:::   03:56 - ผลยูโรปาลีกรอบ 8 ทีม นัดสอง : นาโปลี (อิตาลี) แพ้ อาร์เซน่อล (อังกฤษ) 0-1 (รวมผล 2 นัด : อาร์เซน่อล ชนะ 3-0), แฟร้งค์เฟิร์ต (เยอรมัน) ชนะ เบนฟิก้า (โปรตุเกส) 2-0 (รวมผล 2 นัด : เสมอ 4-4, แฟร้งค์เฟิร์ต เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)   :::   03:51 - ผลยูโรปาลีกรอบ 8 ทีม นัดสอง : เชลซี (อังกฤษ) ชนะ สลาเวีย ปราก (เช็ก) 4-3 (รวมผล 2 นัด : เชลซี ชนะ 5-3), บาเลนเซีย (สเปน) ชนะ บียาร์เรอัล (สเปน) 2-0 (รวมผล 2 นัด : บาเลนเซีย ชนะ 5-1)   :::

ลิเวอร์พูล-เชลซี กับเกมในความทรงจำ

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
2,371
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
โค้งสุดท้ายของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ความสำคัญคงหนีไม่พ้นการไล่ล่าแชมป์กันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ที่สูสี คูคี่กันเหลือเกิน

แม้ว่าการลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือว่า "ท็อปโฟร์" จะเป็นการแข่งขันที่แฟนบอลให้ความสนใจอยู่เหมือนกัน แต่นาทีนี้คงต้องหลีกทางให้กับการไล่ล่าแชมป์กันก่อน

ทั้ง "เรือใบ" และ "หงส์แดง" มีโปรแกรมลงเล่นในวันอาทิตย์ด้วยกันทั้งคู่ โดยที่ซิตี้จะลงสนามก่อนในคู่แรกด้วยการบุกไปเยือน คริสตัล พาเลซ ก่อนที่ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะทำศึกใหญ่กับ เชลซี

กับคะแนนที่ตามหลังอยู่ 2 แต้ม แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งเกม หากทัพเรือของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หยิบชัยชนะจาก พาเลซ ได้ก็จะแซงขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูง บีบให้เครื่องจักรสีแดงต้องกำชัยเหนือ "สิงห์บลูส์" ให้ได้

แต่การเจอกันที่แอนฟิลด์เที่ยวนี้ที่มีแชมป์ลีกเป็นเดิมพัน แน่นอนว่าแฟนบอล เชลซี คงหยิบยกเรื่องราวเมื่อ 5 ปีที่แล้วขึ้นมาล้อเลียนกันอย่างสนุกสนาน


เชื่อว่าทุกคนคงจำกันได้กับการ "ลื่น" ครั้งประวัติศาสตร์ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในเกมที่แอนฟิลด์เมื่อฤดูกาล 2013/14 กับการพบ เชลซี เกิดขึ้นในเกมที่ 36 ของฤดูกาล ในขณะที่ ลิเวอร์พูล นำเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนน แต่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ 0-2 

มันลามไปถึงเกมที่ 37 ที่ทีมเป๋ต่อด้วยการเสมอ คริสตัล พาเลซ สุดท้ายเสียแชมป์ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างเจ็บช้ำใจ

ใช่ครับ มันคือเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษที่จะยังมีคนพูดถึงไปอีกนานแสนนาน และเกมในวันอาทิตย์นี้คงไม่แปลกหากพลพรรคสีน้ำเงินที่ตามไปเชียร์ถึงแอนฟิลด์จะพากันร้องเพลงเยอะเย้ยคู่แข่งอย่างสนุกปาก

นี่อาจจะเป็นเกมที่คนนึกถึงมากที่สุดเมื่อพูดถึงการพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เชลซี แต่ก็ยังมีอีกหลายเกมที่มีความสำคัญและเป็นที่จดจำ หรืออาจจะบอกว่าเป็นเกมที่เข้มข้นสำหรับคู่นี้เลย

เชลซี 2-1 ลิเวอร์พูล

ฤดูกาล 2002/03

เกมสุดท้ายของซีซั่น


อาจจะบอกได้ว่าเกมนัดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ เชลซี ที่ก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของประเทศจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

เกมสุดท้ายของฤดูกาล 2002/03 เชลซี ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเดิมพันคือตำแหน่งอันดับ 4 ของตาราง ซึ่งหมายถึงพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่จะทำเงินเข้าสโมสรหลายสิบล้านปอนด์

ทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากัน แต่ทางฝั่ง "สิงห์บลูส์" เหนือกว่าด้วยผลต่างประตูได้-เสีย ทำให้ทางฝั่ง "หงส์แดง" ต้องการชัยชนะเท่านั้นหากหวังคว้าตั๋วลุยถ้วยใหญ่ของยุโรป

ทุกอย่างดูไปได้สวยของฝั่งทีมเยือนเมื่อได้ประตูออกนำก่อนในนาทีที่ 11 จาก ซามี ฮูเปีย แต่เพียงแค่สามนาทีให้หลังก็โดนตีเสมอจาก มาร์กเซล เดอไซยี่ ก่อนที่ เยสเปอร์ โกรนชาร์ จะมาพังประตูชัยให้เจ้าบ้านชนะไปได้ 2-1 คว้าอันดับ 4 พร้อมตั๋วลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วน ลิเวอร์พูล ทำได้แค่เล่นในถ้วยยูฟ่า คัพ (เดิม) เท่านั้น

สองเดือนให้หลัง โรมัน อบราโมวิช เข้าเทคโอเวอร์ เชลซี ด้วยเงิน 140 ล้านปอนด์ ก่อนทุ่มทุนมหาศาลซื้อดาวดังมาร่วมทีมเสกให้ทีมสิงโตแห่งกรุงลอนดอนกลายเป็น "สิงโตติดปีก" ภายในพริบตา

จนถึงตอนนี้กับระยะเวลาเกือบ 16 ปีนับตั้งแต่ "เสี่ยหมี" เข้าซื้อกิจการสโมสร ทีมคว้าแชมป์มาแล้ว 18 รายการ

                          

ลิเวอร์พูล 2-3 เชลซี

ฤดูกาล 2004/05

ปีดับเบิ้ลแชมป์ของ โชเซ่ มูรินโญ่

        

การมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งพา ปอร์โต้ ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง พร้อมประกาศตนว่าเป็น "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ช่วยสร้างสีสันให้วงการฟุตบอลอังกฤษทวีความน่าสนใจยิ่งกว่าเดิม

และปีแรกก็พาทีมตะลุยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกคาร์ลิ่ง คัพ (คาราบาว คัพ ในปัจจุบัน) โดยรอบรองชนะเลิศโค่นทีมแกร่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาเจอกับ ลิเวอร์พูล ในเกมชิงถ้วย ถือเป็นรายการที่นายใหญ่ชาวโปรตุเกสหวังนำมาให้แฟนบอลในเชยชมหลังจากที่เพิ่งตกรอบศึกเอฟเอ คัพมาในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น 

เพียงแค่ 45 วินาทีของเกม ลิเวอร์พูล ได้ประตูขึ้นนำ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ วอลเล่ย์ประตูสุดสวยให้ "หงส์แดง" ออกนำก่อนและตรึงสกอร์จนถึงนาทีที่ 79 เชลซี ก็มาได้ประตูแบบมีโชคจากจังหวะฟรีคิกตักเข้าเขตโทษ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ไปแย่งโหม่งกับ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ แบบไม่ให้เสียงกันบอลลอยเข้าประตูไป ทำให้จบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาออกไป

                        

และในช่วงต่อเวลาเป็น "สิงห์บลูส์" ที่ขึ้นนำบ้างจากลูกทุ่มของ เปาโล แฟร์เรยร่า ทางกราบขวาเข้าเขตโทษ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ใช้ความแข็งแกร่งเอาบอลลงก่อนยิงจ่อเข้าไปนาทีที่ 107  ตามด้วยประตูของ มาเตย่า เคซมัน ที่ซ้ำลูกยิงของ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น จ่อๆเข้าไป นาทีที่ 112 แม้ อันโตนิโอ นูนเญซ มายิงให้ทีมไล่เป็น 2-3 ในอีกนาทีให้หลัง แต่ก็ไม่ทันการณ์ จบเกม เชลซี ชนะ 3-2 คว้าแชมป์ไปครองและเป็นแชมป์แรกของ มูรินโญ่ กับทีม

ในปีนั้นเขายิงพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกพร้อมสร้างมาตรฐานะสูงลิบ เป็นการคว้าดับเบิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่

ลิเวอร์พูล 1-0 เชลซี

ฤดูกาล 2004/05

"ประตูผี" ของ หลุยส์ การ์เซีย


อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่โด่งดังและเป็นวิวาทะอันเผ็ดร้อนของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่พูดถึง "ประตูผี" ของ หลุย์ การ์เซีย

ในปีเดียวกับที่ เชลซี เอาชนะ ลิเวอร์พูล ในศึกคาร์ลิ่ง คัพ, ทั้งสองทีมยังโคจรมาพบกันในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ซึ่งนัดแรกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์จบลงด้วยการเสมอกันไป 0-0 

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมสองนี่เองที่ทำให้ มูรินโญ่ รวมนักเตะและแฟนบอลเชลซีอารมณ์ "ขึ้น" ถึงขีดสุด และเป็นการสร้างให้สองทีมนี้ลงชื่อเป็นคู่แค้นที่เจอกันทีไรต้องมีเรื่องราวให้พูดถึง

เมื่อเกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 4 สตีเว่น เจอร์ราร์ด ชิ่งจังหวะเดียวให้ มิลาน บารอส สปีดเข้าไปจิ้มบอลข้าม ปีเตอร์ เช็ก แต่บอลลอยโด่งอยู่ไม่ไปไหน หลุยส์ การ์เซีย ปราดเข้าซ้ำบอลลอยเข้ากรอบ วิลเลี่ยม กัลลาส สปีดเข้ามาเตะสกัดบอลออกไป แต่ผู้ตัดสินเป่าให้ลูกนี้เป็นประตูและมันก็เป็นประตูเดียวของเกมให้ ลิเวอร์พูล ชนะด้วยสกอร์รวม 1-0 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ก่อนไปสร้างประวัติศาสตร์โค่น เอซี มิลาน คว้าแชมป์ไปครอง

                        

แน่นอนว่าสำหรับ เชลซี แล้ว โดยเฉพาะทางฝั่ง มูรินโญ่ ยืนยันว่าลูกนี้ไม่เป็นประตูแน่นอน และไม่มีกล้องตัวไหนจับภาพได้ว่าลูกนี้เข้าประตูเต็มใบ 

จากเกมนี้ทำให้เกิดวิวาทะอันลือลั่นจากนายใหญ่ชาวโปรตุกีสว่านี่คือ "ประตูผี" ที่ไม่ได้หมายถึงผู้รักษาประตูของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่อย่างใด

ลิเวอร์พูล 2-2 เชลซี

ฤดูกาล 2012/13

แฟนบอลอังกฤษได้รู้จัก "จอมกัด"


อีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลทั้ง ลิเวอร์พูล และ เชลซี น่าจะจำกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นครั้งแรกจากจังหวะ "กัดบันลือโลก" ของ หลุยส์ ซัวเรซ

เกมที่แอนฟิลด์เป็น "สิงห์บลสู์" ที่ขึ้นนำก่อนนาทีที่ 26 จังหวะเปิดบอลเข้าเขตโทษของ ฆวน มาต้า ก่อนที่ ออสการ์ จะโหม่งที่เสาแรกเข้าไป ก่อนที่ในครึ่งหลัง สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง จะไหลบอลทะลุช่องให้ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ แปจ่อๆเข้าไปเป็น 1-1 นาทีที่ 52

แต่คล้อยหลังแค่ 5 นาทีผู้มาเยือนก็มาได้จุดโทษจังหวะที่ หลุยส์ ซัวเรซ จะไปจงใจทำแฮนด์บอลก่อนที่ เอแด็น อาซาร์ จะสังหารให้ เชลซี ออกนำอีกครั้ง

ดูเหมือนว่า ซัวเรซ จะเป็นผู้ร้ายเต็มตัวจังหวะที่จะพยายามเลี้ยงบอลผ่าน บรานิสลาฟ อีวาโนวิช แต่ติด ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวคิดอะไรกระชากแขนของกองหลังคู่แข่งมาเขมือบเข้าไปอย่างหมั่นเขี้ยวแต่ก็โดนตบกะโหลกไปหนึ่งทีเหมือนกัน ดีที่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร ถ้าเป็นใบเหลืองจะเป็นเหลืองที่สองแน่นอนหลังโดนใบแรกในจังหวะเสียจุดโทษไปแล้ว

ทว่าท้ายที่สุดแล้วในช่วงทดเจ็บที่ยาวนานในนาทีที่ 7 หลุยส์ ซัวเรซ ก็มาแก้ตัวด้วยการโหม่งตีเสมอให้ทีมได้สำเร็จ

                        

ลิเวอร์พูล 0-2 เชลซี

ฤดูกาล 2013/14

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลื่นโลกไม่ลืม


นี่คือฤดูกาลที่ ลิเวอร์พูล เข้าใกล้กับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด จะบอกว่ามากกว่าฤดูกาลปัจจุบันนี้ด้วยซ้ำ

หลังผ่าน 35 เกมมีทีมลุ้นแชมป์อยู่ 3 ทีม ลิเวอร์พูล นำเป็นจ่าฝูงด้วยการมี 80 คะแนน ตามด้วย แมนฯ ซิตี้ 77 คะแนน และ เชลซี ที่มี 75 คะแนน ซึ่งทาง "หงส์แดง" ต้องการ 7 คะแนนจาก 3 เกมเพื่อการันตีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 24 ปี

เกมที่ 36, ลิเวอร์พูล มีคิวเปิดแอนฟินด์ต้อนรับการมาเยือนของ เชลซี ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ต้องการแต้มโดยเฉพาะฝั่งทีมเยือนที่ต้องชนะสถานเดียวหากหวังลุ้นแชมป์ในช่วงที่เหลือ

และในช่วงเวลาที่ไม่ควรเสียประตูที่สุด, เกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่ควรพลาดที่สุด แต่มันก็เกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายของครึ่งแรก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ดันจับบอลลั่นแถมยังลื่นในแดนตัวเองชนิดที่ไม่มีใครอยู่ข้างหลังโดน เดมบ้า บา ฉกบอลกระชากเข้าไปยิงผ่าน ซิมง มินโญเล่ต์ เข้าไปเป็น 1-0 ก่อนที่ วิลเลี่ยน จะตอกฝาโลกในนาทีสุดท้ายของครึ่งหลังให้ผู้มาเยือนชนะ 2-0

                        

สามคะแนนที่ได้เปรียบ "เรือใบ" กลายเป็นคะแนนเท่ากันแถมประตูได้เสียเป็นรองถึง 9 ลูกในอีกสองเกมที่เหลือ และยังมาตกม้าตายอีกในเกมที่ 37 เมื่อไปเสมอ คริสตัล พาเลซ สุดท้ายซิตี้คว้าชัยสองเกมรวดคว้าแชมป์ไปครอง ส่วน เชลซี จบที่อันดับ 3

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่แฟนเชลซีที่ล้อเลียนกัน แต่มันยังรวมถึงแฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงแฟน "เรือใบ" ที่กำลังแย่งแชมป์กันอยู่จะหยิบเรื่องการลื่นของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ขึ้นมาเป็นเรื่องขบขันได้ไม่รู้จบ

จนกว่าจะถึงวันที่ ลิเวอร์พูล ก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก น่าจะทำให้พวกเขาได้บรรเทาความผิดหวังและความเจ็บปวดนี้ไปได้บ้าง


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด