี้

    หลังจากเริ่มต้นผจญภัยกับ การากัส มาร์ติเนซก็ตบเท้าเข้าสู่ภาคพื้นยุโรปในปี 2012 แต่แทนที่จะเป็น 5 ลีกใหญ่ เขากลับย้ายไปเล่นให้ ยัง บอยส์ ในลีกสวิตเซอร์แลนด์

    เขาใช้เวลา 2 ปีในลีกแดนนาฬิกา โดยยิงได้เพียง 4 ประตูจาก 37 นัดที่ลงเล่นในลีก แต่ก็ยังอุตส่าห์มีชื่อติดทีมชาติ

    ในขวบปีที่ 2 เขาถูกปล่อยไปให้กับ ธูน ด้วยสัญญายืมตัว และที่นี่เองที่เขาเริ่มฉายพรสวรรค์ออกมา เมื่อยิงได้ 8 ประตูจากการเล่นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 18 นัดในลีกสูงสุดเมืองสวิส

    กราฟชีวิตของ มาร์ติเนซ เหมือนจะกำลังพุ่งสูงหลังได้ย้ายไปยัง โตริโน่ และนี่คือครั้งแรกในการเล่น 5 ลีกใหญ่ในยุโรปของเขา

    แต่ทุกอย่างไม่เหมือนดังฝัน

    มาร์ติเนซ ยิงได้เพียงแค่ 3 ประตูในลีกฤดูกาลแรกของเขา และเมื่อ อันเดรีย เบล็อตติ ก้าวเข้ามาสู่ทีม มันยิ่งทำให้ตัวตนของเขาหายเข้าไปในกลีบเมฆ

    อีก 2 ซีซั่นถัดมา เขาก็ลงเล่นรวมไป 31 นัดในเซเรีย อา และก็ยิงได้ 3 และ 1 ประตูตามลำดับ

    เมื่อหันมามองสถิติของ เบล็อตติ แล้วเรียกได้ว่าฟ้ากับเหวอย่างชัดเจน ช่วงเวลาเดียวกันหัวหอกทีมชาติอิตาลีซัลโวให้ทัพกระทิงหินไปรวม 38 ประตูในลีก

    มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

    มาร์ติเนซ ตัดสินใจหันหลังในวงการฟุตบอลยุโรป และมุ่งหน้าไปฟื้นฟูเส้นทางอาชีพที่เมเจอร์ลีกแทน

    ลีกสวิส กับเซเรีย อา อาจเป็นก้าวกระโดดที่เร็วเกินไปสำหรับปิรามิดของโลกฟุตบอล แต่กับเมเจอร์ลีกนั้นได้เสนอเส้นทางที่ มาร์ติเนซ จะแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง

    และเขาก็คว้าโอกาสนั้นไว้ได้ตั้งแต่เริ่ม

    เพียงแค่สัปดาห์ที่สองกับสโมสร เขาก็ทำแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้ง และก็เป็นแฮตทริกแรกในประวัติศาสตร์สโมสรของทีม แอตแลนต้า ยูไนเต็ด ด้วยในเกมถล่ม มินนิโซต้า 6-1

    ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน แอตแลนต้า ได้ใช้อ็อปชั่นซื้อขาดเขาทันที และเขาก็มีชื่อเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของเมเจอร์ลีกด้วยผลงาน 5 ประตู จาก 3 เกม

    หัวหอกเวเนซุเอลาจบฤดูกาลที่แล้วด้วยการยิงไป 19 ประตู และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของเอ็มแอลเอส และหากคุณคิดว่ามันอาจเป็นความประทับใจเพียงปีเดียวแล้วล่ะก็ นั่นคือความคิดที่ผิด

    การพังประตูของเขาทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ประจำศึกเมเจอร์ลีกไปแล้ว

    กับซีซั่นนี้ที่เพิ่งจบลงไป มาร์ติเนซ ท็อปฟอร์มสุดขีดด้วยการซัดไปทั้งสิ้น 31 ประตู

    ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขาจะกลายเป็นแข้งคนแรกที่มีชื่อเป็น 'เอ็มวีพี' ทั้งในส่วนของซีซั่นปกติ และช่วงเพลย์ออฟ แถมยังพาสโมสรเฉลิงแชมป์เอ็มแอลเอส คัพ แชมเปี้ยนชิพ ภายในปีที่สองอีกด้วย

    หลังฐานในการมีชื่อเสียงของ มาร์ติเนซ ก็คือการที่เสื้อของเขาขายดีที่สุดอันดับสามเป็นรองเพียงแค่ การ์ลอส เวล่า และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เท่านั้นเอง

    ตอนนี้ ผู้คนต่างพากันพูดถึงชื่อของ มาร์ติเนซ อีกครั้ง

    เขาก็คล้ายๆ กับ เซบาสเตียน โจวินโก้ ที่เดินทางมาสหรัฐฯ ด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น และ มาร์ติเนซ ก็ได้ใช้เวทีเมเจอร์ลีกเป็นโอกาสในการฟื้นฟูอาชีพของเขา

    ปกติแล้ว เราอาจเห็นว่าการทำผลงานได้ดีในลีกระดับนี้อาจเป็นสปริงส่งให้เขาได้กลับมาโชว์ตัวในวงการลูกหนังยุโรปอีกครั้ง แต่ปัจจุบันเอ็มแอลเอสก็มีพลัง และอำนาจในตัวเองที่สูงขึ้น

    ดูอย่าง โจวินโก้ เขาไม่เคยกลับไปเล่นในลีกยุโรปอีกเลย และหัวหอกเจ้าของส่วนสูง 5 ฟุต 4 นิ้วก็ยังคงเป็นตัวชูโรงของ โตรอนโต้ อยู่เหมือนเดิม

    ดังนั้น มาร์ติเนซ ก็อาจอยู่กับทีมที่ดีที่สุดของเขาแล้ว และยุโรปก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาถวิลหาเหมือนแต่ก่อน

    พาสต้า


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด