:::     :::

5 เหตุผลที่ลิเวอร์พูลระเบิดฟอร์มเอาชนะมาริบอร์ 7-0

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
9,300
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ลิเวอร์พูลสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นทีมที่ยิงประตูในฐานะทีมเยือนได้มากที่สุด ชัยชนะเหนือมาริบอร์ 0-7 จะเป็นจุดเปลี่ยนในฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ ??

ชัยชนะ 0-7 ต่อเอ็นเค มาริบอร์ แชมป์ลีกสโลเวเนียของลิเวอร์พูล ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกขึ้นอีกครั้ง โดยสถิติที่ว่าก็คือ ชัยชนะของทีมเยือนต่อทีมเหย้าที่ชนะสกอร์ขาดที่สุด !! ขยี้ตา 3 ที่ !! ใช่ครับ นี่คือ ลิเวอร์พูล ทีมที่ ณ เวลานี้ใช้โอกาสเปลืองมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลที่สร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้มากครั้งกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ยิงได้น้อยกว่าเกือบ 20 ประตู ลิเวอร์พูลทีมที่แผงหลังมักจะแจกโชคให้กับคู่แข่งอยู่เสมอ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ ถึงทำให้กลายเป็นทีมที่มีเกมรุกดุดันที่สุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สัปดาห์ที่ 3 วันนี้เราจะมาดู 5 เหตุผลว่าทำไมลิเวอร์พูลถึงกลับมาเป็น "เครื่องจักรสีแดง" กัน




1 ได้ประตูเร็วก็อุ่นใจ


ลิเวอร์พูลได้ประตูนำทีมเจ้าบ้านตั้งแต่นาทีที่ 3 ด้วยเหตุนี้เจ้าบ้านอย่่างมาริบอร์ไม่สามารถใช้แทกติกแสลงของทีมเยือนอย่างการตั้งรถบัส 2 ชั้น เน้นรับแล้วสวนกลับกับลิเวอร์พูลได้ กลายเป็นมาริบอร์ที่ต้องเปิดเกมรุกแลก แบบนี้ก็เข้าทางลิเวอร์พูลสิครับ และยิ่งมาได้ลูกที่ 2 ในนาทีที่ 13 ของการแข่งขัน ทีนี้แหละยิ่งมั่นใจแล้ว มาริบอร์เองก็ไม่มีอะไรจะเสียต้องเปิดเกมแลกกับลิเวอร์พูลอย่างเดียว ผลลัพธ์เลยออกมาอย่างที่เห็น ต้องขอบคุณ 2 ประตูที่ได้มาเร็วจริงๆที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลปลดล็อกได้




2 เจมส์ มิลเนอร์


ประเด็นนี้จะไม่พูดถึงไม่ได้ การลงสนามของเจมส์ มิลเนอร์ แทนจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เซอร์ไพร์สแฟนบอลเดอะ ค็อป กันมาก เพราะก่อนเกมไม่มีข่าวออกมาเลยว่าคล็อปป์จะดรอปกองกลางกัปตันทีมไว้เป็นแค่ตัวสำรอง เมื่อมิลเนอร์ลงสนามมาทำให้เอมเร่ ชาน ต้องถอยกลับไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ เปิดทางให้มิลเนอร์ได้เล่นตรงกลางตามถนัด และก็เป็นมิลเนอร์นี่เองที่โชว์ฟอร์มจนสาวกลิเวอร์พูลต้องปรบมือให้ เพราะนอกจากจะช่วยจ่ายให้คูตินโญ่ทำประตูที่ 2 ได้แล้ว ตลอดทั้งเกม มิลเนอร์ในวัย 31 ปี วิ่งทำเกมให้กับลิเวอร์พูลได้อย่างไร้ที่ติ จนสื่อหลายสำนักต่างยกให้เจมส์ มิลเนอร์ นี่แหละเป็นแมน ออฟ เดอะ แมทซ์ ประจำเกมนี้ไป น่่าสนใจว่าด้วยฟอร์มแบบนี้ ในเกมหน้าที่ลิเวอร์พูลต้องออกไปเยือนท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ ในพรีเมียร์ลีก เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังจะไว้ใจส่งมิลเนอร์ลงสนามอีกหรือไม่ หรือจะกลับไปนั่งสำรองตามเดิม ?




3 ซาล่าห์  ฟีร์มิโน่  คูตินโญ่


ในวันที่โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เข้าฟอร์ม ยากที่ใครจะหยุดได้ แม้จะเป็นกองหน้ากึ่งปีกที่ใช้โอกาสเปลืองมากในการทำประตู แต่ด้วยความเร็วที่จัดจ้านของซาล่าห์สามารถทำให้โอกาสไม่มีอะไรสามารถได้ลุ้นได้ อย่างเช่นประตูแรกในนาทีที่ 3 ที่เป็นซาล่าห์อาศัยความเร็วในการบี้กับกองหลังมาริบอร์จนเกิดความผิดพลาด เข้าไปผ่านให้กับฟีร์มิโน่ชาร์ทจ่อๆเผาขนเป็นประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 2 ประตูในเกมนี้จากซาล่าห์ยังทำให้เจ้าตัวยิงไปแล้วถึง 8 ประตู จากการลงสนามให้กับลิเวอร์พูลเป็นนัดที่ 13 ถือว่าเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในเวลานี้ 


เช่นเดียวกันกับ 2 คู่หูบราซิลอย่างฟีร์มิโน่ และคูตินโญ่ ที่นับวันนับดีคืน เกมนี้ทั้งคู่ก็สามารถทั้งยิงและจ่ายได้ เรียกความมั่นใจกลับมาได้อย่างเต็มเปี่ยม การผสานงานของทั้ง 3 คนจึงถือว่าน่าจับตามากกว่า เมื่อสามารถหาส่วนผสมที่ลงตัวได้แล้ว สเตปต่อไปที่ทั้ง 3 บวกกับอีกคนที่เจ็บอย่าง ซาดิโอ มาเน่ จะทำผลงานได้ดีขนาดไหน นี่คือสิ่งที่แฟนๆลิเวอร์พูลทั่วโลกต้องลุ้นกันครับ




4 เกมรับเริ่มกลับมา


ผลงานของลิเวอร์พูล 7 นัดหลังสุดรวมบอลลีกและบอลถ้วย ไม่มีนัดไหนเลยที่ไม่เสียประตูให้กับคู่แข่ง จนกระทั่งเกมล่าสุดในลีกที่ต้อนรับการมาเยือนของคู่ปรับสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่มีเกมรุกอันตรายอันดับที่ 2 ของลีก ซึ่งแม้มูรินโญ่จะวางหมากมาเน้นรับลึกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในจังหวะสำคัญๆเกมรับของลิเวอร์พูลก็สามารถรับมือกับความอันตรายของแผนเกมรุกแมนฯ ยูไนเต็ดได้ดี ตรงนี้เป็นแรกใจและเป็นเครื่องกระตุ้นสำคัญให้กับเกมรับลิเวอร์พูลได้ดี ถ้าสามารถรับมือเกมรุกของแมนฯ ยูไนเต็ดได้ คงไม่กลัวเกมรุกของมาริบอร์แน่นอน 




5 นี่คือมาริบอร์


ด้วยความเคารพต่อแชมป์ลีกสโลเวเนีย แต่มาริบอร์วันนี้ ไม่ว่าเหลี่ยมไหน มุมไหน ไม่สามารถต่อกรกับลิเวอร์พูลได้เลย ผู้เล่นมาริบอร์ทั้งทีมจ่ายบอลรวมกันแค่ 345 ครั้ง น้อยกว่าลิเวอร์พูลเกินครึ่ง (767 ครั้ง) ไม่ต้องพูดถึงเปอร์เซนต์การครอบครองบอลที่เล่นในบ้านตัวเองแท้ๆ แต่กลับครองบอลได้แค่ 34% เท่านั้น นี่ไม่ใช่มาริบอร์ทีมที่เคยยันเสมอทีมแกร่งอย่างเชลซีในสนามแห่งนี้ได้เมื่อ 3 ปีก่อน แต่เป็นมาริบอร์ที่หัวตก โดนเกมเพรสซิ่งกดดันจนเล่นผิดพลาดไปหมด ผลลัพธ์เลยออกมาอย่างที่เห็น น่าสนใจว่าอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าที่จะต้องไปเยือนแอนฟิลด์ มาริบอร์ทีมนี้ จะเป็นอย่างไร แต่หากยังเล่นได้เท่านี้ คงไม่ต้องบอกว่าสภาพออกมาจะเป็นอย่างไร




ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด