:::   03:58 - ผลลีก เอิง : ลียง แพ้ เปแอสเช 0-1, อองเช่ร์ ชนะ แซงต์ เอเตียน 4-1, แรนส์ เสมอ ลีลล์ 1-1   :::   03:51 - ผลลาลีกา : เซบีย่า แพ้ เรอัล มาดริด 0-1, แอธเลติก บิลเบา ชนะ อลาเบส 2-0, บาเลนเซีย เสมอ เลกาเนส 1-1, เอสปันญ่อล แพ้ เรอัล โซเซียดาด 1-3, เคตาเฟ่ ชนะ มายอร์ก้า 4-2   :::   03:37 - ผลกัลโช่ เซเรีย อา : ลาซิโอ ชนะ ปาร์ม่า 2-0, อตาลันต้า เสมอ ฟิออเรนติน่า 2-2, โบโลญญ่า แพ้ โรม่า 1-2, เลชเช่ แพ้ นาโปลี 1-4, ซามพ์โดเรีย ชนะ โตริโน่ 1-0, ซาสซูโอโล่ ชนะ สปาล 3-0   :::   02:53 - ผลเบลเยียม เฟิร์ส ดิวิชั่น เอ : ซูลเต้ วาเรเกม เสมอ เกนท์ 2-2, คลับ บรูช ชนะ อันเดอร์เลชท์ 2-1, สตองดาร์ ลีแอช ชนะ อูเปน 3-0   :::   01:58 - ผลปอร์ตูกัล ลีกา โนส : ทอนเดล่า แพ้ กิมาไรส์ 1-3, เซตูบัล เสมอ ปอร์ตีโมเนนเซ่ 0-0, กิล วิเซนต์ เสมอ เบาวิสต้า 0-0   :::

แต้มหล่นอีกแล้ว

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2562 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
629
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
จากผลงานอันย่ำแย่อย่างต่อเนื่องของทีมในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่าง สเปอร์ส เริ่มทำให้เหล่าบรรดาทีมที่ต้องการเบียดขึ้นไปอยู่ในท็อปโฟร์เริ่มมีความหวังกันมากขึ้นกว่าเดิม

เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล จากที่เบียดแย่งอันดับ 4 เพียงแค่พื้นที่เดียวเท่านั้น "เค้ก" ชิ้นนี้เริ่มมีทีท่าว่าจะมีให้ได้ลุ้นกันเพิ่มอีกหนึ่งพื้นที่ จากหนึ่งเดียวต้องแย่งกันสามทีมมาเป็นสองอันดับกับสี่ทีม ก็ถือว่าเปอร์เซ็นต์ของแต่ละทีมถูกเพิ่มมากขึ้น

ภายหลังความพ่ายแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมคาราบาว คัพ ทัพ "สิงห์บลูส์" แสดงให้เห็นแล้วว่าสปิริตในทีมที่ดูเหมือนจะแตกออกกลับเหนียวแน่นมากกว่าเดิมอย่างที่นักเตะในทีมต่างออกมาพูดกัน เพราะหลังจากนั้นทีมคว้าชัยสามเกมรวดทั้งในลีกและยูโรปา ลีก โดยเฉพาะการเอาชนะคู่แข่งโดยตรงอย่าง สเปอร์ส มาได้

2 คะแนนที่ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ 5 แต้มที่ตามหลัง "ไก่เดือยทอง" (ก่อนเริ่มเกมวันอาทิตย์) กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้วในตอนนี้สำหรับพลพรรคสีน้ำเงินแห่งกรุงลอนดอน


แต่นั่นก็หมายความว่าทีมก็ต้องไม่ปล่อยให้โอกาสที่ลอยมาหลุดมือไปหรือไปพลาดแบบไม่ควรจะพลาดเหมือนในเกมพ่าย บอร์นมัธ, แพ้ เลสเตอร์ หรือเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน ให้เกิดขึ้นอีก

รวมถึงคู่แข่งในเกมนี้, วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ บุกไปพ่ายมาในเกมแรกที่ทั้งคู่พบกันที่โมลินิวซ์ กราวน์ด 1-2 เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม

เพราะจาก 4 เกมที่กล่าวมา มองจากความเป็นจริง เชลซี ควรได้ 12 คะแนนเต็ม ไม่ใช่แค่แต้มเดียว ไม่อย่างนั้นทีมก็คงนั่งสบายใจอยู่ในอันดับ 3 ของตารางไปแล้ว แถมยังจะแอบลุ้นถึงแชมป์ได้เลยด้วย

ดาวิด ลุยซ์ ได้กลับมาจับคู่กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ อีกครั้ง หลังจากที่สองเกมที่ผ่านมาทั้งคู่สลับกันเล่นโดยมี อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่ได้ลงเล่น แบ็คซ้าย เอแมร์ซอน ได้ออกสตาร์ทตัวจริงหลังจาก มาร์กอส อลอนโซ่ ได้เล่นในบอลยุโรป ส่วนทางขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ประจำการณ์


แดนกลาง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่เล่นเป็นสำรองในเกมยุโรปกลับมาเป็นตัวจริงร่วมกับ จอร์จินโญ่ และ มาเตโอ โควาซิช เช่นเดียวกับเกมรุก เอแด็น อาซาร์ ที่ได้พักมาเต็มๆรวมถึง กอนซาโล่ อีกวาอิน กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ส่วนอีกคนเป็น เปโดร โรดริเกซ ผู้รักษาประตู เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ทำหน้าที่ตามปกติแล้ว

เกมที่แทบจะครองบอลบุกอยู่ข้างเดียวตลอดครึ่งแรกของ เชลซี แทบไม่ได้สร้างโอกาสทำประตูแบบเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการประสานงานที่มีให้เห็นน้อยมาก

ที่ผ่านมาก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วยามที่ "สิงห์บลูส์" ได้บอล เกือบ 90% ผู้เล่นมักจะมองหา เอแด็น อาซาร์ ก่อนใคร ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าตัวเก่งแบบนี้ย่อมต้องโดนคู่แข่งคอยตามไม่ต่ำกว่า 2 คน แม้ว่าจะสามารถดึงตัวประกบออกมาได้ แต่ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพของเพื่อนยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

โดยเฉพาะในแดนกลางที่แทบไม่เข้าเติมขึ้นมาช่วยแถวสองเท่าไรนัก ทีเด็ดจากจังหวะยิงไกลแทบไม่มีให้เห็น เพราะดูจากรายชื่อสามมิดฟิลด์ จอร์จินโญ่ ยืมต่ำ, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไม่ใช่นักเตะประเภทยิงไกลอยู่แล้ว ส่วน มาเตโอ โควาซิช ตั้งแต่ย้ายมาเล่นกับทีมยังยิงประตูไม่ได้เลย


ดูเหมือนว่าการได้ กอนซาโล่ อีกวาอิน ทำให้ทีมมีคนยืนค้ำอยู่ข้างหน้า แต่คนที่คอยประสานงานกับ เอแด็น อาซาร์ นั้นไม่มี

ก่อนหน้านี้คนที่คอยสอดประสานกับสตาร์ทีมชาติเบลเยี่ยมได้อย่างลงตัวมาตลอด ก็คือ มาร์กอส อลอนโซ่ แต่ด้วยผลงานที่ย่ำแย่ในช่วงหลังทำให้เจ้าตัวเริ่มโดนโห่จากแฟนบอลและมีกระแสเรียกร้องให้ถอดออกจากตำแหน่งตัวจริง ซึ่ง เอแมร์อน ที่ลงเล่นแทนก็ทำได้ดี เพียงแต่การเข้าขารู้ใจยังเป็นรองอยู่

นั่นทำให้ "ภาระ" ในเกมรุกแทบจะไปตกอยู่ที่ เอแด็น อาซาร์ เพียงคนเดียว ซึ่งตลอดครึ่งแรกแสดงให้เห็นเลยว่าเจาะโซนรับอันแข็งแกร่งของ วูล์ฟส์ ไม่เข้า การเปิดบอลจากทางด้านข้างทั้งสองฝั่งก็ออกแนวทิ้งขว้างไปซะมากกว่า

การครองบอลบุกใส่ตลอด 45 นาทีแรกเลยไม่ได้มีอะไรให้แฟนๆได้เสียวอะไรมากนัก จนนำมาซึ่งเสียงโห่หลังสิ้นเสียงนกหวีดดังจาก ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ 


ออกสตาร์ทครึ่งหลังเกมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง บอลอยู่ในการครอบครองของเจ้าถิ่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือสกอร์บอร์ดทำงานครั้งแรกเกือบหนึ่งชั่วโมงของเกม ทว่ากลับเป็นของทีมเยือนที่ได้โอกาสครั้งแรกและก็ได้ประตูจากจังหวะสวนกลับทีเดียวที่กองหลัง เชลซี ดันเกมสูงถึงครึ่งสนาม สุดท้ายโดน ราอูล ฮิเมเนซ ที่ประสานงานกับ ดีโอโก้ โชต้า ก่อนยิงบอลติดบล็อค เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่พยายามมาช่วยป้องกัน บอลผ่าน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เข้าไป

ต้องปรบมือให้กับทาง "หมาป่า" ที่เล่นไม่มากจังหวะเลยและใช้คนในแนวรุกไม่มาก ใช้ความสามารถของนักเตะและช่องโหว่ของเจ้าถิ่นได้อย่างสาสม

เมาริซิโอ ซาร์รี่ ขยับเปลี่ยนตัวสองตัวติดๆให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ลงเล่นแทน มาเตโอ โควาซิช และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ลงแทน เปโดร โรดริเกซ แม้จะไม่มีผิดแปลกอะไรนัก แต่ก็ถือว่าเพิ่มความสดและความห้าวของสองดาวรุ่งลงไป

20 นาทีสุดท้าย ซาร์รี่ เปลี่ยนตัวแบบถูกใจแฟนบอลด้วยการส่ง วิลเลี่ยน ลงมาเล่นแทน จอน์จินโญ่ ถือเป็นการถอดตัวรับแล้วส่งตัวรุกลงไปเพิ่มเพื่อเดินเกมบุกเต็มตัว ส่วนแผนการเล่นก็ไม่ได้พิศดารอะไรแค่ถอย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาเล่นตำแหน่งถนัดในแดนกลาง แต่เกมรุกมีตัวเข้าทำมากขึ้น


แดนหน้าขยับ เอแด็น อาซาร์ เข้าไปยืนข้างในมากขึ้นเพื่อช่วย กอนซาโล่ อีกวาอิน ส่วนริมเส้นก็เป็นหน้าที่ของ วิลเลี่ยน และ ฮัดสัน-โอดอย 

เชลซี โหมหนักมาจริงๆแต่ 11 คนของ วูล์ฟส์ ไปกองอยู่หน้าเขตโทษตัวเองแทบทั้งหมด วิลเลี่ยน ลงมาทำให้ทีมพอมีทีเด็ดจากจังหวะส่องจากนอกกรอบบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะกดสูตรติดอะไรได้บ่อยๆ

แต่สุดท้าย "สิงห์บลูส์" ที่นวดอย่างหนักก็มายิงตีเสมอได้สำเร็จในช่วงทดเจ็บจากลูกเตะมุมสั้นที่ เอแด็น อาซาร์ หาช่องกดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปจนได้

ความหวังเล็กๆที่แฟนเชลซีกระตุ้นทีมอย่างหนักในช่วง 2-3 นาทีที่เหลือไปโดน วูล์ฟส์ ดึงเกมช้าสุดท้ายเกมจบลงด้วยผลเสมอ 


หนึ่งคะแนนอาจจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทีมเยือน แต่เป็นที่น่าผิดหวังของฝั่ง เชลซี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทิ้งโอกาสในการเก็บแต้มในช่วงที่ สเปอร์ส กำลังพลาดและ อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปตัดแต้มกันเอง

เชลซี ทำทุกอย่างที่ควรจะทำ บุกใส่แทบจะข้างเดียว, เปลี่ยนตัวได้ถูกใจแฟนบอล, แนวรุกได้ลงเต็มทีม เพียงแต่มันยังไม่เพียงพอให้ทีมคว้าสามแต้มได้ในเกมนี้เท่านั้น

ถือเป็นอีกครั้งที่การครองบอลไม่ได้ช่วยอะไรในเมื่อจังหวะจบสกอร์ยังไร้ซึ่งความเด็ดขาด หรือแม้กระทั่งเจาะคู่แข่งที่เน้นรับเต็มที่ไม่ได้ โดยเฉพาะแถวสองที่ดูแล้วมีพึ่งพาแค่ เอแด็น อาซาร์ กับ วิลเลี่ยน

เกมนี้โชคดีที่สุดท้ายทีมตามตีเสมอได้ หนึ่งคะแนนก็ยังดีกว่าลงเอยด้วยความพ่ายแพ้

แต่จะให้ว่ากันตามตรงคงต้องบอกว่าทีมทำแต้มหล่นไป 2 คะแนนมากกว่า


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด