:::   03:52 - ผลเซกุนด้า : ลาส ปัลมาส ชนะ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า 3-0, อัลบาเซเต้ แพ้ เรอัล โอเบียโด้ 1-2, อ้วยส์ก้า เสมอ ราซิ่ง ซานตานเดร์ 1-1, นูมานเซีย แพ้ เรอัล ซาราโกซ่า 0-1, มีรานเดส ชนะ ฟวนลาบราด้า 2-1   :::   03:45 - ผลยูโร 2020 รอบคัดเลือก : เวลส์ เสมอ โครเอเชีย 1-1, เอสโตเนีย แพ้ เยอรมัน 0-3, สโลวีเนีย แพ้ ออสเตรีย 0-1, โปแลนด์ ชนะ มาซิโดเนีย 2-0   :::   03:39 - ผลกระชับมิตร : สโลวาเกีย เสมอ ปารากวัย 1-1, อาร์เจนตินา ชนะ เอกวาดอร์ 6-1, แอฟริกาใต้ ชนะ มาลี 2-1, บราซิล เสมอ ไนจีเรีย 1-1   :::   00:54 - ผลยูโร 2020 รอบคัดเลือก : เบลารุส แพ้ ฮอลแลนด์ 1-2, ไซปรัส แพ้ รัสเซีย 0-5, ฮังการี ชนะ อาเซอร์ไบจาน 1-0, สกอตแลนด์ ชนะ ซาน มารีโน่ 6-0, คาซัคสถาน แพ้ เบลเยียม 0-2   :::

ห้องทดลองของ 'เป๊ป'

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 คอลัมน์ Football Therapy โดย บี้ เดอะสปา
2,295
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ชัยชนะที่ 7 จาก 8 นัดแรกพรีเมียร์ลีก บวกกับ 29 ประตู เฉลี่ยแล้ว 3.6 ลูกต่อ 1 เกม จึงมีคำถามตามมาว่า แล้วใครจะหยุด 'ทีมเป๊ป'

ย้อนกลับไปปีที่แล้ว ซีซั่นแรกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก ทุกอย่างเหมือนฝัน เมื่อเปิด 6 นัดแรกในลีกด้วย 18 คะแนนเต็ม

แต่หลังจากนั้น ตั้งแต่ที่บุกแพ้ สเปอร์ส 0-2 'ทีมเป๊ป' ก็สะดุดต่อเนื่อง เสมอคาบ้านกับ เอฟเวอร์ตัน และ เซาธ์แฮมป์ตัน ในนัดที่ 8 และ 9
ปัญหาเดิมๆ ยังเกิดขึ้นอีกในเกมที่ 11 เมื่อเสมอใน เอติฮัด สเตเดี้ยม อีกแล้ว ด้วยสกอร์ 1-1 แต่คราวนี้หนักกว่าเดิม เพราะคู่แข่งคือ มิดเดิลสโบรช์
เกิดอะไรขึ้นในช่วงแรกกับ 'ทีมเป๊ป'
กุนซือชาวสเปน ผู้คลั่งไคล้แท็กติกเหนือสิ่งอื่นใด เริ่มต้นกับระบบการเล่น 4-1-4-1 สลับกับ 4-2-3-1 ตัวหลักที่รับบทหนักในฐานะกลางรับคือ แฟร์นันดินโญ่
แต่จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น หลังเกมที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อ เป๊ป เริ่มการทดลองใหม่ๆ กับระบบการเล่น 3-4-2-1 และเสี่ยงตรงที่ให้ ราฮีม สเตอร์ลิง กับ เลรอย ซาเน่ เป็นวิงแบ็ก
ประเด็นใหญ่ในเกมเสมอ เอฟเวอร์ตัน ที่ เอติฮัด คือการพลาด 2 จุดโทษของ เควิน เดอ บรอยน์ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ เรื่องแท็กติกใหม่จึงถูกมองข้าม
เป๊ป หวังแก้ตัวให้ได้ในเกมถัดมากับ เซาธ์แฮมป์ตัน แต่ผลการแข่งขันก็ยังลงเอยแบบเดิม จึงเริ่มมีเครื่องหมายคำถามกับระบบการเล่น 3-4-2-1 ขึ้นมาแล้ว
"เราต้องมาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ นับตั้งแต่เกมที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน กับ ท็อตแน่ม เมื่อเรายังเล่น 11 ต่อ 11 คน ระบบการเล่นก็ถือว่าดีไม่ต่างจาก 10 นัดแรก" เป๊ป ให้สัมภาษณ์หลังไม่ชนะ 5 นัดติดรวมเกมยุโรปด้วย
หลังจากนั้น เป๊ป ยอมอ่อนข้อกลับมาเล่นระบบหลัง 4 และถล่ม เวสต์บรอมวิช 4-0 ก่อนสะดุดในเกมกับ เดอะ โบโร่ แต่ถือเป็นเกมที่อับโชคมากกว่าเรื่องแท็กติก
ปัญหาของซีซั่นก่อนเกิดจากเกมรับอันหละหลวมและความไม่ลงตัวในแง่แท็กติก โดยเฉพาะการเจอกับทีมหัวตารางที่ 'ทีมเป๊ป' ไม่ชนะใครเลยในการเจอกับทีมท็อป 4 ด้วยกัน
สเปอร์ส 2 - 'ทีมเป๊ป' 0
'ทีมเป๊ป' 1 - เชลซี 3
ลิเวอร์พูล 1 - 'ทีมเป๊ป' 0
'ทีมเป๊ป' 2 - สเปอร์ส 2
'ทีมเป๊ป' 1 - ลิเวอร์พูล 1
เชลซี 2 - 'ทีมเป๊ป' 1
การเก็บได้เพียง 2 คะแนนจาก 6 นัดกับทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์ จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ เรือใบสีฟ้า จะขึ้นไปท้าทายผู้นำในบั้นปลาย
ผ่านฤดูกาลแรกแบบมือเปล่า เป๊ป ทราบดีถึงความกดดันที่เกิดขึ้น และรู้อยู่เต็มอกว่าอะไรคือ 'จุดเปลี่ยน' ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
'ทีมเป๊ป' เริ่มต้นการทดลองอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่นที่ สหรัฐอเมริกา กับระบบการเล่นที่รุดหน้าไปอีกขั้น 3-1-4-2
ชัยชนะนัดแรกพรีเมียร์ลีกได้มาแบบทุลักทุเล เพราะต้องรอถึงช่วง 20 นาทีสุดท้าย กว่าจะมาได้ 2 ประตู บุกชนะน้องใหม่ ไบรท์ตัน 2-0 ด้วยรูปเกมที่ต้องยอมรับว่า ไม่ดีเหมือนอย่างที่ควรจะเป็น
3-1-4-2 ยังคงสร้างปัญหาต่อในเกมถัดมาที่ เอติฮัด กับ เอฟเวอร์ตัน ทีมเดิมที่เคยรับมือกับระบบใหม่ๆ ของ เป๊ป มาแล้วเมื่อปีก่อน
แต่เกมนี้ เป๊ป ต้องเปลี่ยนกลับมาเล่นหลัง 4 ในครึ่งหลัง เพราะใบแดงของ ไคล์ วอล์คเกอร์ ในช่วงท้ายครึ่งแรก ผลยังลงเอย 1-1 เหมือนเดิม
การทุ่มเงินเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ถึง 215 ล้านปอนด์ เพื่อแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ เป๊ป จะล้อเล่นเรื่องแท็กติกไม่ได้อีกแล้ว
ระบบการเล่น 4-1-4-1 จึงถูกปัดฝุ่นกลับมาใช้ครั้งแรกในเกมที่ บอร์นมัธ แม้รูปเกมจะออกมาแบบเดิมคือครองบอลมากกว่า 70-30 โอกาสยิงมากกว่าเกือบ 20 ครั้ง แต่เจาะไม่เข้า และต้องรอประตูชัยในช่วงทดเวลานาที 97
'ทีมเป๊ป' กลับมาใช้ระบบ 3-1-4-2 อีกครั้งในเกมใหญ่กับ ลิเวอร์พูล และแม้จะถล่มขาดลอย 5-0 แต่เป็นเพราะผู้มาเยือนต้องเล่น 10 คนตั้งแต่นาที 37
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป๊ป กลับมาปักหลักยึดระบบการเล่นหลัง 4 ไม่ว่าจะเป็น 4-1-4-1, 4-1-3-2 หรือ 4-1-2-3
และนี่เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นความไร้เทียมทานของ 'ทีมเป๊ป' จนถึงเวลานี้ ตลอด 7 นัดที่่ผ่านมารวมทุกรายการ ชนะรวด ยิงกระจุย 27 ประตู
โปรแกรมลีกในเดือนตุลาคมอีก 2 นัด 'ทีมเป๊ป' เจองานเบา เบิร์นลี่ย์ วันที่ 21 กับ เวสต์บรอมวิช วันที่ 28 และใน คาราบาวคัพ ก็ได้เล่นในบ้านเจอกับ วูลฟ์แฮมป์ตัน วันที่ 24
เกมสำคัญสุดจึงอยู่ที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะเปิด เอติฮัด รับมือ นาโปลี วันอังคารนี้ เป็นการวัดกันระหว่างจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก กับจ่าฝูง กัลโช่ เซเรีย อา
ถ้าถามว่า ใครจะหยุด 'ทีมเป๊ป' ได้ อาจต้องรอเดือนพฤศจิกายน ที่จะเปิดหัวด้วยเกมเยือน นาโปลี ตั้งแต่วันที่ 1 ต่อด้วยเกมใหญ่กับ อาร์เซน่อล วันที่ 5
คงต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆ ว่า เรือใบสีฟ้า จะยึดระบบหลัง 4 ต่อ หรือเปลี่ยนกลับไปเล่นหลัง 3 ในเกมไหน เพราะสนามฟุตบอลเปรียบเสมือนห้องทดลองของ เป๊ป
ที่สำคัญที่สุดคือ คู่แข่งทุกทีมกำลังรอพวกคุณสะดุด 'ทีมเป๊ป'

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด