:::     :::

สาเหตุที่ไทยแพ้ และปรากฎการณ์ล่าแม่มด

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2562 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
4,868
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ความพ่ายแพ้ของทีมชาติไทยต่อจีน 1-2 ในศึกเอเชียนคัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไม่ถือเป็นความล้มเหลว เพราะเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพที่ต้องยอมรับว่าเราเป็นรองเขาอยู่แล้ว หลังจบเกมเมื่อวันก่อน ผมได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแข่งขันผ่านทางเพจเฟซบุ๊คของผม เลยขอยกมาให้อ่านในคอลัมน์นี้อีกครั้ง และขอเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ผมมองสาเหตุที่ทีมชาติไทยฟอร์มดร็อปไปในครึ่งหลัง เพราะจีนแก้เกมจากที่ครึ่งแรกเล่นหลัง 4 แต่เจอ ธีราทร และ ทริสตอง โด ขึ้นมาเติมเกมรุกบ่อยครั้ง ครึ่งหลัง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ ปรับหมากมาเป็น 3-5-2 เพื่อใช้วิงแบ็คสองข้างขึ้นมากดไม่ให้ อุ้ม และ โด ดันสูงง่ายๆ ได้เหมือนเดิม

ผลก็คือเกมรุกของเราไม่สามารถเซ็ตบอลในแดนกลางได้ เพราะเหลือเพียง ชนาธิป, ธีรศิลป์ และ ศุภชัย เท่านั้นที่พร้อมเล่นเกมรุก เวลาที่ เจ ได้บอล ทางเลือกในการเล่นมีน้อย เพราะตัวริมเส้นของไทยไม่มีคนเติมขึ้นมาสนับสนุนเหมือนครึ่งแรก ขณะที่ มุ้ย กับ อาร์ม ก็พลิกหันหน้าหาประตูยากมาก เพราะการเซ็ตบอลของไทยจากแดนกลางไม่มี ต้องอาศัยวิ่งถ่างมารับบอลด้านข้างหรือแถวสอง ซึ่งพื้นที่การเล่นอยู่ห่างจากปากประตูของจีน โอกาสสับไกยิงจึงแทบไม่มี

อีกจุดที่ ลิปปี้ มองเห็นคือ กองหลังของไทยมีปัญหากับการรับมือการครอสบอลที่หลากหลายจากริมเส้น กองหลังไทยจะสกัดได้หากมีโอกาสหันหน้าหาบอลและเห็นทิศทางการเคลื่อนที่ของคู่ต่อสู้ แต่หากจีนใช้วิธีคัทแบ็ค, เออร์ลี่ครอส, หรือหักเข้าในแล้วค่อยครอส, กองหลังไทยจะหลุดตัวประกบและมองแต่บอล ปัญหานี้โค้ชก็ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น เพราะต้องเกิดจากการฝึกฝนมาของนักเตะแต่ละคน

การเปิดบอลจากแนวลึกไปในไลน์หลังแบ็ค ระหว่างกองหลังกับผู้รักษาประตูของไทย ก็เป็นวิธีที่ ลิปปี้ เลือกใช้บ่อยครั้งตั้งแต่เริ่มเกม เพราะมองว่ากองหลังของไทยเคลื่อนตัวได้ช้ากว่าแนวรุกของจีน รวมถึงจังหวะการเก็บตกในระยะ 20-30 หลา ไทยไม่สามารถเก็บบอลได้ เพราะผู้เล่นจีนเคลื่อนที่เพรสซิ่งแดนกลางของไทยได้เร็วขึ้นในครึ่งหลัง ไม่เปิดโอกาสให้คิดก่อนเล่น ทำให้บอลไปถึงข้างหน้าไม่ได้เลย

การเปลี่ยน อาร์ม ออกแล้วแทนที่ด้วย ชนานันท์ นอกจากเรื่องใบเหลืองที่ติดอยู่ ผมมองว่าโค้ชต้องการให้มีคนมาเชื่อมบอลด้านข้าง เพราะ ทู สามารถเล่นเป็นกองหน้าริมเส้นได้ จะได้ลงมาช่วยเกมรับทางด้านข้างเพื่อซัพพอร์ทกับอุ้ม แต่ก็ไม่ได้ผลมากนักเพราะบอลยังไปตายในไลน์บนเหมือนเดิม แถมการเปลี่ยนลงมานั้นเป็นช่วงสำคัญที่จีนกำลังโหมหนัก และ ทู เองยังปรับตัวเข้ากับจังหวะเกมไม่ได้มากนัก จนเป็นเหตุให้เชปของทีมมีปัญหา เหตุผลก็คือตัวเล่นเกมรุกเราเหลือน้อย ยิ่งตอนจีนส่งเบอร์ 16 มาเล่นริมเส้นฝั่งซ้ายอีกคน เป็นการกดโดไม่ให้มีโอกาสที่จะเติมถึงสุดเส้นได้อีก


เชื่อว่าโค้ชโต่ยและโค้ชโชคก็รู้ แต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้มาก เพราะตัวเลือก 23 คนไม่มีปีก ทางที่พอมีก็คือเปลี่ยนมาเล่น 4-4-2 ก็คงต้องส่ง กรกช ลงมาแทนกลางซักคน จับมิก้าไปยืนแบ็คขวา แล้วเอาอุ้มกับโด ไปยืนปีกเต็มตัว 


แต่การตามหลัง 1 ประตู โค้ชอาจจะมองว่าถ้าเปลี่ยนฟอร์เมชั่นไปเลย นอกจากจะเสียสมดุลแล้ว หลังแค่2 คนคงโดนจีนโยนบอมบ์เข้าใส่จนโงหัวไม่ขึ้นอยู่ดี เลยยึดระบบเดิม แล้วเสี่ยงให้ โด ขึ้นมาเติมข้างเดียว และปรับให้ มิก้า มายืนซ้อนแทน ซึ่งช่วงท้ายๆ ไทยก็ปรับมาเล่น 4-5-1

ผลจากการแพ้ในเกมนี้ ทำให้มองว่า ไทยเรามีทีเด็ดในเรื่องอินดิวิดวล แต่การเล่นเป็นกลุ่มยังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก เพราะขีดจำกัดในการสร้างเกมอยู่ที่ผู้เล่นเพียง 3-4 คนเท่านั้น หากปิดได้สัก 2 คน ไทยก็จะลดพิษสงไปมาก นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ไทยไม่สามารถไปไกลเกินกว่านี้ได้

เหนือสิ่งอื่นใดความพ่ายแพ้ในเกมนี้คงจะนับเป็นความล้มเหลวไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าเราเป็นรองจีนแทบทุกด้าน แน่นอนล่ะ เมื่อคนเรามีความหวัง สุดท้ายก็ย่อมมีทั้งสมหวังและผิดหวัง ในความผิดหวังนั้น แต่ละคนมีกลไกการแสดงออกที่ต่างกันออกไป บางคนยอมรับได้เพราะบอลไทยแพ้ไม่ได้ทำให้โลกแตก ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป  แต่บางคนก็เลือกใช้วิธีหาคนผิดมารองรับอารมณ์

แต่สำหรับคำว่าทีมชาตินั้น เชื่อเถอะว่าไม่มีใครอยากเป็นจุดอ่อน หรือเป็นสาเหตุให้ทีมแพ้ นักกีฬาพยายามเต็มที่เท่าที่ศักยภาพของตัวเองสามารถทำได้แล้ว ทุกคนย่อมมีทั้งวันที่ดีและไม่ดี ผมไม่ได้จะแนะนำให้ใครโลกสวยหรือคิดต่าง การตำหนิติเตียนเป็นเรื่องปกติ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีขอบเขต คงไม่ต้องบอกว่าขอบเขตคืออะไร เอาเป็นว่าจะด่าจะว่าอะไรก็เชิญ แต่ควรอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ใช่ก้าวล่วงลุกล้ำไปในพื้นที่ของคนอื่น 

หรือจะต้องให้มีเคสตัวอย่างสักครั้ง เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เกรียนคีย์บอร์ดที่สำเร็จความใครผ่านตัวอักษรจะได้เพลาลงบ้าง และรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นมากกว่านี้ 

ถ้าถูกใครด่า หรือใส่ร้ายผ่าน Facebookก็ฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ด้วยกฏหมายมาตรา ๓๒๘ ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท 

เอาเป็นว่า ขอให้แต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเอง กองเชียร์มีหน้าที่เชียร์ จะผิดหวังหรือสมหวังจะด่าจะว่ายังไง เราก็เป็นคนไทยตั้งแต่เกิดไปจนตาย พอบอลเตะก็เชียร์อยู่ดี ผมเชียร์ลิเวอร์พูล ผิดหวังมา 20 ปียังไม่เคยไปตามด่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตอนที่ลื่นล้มเลย (555) เต็มที่ก็แค่สบถดังๆ ออกมาแค่นั้นแหละ ยังไงขอให้ทุกคนเชียร์กีฬาให้มีความสุข อย่าเอาความทุกข์มาใส่สมองกันอีกเลยครับ

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด