:::     :::

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ท้ายสุด ทีมชาติไทย หยุดเส้นทางฟุตบอล เอเชียนคัพ 2019 ไว้เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

การมาไกลถึงรอบนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจ แต่ค่อนข้าง “เสียดาย” เมื่อสถานการณ์ในสนาม เราสามารถกุมความได้เปรียบได้ก่อน จากการขึ้นนำในครึ่งเวลาแรก

อย่างไรก็ตามต้องชมความเคี่ยวของ “จีน” และแท็คติกของ มาร์เซโล ลิปปี ที่แก้เกมส์อย่างเฉียบขาด จนทำให้แฟนบอลจีนแผ่นดินใหญ่ ได้กินทั้งข้างเหนียวมะม่วงฟรี และรอยยิ้มเปื้อนหน้า ผ่านเข้าสู่รอบถัดไป

แล้วเหตุผลใด ที่ทำให้ถนน เอเชียนคัพ ช้างศึก  “ถูกหยุดไว้” เพียงรอบนี้

 

ใบเหลืองของ ศุภชัย ใจเด็ด

เจ้าอาร์ม ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้ และซัดประตูขึ้นนำให้ทีมชาติไทยกุมความได้เปรียบไปได้ก่อน อย่างไรก็ตาม จากการที่เจ้าตัวมีใบเหลืองติดตัวคาดโทษ และมีการฟาว์ลคู่แข่งบ่อยครั้ง ทำให้ “โค้ชโต่ย” มองว่า หากมี ศุภชัย อยู่ในสนามต่อ หมอนี่อาจ “หัวร้อน” พลาดถูกใบแดงได้ การตัดสินใจเปลี่ยนตัวจึงเกิดขึ้น อย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ดี ชนานันท์ ป้อมบุบผา ที่ลงมาแทน แม้ไม่ได้สร้างความต่าง หรือ “กดดัน” แนวรับจีนได้เท่า ศุภชัย แต่นั่นก็ต้องมองในมุมที่ตัวทูเอง เพิ่งได้ลงสนามอย่างทางการนัดนี้เป็นเกมแรกใน เอเชียนคัพ การโยนความผิดให้เขาคนเดียวใน "ประตูที่เสีย" มันคงไม่แฟร์นัก   




จุดแข็งไทย กลายเป็นดาบให้ ลิปปี ใช้โจมตี

เกมนี้หากใครชมการแข่งขัน จะทราบว่า ศิริศักดิ์ ยอดหญ้าไทย ได้สั่งให้แผงหลังเคลียร์ขาดในจังหวะแรก ไม่เล่นหน้าปากประตูตัวเอง ซึ่งเป็นข้อดี และจุดนี้ มาร์เซโล ลิปปี กุนซือระดับโลกมองเห็นตลอดครึ่งแรก

เกมครึ่งหลัง ลิปปี จึงสั่งให้ผู้เล่นจีนบอมบ์เข้าไปในเขตโทษมากที่สุด สั่งไลน์แนวรับดันสูง หากผู้เล่นอย่าง หยู ต้าเป่า, เกา หลิน หรือ อู๋ เหล่ย เก็บเล่นได้ก็ให้สร้างความอันตรายต่อ แต่หากไม่ได้ ก็ให้ผู้เล่นอย่าง อู ซี่ หรือ เจิ้ง จื้อ เล่นบอลแถวสองกดดันทีมชาติไทยต่อ จนไทยโงหัวไม่ขึ้น จังหวะสวนกลับ แนวรุกก็ถูกสกัดไว้หมด แทบไม่ต่างจากการเตะบอลอัดกำแพง

 

คู่มิดฟิลด์ ที่ถูกบีบไม่ให้เล่นตามใจอยาก

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมนี้คือ แผงมิดฟิลด์ ทั้ง ธนบูรณ์ เกศารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ต่างถูกใบเหลืองตั้งแต่หัววัน

ตรงจุดนี้ยิ่งทำให้ทาง ทีมชาติจีน เล่นได้อย่างง่ายกว่าเดิม กอปรกับแบบแผนของ ลิปปี ในครึ่งหลัง ที่สั่งให้ผู้เล่นจีน เก็บบอลแถวสองมากกว่าเดิม และใช้วิธีดึงไลน์คู่มิดฟิลด์ของ “ตั้ม-นิว” ให้ห่างจากกองหลังมากที่สุด เพื่อจะได้มีพื้นที่กดดันต่อ




ความ “ไม่นิ่ง” คือระเบิดเวลานำมาสู่ความผิดพลาด

ก่อนเสียประตู “จีน” ส่งสัญญาณหลายครั้งในการโจมตีใส่แนวรับไทย ทว่ากองหน้าของเขาเองก็ “พลาด” ใส่สกอร์ไปหลายครั้งเช่นกัน จนมาอาศัยจังหวะผิดพลาดของทีมชาติไทยครอสเข้ามาตีเสมอ

ต่อกับจังหวะประตูที่สองที่ใช้บอลยาวตามสูตร ชงให้แนวรุกสอดเข้ามาทำประตู และความผิดพลาด ไม่เด็ดขาดเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้ทีมถูกลงโทษอย่างเจ็บแสบ และการเป็น "บัตรผ่าน" ให้จีนได้ตั๋วผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศต่อ

 

เสียดาย แต่ไม่เสียใจ

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในเกมนี้คือความเชี่ยวกราดของ มาร์เซโล ลิปปี ที่แก้เกมได้อย่างหมดจด จนทีมชาติไทยเสียขบวน อย่างไรก็ตามทั้ง 90 นาที ที่เห็น ผู้เล่นทุกคนต่างใส่กันอย่างเต็มที่ วิ่งไม่มีหมด และสู้ได้อย่างสุดใจแล้ว เพียงแต่ผลลัพธ์ท้ายสุดมันไม่เป็นไปดังที่เราคาดหวังกัน

เรียนรู้ และยอมรับ เงยหน้าสู้ต่อในทัวร์นาเมนต์หน้า มองโลกในแง่ดีที่สุด การมายืนอยู่ในรอบน็อกเอาต์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว   


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด