:::     :::

กองหน้าตัวเป้า ในแบบฉบับ “ซลาตัน”

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2560 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
7,001
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ช่วงเวลานี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ “โชเซ่ มูรินโญ่” กำลังโดนกระแสกดดัน จากการเล่นแบบเน้นเกมรับ และความปลอดภัยเป็นหลัก

        หนึ่งปัจจัยที่แฟนบอลหลายคนพูดถึง นั่นคือการลำเลียงบอลไปไม่ถึงพื้นที่สุดท้าย โดยเฉพาะกองหน้าตัวเป้าอย่าง "โรเมลู ลูกากู" หากย้อนกลับไปช่วงต้นฤดูกาล กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยม สามารถผลิตสกอร์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่หลังจากนั้น การจบสกอร์ดูเหมือนจะฝืดเคืองไป ส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาต้องรับบทกองหน้าตัวเป้า และถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเกินไป

        บ่อยครั้งที่เราจะเห็นผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบอลยาวจากหลังขึ้นหน้า ทว่าลูกากู ไม่สามารถพัก หรือเก็บบอลได้มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ทีมต้องกลับมาเป็นฝ่ายรับอีกครั้ง ทำให้หลายคนพากันคิดถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิชกองหน้าร่างยักษ์ ที่กำลังอยู่ในช่วงเรียกความฟิต จากอาการบาดเจ็บที่ติดตัวมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

        กระแสข่าวล่าสุด มูรินโญ่ ออกมาเปิดเผยว่า ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติสวีเดน มีอาการดีขึ้นตามลำดับ และอาจกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเร็ววัน ช่วงนี้เราไปดูบทสัมภาษณ์ของซลาตัน กันหน่อย ถึงการเล่นตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ซึ่งเป็นปัญหาที่แฟนบอลปีศาจแดงอยากให้เขากลับมาเติมเต็ม และช่วยซัพพอร์ทรุ่นน้องอย่างลูกากู

การเก็บบอล 

        "กุญแจสำคัญคือ เมื่อคุณได้รับบอลมา คุณต้องอย่าเสียมันไป !!! หากผมถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวในแดนหน้า ผมจะพยายามครอบครองมันไว้ พร้อมกับบังไม่ให้กองหลังเข้าใกล้ ผมจะใช้ส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหลัง และท่อนแขน ซึ่งรวมถึงความแข็งแรง และความสมดุลของร่างกาย"

        "มันเป็นเรื่องสำคัญมาก หากว่าผมสามารถจะเก็บบอลได้ เพื่อนร่วมทีมคนอื่นจะสามารถเติมเกมบุกขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน ผมจะครองบอลจนกว่าเพื่อนร่วมทีมคนใดคนหนึ่งจะมารับบอลต่อได้ หรือไม่ก็ยืนอยู่ในตำแหน่งการเล่นที่ดีกว่า หลังจากนั้น ผมจึงจะผ่านบอลต่อไปให้"

        "อย่างไรก็ตาม หากผมสังเกตว่ามีช่องว่าง ผมก็พร้อมสับไกยิงประตูเองเช่นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า -สัญชาตญาณ- ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักเตะที่มีความเฉลียวฉลาด ในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้องในช่วงเวลานั้น"

การยืนตำแหน่ง

        "ผมพยายามยืนตำแหน่งในจุดที่ตัวเองจะได้รับบอลง่าย บางครั้งผมก็ถอยลงต่ำ เพื่อมาล้วงบอลเอง บางครั้งผมก็วิ่งหาพื้นที่ว่าง เพื่อเป็นการหลอกล่อให้กองหลังฝ่ายตรงข้ามหลุดออกจากตำแหน่งของพวกเขา มันเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับกองกลางของเราสอดขึ้นมาด้วย"

        "ผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมเองไม่ใช่นักเตะที่ชอบวิ่งมั่วซั่ว อย่างไรก็ตาม บางครั้งคุณก็ต้องทำแบบนั้น เพราะมันเป็นการเสียสละเพื่อทีม แม้ว่าคุณไม่มีบอล แต่มันก็เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับเพื่อนคนอื่น"

การรับลูกเปิดจากริมเส้น

        "สิ่งสำคัญในปัจจัยนี้คือ คุณต้องถึงบอลก่อนกองหลังคู่แข่งจะทะยานมาถึง คุณต้องสร้างพื้นที่ให้กับตัวเอง แต่ผมได้คิดว่า ตัวเองไม่ได้เก่งกาจในเรื่องนี้มากนัก คนที่เก่งมากสุดตามมุมมองผมคือ ดาวิด เทรเซเกต์ (อดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และทีมยูเวนตุส)" 

        "สำหรับการเล่นในกรอบเขตโทษ ซึ่งรวมถึงการรอลูกเตะมุม และฟรีคิก ผมยังไม่เคยเห็นใครฉลาดเท่าเทรเซเกต์ เลยนะ มันเหมือนกับว่า เขารู้เสมอว่าบอลจะพุ่งมาในทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นดิน หรือกลางอากาศ สำหรับผมหรอ ? ผมไม่มีสัญชาตญาณขนาดนั้นหรอก บางครั้งผมก็ไปรอบอลที่เสาแรก บางครั้งก็เสาสอง"

การวางแผนล่วงหน้า

        " ผมพยายามคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนที่บอลจะมาถึงเท้า มองตำแหน่งการยืนของเพื่อนร่วมทีม และคู่แข่งไปพร้อมกัน มันต้องใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่มันก็ไม่ได้ผลทุกครั้งไปหรอก อย่างไรก็ตาม นี่คือความแตกต่างระหว่างความคิดของนักเตะชั้นยอด กับนักเตะธรรมดาทั่วไป"


การเอาชนะคู่ปราการหลัง

        "กองหลังมากมาย พร้อมกจะผลัก และดึงคุณ !! คุณต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม และห้ามประมาทอย่างเด็ดขาด ที่พวกเขาทำแบบนี้ เพราะพวกเขาอ่อนแอกว่าคุณนั่นเอง ผมจะบอกอะไรให้นะ ปราการหลังที่เก่งจริงๆ เขาไม่ทำแบบนี้กันหรอก พวกเขาจะเล่นกันแบบยุติธรรม ยกตัวอย่างเช่น เปาโล มัลดินี่ และอเลสซานโดร เนสต้า ถือเป็นกองหลังที่ยากต่อการเผชิญหน้า แต่ผมให้ความเคารพพวกเขาอย่างแท้จริง"

การรับมือเชิงจิตวิทยา

        "กองหลังหลายคน พยายามโจมตีคุณด้วยการกระทำ และวาจาที่เลวร้าย บางคนพาดพิงถึงครอบครัวของผมด้วย พวกเขาด่าทอผมว่า -ไอ้พวกเร่ร่อน- เนื่องจากคุณแม่ของผมเป็นคนโครเอเชีย ส่วนคุณพ่อมาจากบอสเนีย และผมมาเกิดที่สวีเดน แม้ผมจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสวีดิช แบบร้อยเปอร์เซนต์ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับพวกเขาหรอก"

        "ผมไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดเหล่านั้น เพราะกุญแจสำคัญคือ คุณต้องรักษาระดับความมุ่งมั่นในการแข่งขันเอาไว้ ไม่ใช่ไปใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นพูด สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้เสมอคือ จงมีความรับผิดชอบต่อทีม และอย่าไปแสดงอาการมากนัก หากคุณคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอาชีพ คุณควรใจเย็น สิ่งเหล่านี้มันสามารถช่วยได้"

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด