:::     :::

พ่อค้าแข้งที่เคยเล่นให้ทั้งผี-หงส์

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
3,521
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ศึกแดงเดือดในวันอาทิตย์ นอกจากจะเป็นเกม "ล้างตา" ของฝั่ง แมนเชสเชอร์ ยูไนเต็ด ที่พ่ายแพ้ในเกมแรกที่พบกันในซีซั่นนี้ ยังมีแชมป์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เป็นเดิมพันอีกด้วย

         ชัยชนะ 3-1 ในเกมแรกที่แอนฟิลด์ยังคงติดตาบรรดา "เร้ด เดวิลล์" มิรู้ลืม หลังจากที่ต้องทนนั่งดูทีมรักโดนคู่ปรับไล่กดอยู่ข้างเดียวจนโงหัวไม่ขึ้น สุดท้าย โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ไปในที่สุด

         แต่ครั้งนี้มีสิ่งที่เปลี่ยนไปมากหลาย "ปีศาจแดง" สลัดคราบเกมน่าเบื่อของ มูรินโญ่ ออกไปจนสนิท ทดแทนด้วยเกมรุกในแบบฉบับของยูไนเต็ดภายใต้การนำของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ช่วยให้แฟนบอลกลับมากระชุ่มกระชวยหัวใจอีกครั้ง

         เทรนเนอร์ชาวนอร์เวย์พาทีมจากที่อยู่อันดับ 6 พร้อมคำเย้ยหยัน "ชนะไปอันดับก็ไม่เปลี่ยน" จนกระโดดขึ้นมารั้งอยู่ในท็อปโฟร์ของตารางได้สำเร็จ แม้อาจจะยากเกินไปที่จะก้าวไปถึงขั้นลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่พื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกถือเป็นเป้าหมายที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

         กำลังใจมาเต็มแม้จะพ่ายแพ้ในเกมยุโรปคารังต่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง แต่ชัยชนะเหนือ เชลซี ในเอฟเอ คัพแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากความพ่ายแพ้นัดแรกภายใต้เจ้านายขัดตาทัพ


         ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" ต้องยอมรับว่าอยู่ในภาวะกดดันในเกมนี้ที่ต้องมีแต้มติดมือเพื่อกลับไปนำเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง หลังเสียตำแหน่งให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คะแนนเท่ากัน แต่ประตูได้-เสียดีกว่า

         ซึ่งอันที่จริงแล้วคะแนนเดียวดูแล้วน่าจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำกับเส้นทางลุ้นแชมป์ ที่ดูเหมือนว่ากำลังใจตอนนี้จะเทไปอยู่ฝั่งสีฟ้ามากกว่า 

         แต่สำหรับสาวกปีศาจแดงแล้วคงไม่มีอะไรมีความสุขมากกว่าการได้เป็นหนึ่งในทีมที่ "ขัดขา" ไม่ให้คู่แข่งตลอดการรายนี้ไปถึงเป้าหมายแชมป์ลีกหลังครั้งสุดท้ายที่ได้ชูโทรฟี่แชมป์ลีกต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 1990 

         มันจะเป็นแดงเดือดที่น่าจะ "เดือด" อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ช่วงที่ผ่านมามีหลายต่อหลายเกมที่เล่นกันอย่างน่าเบื่อ

         วันนี้จะพาย้อนกลับไปดูนักเตะที่เคยเล่นให้ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ซึ่งแฟนบอลทั้งสองทีมคงจดจำกันได้เป็นอย่างดี

ไมเคิ่ล โอเว่น

ลิเวอร์พูล : 1996-2004

แมนฯ ยูไนเต็ด : 2009-2012

                

         หนึ่งในนักเตะสุดรักสุดหวงของ ลิเวอร์พูล จากเด็กปั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ สามารถเรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดเท่าที่สโมสรเคยมีมาเลย

         ไมเคิ่ล โอเว่น อยู่กับ "หงส์แดง" มาตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีก่อนค่อยพัฒนาจนก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่และเป็นดาวยิงอันตรายที่หาตัวจับยาก แม้แต่แฟนบอลผีแดงยังรู้สึกอิจฉาที่คู่ปรับตลอดกาลมีกองหน้าแบบนี้อยู่ในทีม

         โดยเฉพาะในปี 2000/01 ที่พาทีมกวาด 3 แชมป์บอลถ้วยทั้งเอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ ยูฟ่า คัพ (เดิม) จน โอเว่น ก้าวไปคว้าตำแหน่งบัลลง ดอร์มาครองอย่างยิ่งใหญ่

         แต่สุดท้ายเจ้าตัวตัดสินใจลาทีมไปค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด ในปี 2004 สร้างความโกรธเคืองให้สาวก "เร้ด แมชชีน" ไม่น้อย ซึ่้งปีเดียวกันนั้นเอง ลิเวอร์พูล ก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สร้างความสะใจให้แฟนบางกลุ่มที่ โอเว่น ไม่ได้แชมป์กับทีม


         แต่เพียงปีเดียวที่สเปนกับความล้มเหลวจะต้องระหกระเหินกลับอังกฤษมาอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล แต่ก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่บ่อยครั้งจนแทบไม่ได้ช่วยทีมก่อนที่จะหมดสัญญาและทำในสิ่งที่ช็อคแฟนบอล "หงส์แดง" ด้วยการเลือกย้ายมาสวมเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2009 แถมยังได้สวมเสื้อหมายเลข 7 ซึ่งถือเป็นตำนานของทีมอีกด้วย

         แม้จะเป็นแค่สำรองในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่เจ้าตัวก็มีสิ่งที่ทำให้แฟนหงส์เห็นแล้วเจ็บจี๊ด นั่นก็คือการคว้าโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษที่ ลิเวอร์พูล รอคอยมาอย่างยาวนานถึงทุกวันนี้

         มันคือสิ่งที่สะใจแฟนบอล "ปีศาจแดง" มากกว่าอะไรอีกแล้ว

พอล อินซ์

แมนฯ ยูไนเต็ด : 1989-1995

ลิเวอร์พูล : 1997-1999

        

         พอล อินซ์ ถือเป็นนักเตะตัวหลักที่ทำผลงานได้ดีทั้งสมัยที่ค้าแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล เลยทีเดียว

         อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษย้ายจาก เวสต์แฮม มาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1989 ถือเป็นช่วงบุกเบิกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สมัยที่ยังไม่มียศนำหน้า อินซ์ ถือเป็นกองกลางพันธุ์ดุประสานงานกับ ไบรอัน ร็อบสัน ได้อย่างดีเยี่ยม

         จากแชมป์เอฟเอ คัพในปี 1990 เป็นตัวปลดล็อคให้ "ปีศาจแดง" คืนความยิ่งใหญ่ก่อนตามมาด้วยแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 26 ปีในฤดูกาล 1992/93 ก่อนจะช่วยทีมคว้า "ดับเบิ้ลแชมป์" ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพในปี 1993/94 

         29 ประตูจาก 281 เกม ทำให้ อินซ์ เป็นหนึ่งในกองกลางคนสำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงจากยุค "คลาส ออฟ 92" ทำให้เจ้าตัวโดนขายให้กับ อินเตอร์ มิลาน แต่แค่สองปี อินซ์ ก็กลับมาโลดแล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นฝั่ง ลิเวอร์พูล


         อินซ์ ถือเป็นแกนนำพวกเด็กหนุ่มกลุ่ม "สไปซ์ บอยส์" อันเลื่องชื่อของฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่มี เจมี่ เร้ดแน็ปป์, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, สตีฟ แม็คมานามาน และ เจสัน แม็คเคเทียร์ 

         แม้จะได้รับความไว้วางใจถึงขั้นสวมปลอกแขนกัปตันทีม แต่ พอล อินซ์ ก็ไม่สามารถพาทีมได้แชมป์รายการไหนเลย และอยู่กับทีมเพียง 2 ฤดูกาลฝากผลงาน 17 ประตูจาก 81 เกมก่อนย้ายไปเล่นกับ มิดเดิ้ลสโบรช์, วูล์ฟแฮมป์ตัน, สวินดอน และ แม็คเคิ่ลสฟิลด์ ก่อนแขวนสตั๊ดไปในปี 2007 ซึ่งถ้วยรางวัลในอาชีพมาจากการค้าแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งหมด

ปีเตอร์ เบียดสลี่ย์

แมนฯ ยูไนเต็ด : 1982-1983

ลิเวอร์พูล : 1987-1991


         ปีเตอร์ เบียดสลี่ย์ ไม่เพียงเคยค้าแข้งกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล เท่านั้น เขายังเคยเล่นกับ เอฟเวอร์ตัน อีกด้วย

         แน่นอนว่าภาพจำส่วนใหญ่ของตัวรุกทีมชาติอังกฤษรายนี้ไม่ ลิเวอร์พูล ก็เป็น นิวคาสเซิ่ล แต่ในช่วงต้นของอาชีพค้าแข้ง เขาเคยอยู่กับ "ปีศาจแดง" มาก่อนในช่วงปี 1982-83

         แต่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เจ้าตัวได้ลงเล่นแค่เกมเดียวในฟุตบอลถ้วยก่อนย้ายไปสร้างชื่อเสียงกับ นิวคาสเซิ่ล และจากการประสานงานในแดนหน้ากับ เควิน คีแกน ตำนานนักเตะของ "หงส์แดง" ก็ปลุกปั้นให้ เบียดสลี่ย์ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีชื่อเสียงของวงการลูกหนังแดนผู้ดี

         กระทั่งในปี 1987 ลิเวอร์พูล ก็ดึงตัวมาร่วมทีมพร้อมกับ จอห์น บาร์นส์ และทั้งคู่ก็ช่วยให้พา "หงส์แดง" ตีปีกถึงตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่น 1 (เดิม) พร้อมผลงาน 15 ประตูจาก 38 เกม 

         นอกจากนี้ในปีถัดมายังพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ และในปี 1989/90 จะพาทีมซิวแชมป์ลีกอีกสมัย ซึ่งถือเป็นแชมป์ลีกหนล่าสุดของทีมจนถึงวันนี้

         เบียดสลี่ย์ ฝากผลงาน 61 ประตูจาก 175 เกมในถิ่นแอนฟิลด์ ก่อนย้ายไป เอฟเวอร์ตัน และอีกหลายทีมกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี 2000 ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เหล่าแฟนหงส์เคารพรักเป็นอย่างดีด้วย

ทอม ชอร์ลตัน

ลิเวอร์พูล : 1904-1912

แมนฯ ยูไนเต็ด : 1912-1914

                        

         นักเตะคนแรกที่ย้ายทีมโดยตรงของทั้งสองทีมสโมสร เชื่อมั่นใด้เลยว่าในสมัยนั้นความเป็นอริของทั้งสองสโมสรไม่ได้รุนแรงเหมือนปัจจุบันแน่นอน

         จะเรียกได้ว่า ทอม ชอร์ลตัน ถือเป็นแข้งในยุคบุกเบิกของสโมสรก็ได้หลังจากก่อตั้งในปี 1892 ดยหลังจากเริ่มต้นอาชีพกับ สต๊อคพอร์ท ตามด้วย แอคคริงตัน ก็ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล

                                                                

         ระยะเวลา 8 ปี กับ "หงส์แดง" ชอร์ลตัน ลงเล่นไป 117 เกม ยิงไป 8 ประตู สำหรับนักเตะในตำแหน่งกองหลังก็ถือว่าใช้ได้

         หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายตรงสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1912 แต่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนักกระทั่งอำลาทีมในปี 1914 ไปอยู่กับ สตาลี่ย์บริดจ์ เซลติก กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลต้องหยุดไป

ฟิล ชิสนาลล์

แมนฯ ยูไนเต็ด : 1959-1964

ลิเวอร์พูล : 1964-1967

                        

         นักเตะคนสุดท้ายที่ย้ายทีมโดยตรงของทั้งสองสโมสรนี้ เป็นการย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล 

         ชิสนาลล์ เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับ "ปีศาจแดง" แต่ไม่นับว่าประสบความสำเร็จนัก ตลอดระยะเวลา 5 ปีลงสนามให้ทีมเพียง 47 เกม ยิงไป 10 ประตู ในฐานะกองหน้าสมัยนั้นถือว่าค่อนข้างน้อย

         ในปี 1964 ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทีมของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ จ่ายเงิน 25,000 ปอนด์ เพื่อดึงตัวไปร่วมทีม แต่เวลา 3 ปีกับ "หงส์แดง" ยังแย่ยิ่งกว่าเป็นเพียงแค่ตัวสำรองไม่อาจสอดแทรกเข้าไปอยู่ในทีมตัวจริงที่มียอดนักเตะอย่าง เอียน เซนต์ จอห์น, โรเจอร์ ฮันท์, เอียน คัลลาแกน และ ปีเตอร์ ธอมสัน ได้เลย

         ผลงาน 1 ประตูจากการลงเล่น 6 เกม ทำให้ในที่สุดเจ้าตัวโดยขายต่อให้กับ เซาธ์เอนด์ ในปี 1967 ก่อนย้ายไป สต๊อคพอร์ท และแขวนสตั๊ดไปในปี 1972


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด