:::   02:09 - ผล สาธารณรัฐเช็ก คัพ รอบชิงชนะเลิศ : สลาเวีย ปราก ชนะ บานิค ออสตราว่า 2-0   :::   01:24 - ผลฮอลแลนด์ จูปิแลร์ลีก เพลย์ออฟ นัดสอง : เดน บอสช์ แพ้ โก อเฮด อีเกิ้ลส์ 0-1 (รวมผล 2 นัด : โก อเฮด อีเกิ้ลส์ ชนะ 3-2), เอ็กเซลเซอร์ เสมอ วาลไวค์ 1-1 (รวมผล 2 นัด : วาลไวค์ ชนะ 3-2)   :::   00:49 - ผล โครเอเชีย คัพ รอบชิงชนะเลิศ : ดินาโม ซาเกร็บ แพ้ รีเยก้า 1-3   :::   00:22 - ผล รัสเซียน คัพ รอบชิงชนะเลิศ : โลโคโมทีฟ มอสโก ชนะ อูราล 1-0   :::

5 เกมตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีก 2018/19

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2562 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
824
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษประจำฤดูกาล 2018/19 ถือเป็นปีที่การแข่งขันเข้มข้นและต้องลุ้นกันจนถึงเกมสุดท้ายเลย

แม้อาจจะไม่ได้เร้าใจเหมือนเมื่อปี 2011/12 ที่แชมป์ตัดสินกันในวินาทีสุดท้ายของเกมที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ พังประตูนาทีที่ 94 ใส่ ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส ปาดหน้าคว้าโทรฟี่พรีเมียร์ลีกเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยประตูได้ที่บวกกว่าจากการมี 89 แต้มเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าปีนี้ใส่กันมันสุดๆ

การขับเคี่ยวกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ที่ผลัดกันนำผลัดกันตาม เพิ่มเติมสีสันให้กับซีซั่นนี้ ดีกว่าฤดูกาลที่แล้วที่ "เรือใบ" นำแบบม้วนเดียวจบเข้าป้ายคว้าแชมป์ไปแบบชิลล์ๆ

98 คะแนนที่ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำได้ เปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้วที่เก็บไป 100 คะแนน ยกระดับมาตรฐานลีกสูงสุดของอังกฤษจนสูงปรี๊ดสำหรับทีมที่อยากจะได้แชมป์ไปครอง


รองแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ยังกดไป 97 คะแนน ถือเป็นรองแชมป์ที่มีแต้มสูงที่สุด ก็มีแค่ ซิตี้ นี่แหละที่เก็บแต้มได้มากกว่าพวกเขานับตั้งแต่เปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี 1992

การแย่งแชมป์ในปีนี้ปัจจัยอยู่ที่ความสม่ำเสมอ มีช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำ และก็มีช่วงที่ ลิเวอร์พูล นำแถมทิ้งห่าง 7 คะแนน แต่ก็มีความผิดพลาดที่ส่งผลให้จ่าฝูงเปลี่ยนมือจนแชมป์ไปอยู่กับ "เรือใบ" ในที่สุด ซึ่งถือเป็นสโมสรแรกในรอบ 10 ปีที่คว้าแชมป์ได้สองปีติด

ลองย้อนกลับไปดูว่าเกมไหนบ้างที่เป็นตัวตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูล เสมอ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-1

วันที่ : 30 มกราคม 2019


24 ชั่วโมงก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะลงสนาม, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลิกล็อคบุกไปพ่ายแพ้ นิวคาสเซิ่ล 1-2 ทั้งที่ขึ้นนำตั้งแต่นาทีแรกของประตูของ เซร์คิโอ อเกวโร่ แต่กลับโดนทีเด็ดเจ้าถิ่นสอยสองประตูในครึ่งหลังจาก ซาโลมอน รอนดอน และ แม็ทท์ ริทชี่ หยุดสถิติไม่แพ้ใครไว้ที่ 8 เกมติดต่อกัน

ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงมีโอกาสดีที่จะทำแต้มทิ้งห่างผู้ตามอย่าง "เรือใบ" เป็น 7 คะแนน ในเกมที่เปิดแอนฟิลด์รับการมาเยือนของ เลสเตอร์ ซิตี้

ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น "หงส์แดง" ได้ประตูขึ้นนำหลังผ่านไปเพียง 3 นาทีจาก ซาดิโอ มาเน่ แต่ก็โดนทีเด็ดของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ตีเสมอให้ทีมเยือนในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก

สุดท้าย ลิเวอร์พูล เก็บเพิ่มได้แค่หนึ่งแต้มจากผลเสมอ 1-1 ซึ่งหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ทีม "สุนัขจิ้งจอก" ก็ทุบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในวัน "บ็อกซิ่ง เดย์" ช่วยให้เครื่องจักรสีแดงที่คว้าชัยเกมลีกตอนนั้น 9 เกมติดขึ้นมาเป็นจ่าฝูงของตารางก่อนวันปีใหม่

น่าเสียดายที่สองคะแนนที่หายไปในวันนั้น ส่งให้ ลิเวอร์พูล ชวดได้แชมป์ด้วยการมีแต้มน้อยกว่า ซิตี้ 1 แต้ม!

ไบรท์ตัน แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-4

วันที่ : 12 พฤษภาคม 2019


เกมปิดท้ายฤดูกาลที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีคะแนนนำ ลิเวอร์พูล อยู่หนึ่งแต้ม โดยทีมมีคิวบุกไปเยือน ไบรท์ตัน ที่เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ส่วน ลิเวอร์พูล เปิดบ้านพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน

วันสุดท้ายเป็นฝั่ง "หงส์แดง" ที่ได้เฮก่อนเมื่อ ซาดิโอ มาเน่ ทำประตูขึ้นนำทำให้ตารางคะแนนแบบ "นาทีต่อนาที" ขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงของตารางก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น เกล็น มาร์รี่ย์ ยังมาโหม่งประตูให้ ไบรท์ตัน ขึ้นนำ แมนฯ ซิตี้ นาทีที่ 27 ซึ่งเหมือนกับโชคสองชั้นเลย อะไรดูท่าจะเข้าทางฝั่งสีแดงไปหมด

แต่ทว่าเพียงแค่ 83 วินาที เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็มายิงตีเสมอให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และหลังจากนั้นไม่นาน อายเมริก ลาร์ปอร์กต์ ก็มาโหม่งเตะมุมให้ "เรือใบ" ออกนำ ก่อนมาตอกย้ำอีกสองประตูในครึ่งหลังจาก ริยาด มาห์เรซ และ อิลคาย กุนโดกัน ให้ทีมไล่ถล่ม 4-1 

ปิดฉากด้วยสามแต้ม โกยคะแนน 98 แต้ม ปิดฉากหนึ่งในฤดูกาลที่มันที่สุดด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก

เอฟเวอร์ตัน เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0

วันที่ : 3 มีนาคม 2019

        

หลังจากความพ่ายแพ้ต่อ นิวคาสเซิ่ล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เดินหน้าคว้าชัย 5 เกมติดต่อกัน ขณะที่ ลิเวอร์พูล ชนะ 2 เสมอ 2 ก่อนลงเล่นหลังคู่แข่ง ซึ่งทำคะแนนของ "เรือใบ" แซงขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงแล้ว

เท่ากับว่าหาก "หงส์แดง" ต้องการชัยชนะสถานเดียวขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงของตารางอีกครั้ง และทีมที่รอเจอพวกเขาก็คือ เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน พาร์ค

และเกมนี้คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง "ทอฟฟี่" ก็ทำแสบหยุดยั้งไม่ให้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เก็บสามแต้มจากรังตัวเองไปในเกมแห่งศักดิ์ศรี 

แม้ว่า เอฟเวอร์ตัน ยังต้องรอคอยชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล ในเกม "เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้" ต่อไปนับตั้งแต่เอาชนะได้เมื่อปี 2010 แต่เชื่อได้เลยว่า ลิเวอร์พูล เจ็บปวดยิ่งกว่าเมื่อบั้นปลายจบลงด้วยการเป็นแค่รองแชมป์เท่านั้น

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0

วันที่ : 6 พฤษภาคม 2019


ลิเวอร์พูล อาศัยจังหวะที่ได้ลงสนามก่อน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงชิงตำแหน่งจ่าฝูงชั่วคราวไว้ในครอบครองในเกมรองสุดท้ายของฤดูกาล ด้วยการบุกชนะ นิวคาสเซิ่ล แบบสุดดราม่า 3-2 จากประตูชัยในช่วงท้ายเกมของ ดิว็อค โอริกี้

ผลจากเกมนี้บีบให้ แมนฯ ซิตี้ ต้องการชัยชนะเช่นกันในการเปิดบ้านพบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำแสบกับพวกเขามาแล้วในฤดูกาลนี้ด้วยการชนะมาที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

แน่นอนว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้คุมบังเหียนทีม "จิ้งจอก" ในฐานะอดีตกุนซือเก่าของ ลิเวอร์พูล สั่งลูกทีมเล่นเต็มสูบเพื่อหยุดยั้ง "เรือใบ" เพื่อช่วยทีมเก่าไปในตัว

ตลอดทั้งเกมของทางฝั่งเจ้าถิ่นเต็มไปด้วยความอึดอัด หากใครนั่งดูเกมคงคิดว่า ซิตี้ คงจะเจาะไม่เข้าซะแล้ว แนวโน้มอาจจะจบลงด้วยการเสมอกันมีมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่แล้วอย่างไม่มีใครคาดคิด แว็งซ็องต์ ก็องปานี ที่ร้อยวันพันปีจะมีประตูมาฝากกับเค้า ซึ่งตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมาก็ยังพังตาข่ายไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว กลับกดตูมเดียวกว่า 30 หลาบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมสุดสวยเป็นประตูเดียวของเกมให้ทีมเอาชนะไปได้ 1-0 คว้าชัยเกมสำคัญขึ้นนำเป็นจ่าฝูงตามเดิมก่อนลงเล่นเกมสุดท้าย

ขอยกให้ประตูนี้เป็นประตูแห่งฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปีนี้ไปเลย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ ลิเวอร์พูล 2-1

วันที่ : 3 มกราคม 2019

        

หนึ่งในเกมสำคัญของฤดูกาลที่ทั้งสองทีมแย่งแชมป์ต้องการเจอกันเอง เป็นหนที่สองของฤดูกาล หลังเกมแรกที่แอนฟิลด์เสมอกันมา 0-0 แบบมาดราม่าที่ ริยาด มาห์เรซ ยิงจุดโทษในนาทีที่ 86 ของเกม

ผลจากเกมนี้ถือว่าเป็นตัวตัดสินแชมป์อย่างแท้จริง

โอกาสทองของ ลิเวอร์พูล ที่จะได้ประตูขึ้นนำจังหวะที่ ซาดิโอ มาเน่ ยิงบอลไปชนเสาบอลเด้งออกมา จอห์น สโตนส์ ตามมาเตะทิ้งแต่ดันไปอัด เอแดร์ซอน ที่จะตามมาตะครุบกลายเป็นบอลลอยเข้าหาประตูตัวเอง แต่ สโตนส์ ก็ยังตามมาสกัดทิ้งจากเส้นหวุดหวิดชนิดที่ "โกลไลน์" แสดงภาพให้เห็นว่าเฉียดไปไม่ถึงนิ้ว

จากเกมที่สูสีสุดๆ เจ้าบ้านก็มาได้ประตูขึ้นนำจากลูกยิงอันยอดเยี่ยมของ เซร์ติโอ อเกวโร่ ที่ยัดมุมแคบแสกหน้า อาลีสซง เสียบตาข่ายให้ "เรือใบ" นำ 1-0 ในครึ่งหลัง


แต่เกมครึ่งหลังเป็น ลิเวอร์พูล ที่ทำได้ดีกว่าและมาตีเสมอได้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดบอลจากทางขวาลึกไปทางซ้ายเลยมาถึง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน สอดมาตบเข้ากลางในขณะที่แนวรับของเจ้าถิ่นเทกันไปหมดทำให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่อยู่คนเดียวทิ้งตัวโหม่งจ่อๆเข้าไป

ทว่าท้ายที่สุดแล้วทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็มาได้ประตูชัยจากจังหวะยิงเสียบเสาของ เลรอย ซาเน่ ให้ทีมคว้าชัยเกมสำคัญ และมันก็ส่งให้ทีมคว้าแชมป์ไปครองได้ในบั้นปลาย

เกมนี้เป็นความพ่ายแพ้นัดแรกและนัดเดียวของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ และมันคือเกมที่ทำให้พวกเขาต้องรอแชมป์ลีกสูงสุดต่อไป


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด