:::     :::

The Last Dance การเซิ้งครั้งสุดท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 06 มิถุนายน 2562 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
1,803
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สโมสรลิเวอร์พูลได้แถลงข่าวว่า จะไม่ต่อสัญญากับดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และอัลเบร์โต้ โมเรโน่ ต่อไปแล้ว และนั่นเท่ากับว่าเราคงไม่มีโอกาสได้เห็น ทั้ง 2 คนนี้ได้เซิ้งด้วยกันในสีเสื้อแดงเพลิงอีกต่อไปแล้วนะครับ

          ข้ามเรื่องน้องหมูไปก่อนแล้วกันนะครับ (ฮ่า) คอลัมน์นี้ขอเอ่ยถึงเจ้าของท่าเต้นเต้ยโศกกันเสียก่อน ถ้าเอ่ยถึง ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ภาพที่แฟนๆ บอลทุกคนเห็นกันจนชินตาก็คือ การจบสกอร์ที่เฉียบขาด ความเร็วที่ฉีกกองหลังทิ้งเป็นวิ่นๆ และต่อเนื่องด้วย ภาพการฉลองชัยด้วยการเต้นรำอันเป็นเอกลักษณ์ของเขากันแน่ๆ แต่ก็นั่นแหละครับ นั่นเป็นเพียงภาพจำในวันที่เขาอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพเขาเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ภาพเหล่านั้นเราแทบไม่เห็นอีกแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ได้ไปต่อในเรือลำนี้นั่นเอง คิดๆ แล้วก็ใจหายเหมือนกันนะครับ แต่นั่นแหละครับ คือหนทางของมืออาชีพ และคอลัมน์นี้ขอย้อนไปให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นและบทสรุปของเจ้าของเสื้อหมายเลข 15 นี้ เป็นการส่งท้ายให้เป็นความทรงจำดีๆ กับยอดกองหน้าผู้นี้ซักบทความนึงแล้วกันนะครับ


                               ฤดูกาลหน้าจะไม่เห็นศูนย์หน้าจอมเซิ้งคนนี้ในสีเสื้อแดงเพลิงตัวนี้อีกแล้วนะ ...

จุดเริ่มต้น

          ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ นั้นย้ายมาร่วมทีมในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส  ในตลาดฤดูหนาวเมื่อปี 2013 โดยที่ในตอนนั้นความสามารถของเขายังมีเครื่องหมายคำถามในสายตาแฟนลิเวอร์พูลอยู่มากพอสมควร ภาพของสเตอร์ริดจ์ ก่อนหน้าที่จะย้ายมาสู่ทีมลิเวอร์พูลนั้นคือนักเตะริมเส้น ที่มีความเห็นแก่ตัว เล่นคนเดียวไม่สนใจทีม อาจจะเรียกได้ว่ามีความสามารถแต่ว่าเล่นไม่เข้ากับทีมอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะทำได้ดีในช่วงที่ยืมตัวไปกับโบลตัน แต่พอเขากลับมาเชลซีเขาก็กลับสู่วังวงเดิมๆ คือ เป็นดาวรุ่งผู้ที่มีความสามารถแต่ก็ไม่สามารถทะลุเหล่าสตาร์ของทีมขึ้นมาสู่การเป็นตัวจริงได้ ทำให้ส่วนใหญ่เขาต้องเล่นในตำแหน่งที่ไม่ค่อยถนัดอย่างตัวริมเส้น แต่กระนั้นพอเขาได้ย้ายมาสู่ทีมลิเวอร์พูลในช่วงเวลาที่ว่า และอยู่ในมือของคนที่รู้จักเขาเป็นอย่างดี ร็อดเจอร์สนั้นรู้ดี ว่าสเตอร์ริดจ์นั้นไม่ใช่ตัวริมเส้นอย่างที่โค้ชคนอื่นยัดเยียดใส่เขา แต่นี่คือกองหน้าตัวเป้าชั้นเลิศ และสเตอร์ริดจ์ก็ตอบแทนความเชื่อใจของร๊อดเจอร์สได้อย่างดีเยี่ยม เขาใช้เวลาเพียงแค่ 7 นาทีก็ทำลายกำแพงของเหล่าเดอะ ค็อปได้อย่างหมดสิ้น เมื่อเขาทำประตูใส่แมนฟีลด์ทาวน์คู่แข่งได้สำเร็จ และหลังจากนั้นเขาก็ยิงประตูให้ลิเวอร์พูลต่อเนื่องได้เป็นกอบเป็นกำตั้งแต่แรก ตั้งแต่นั้นเขาก็สปานาตัวเองเป็นกองหน้าขวัญใจของแฟนๆ ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร 



                          เมื่ออยู่ในมือคนที่รู้จักและเชื่อใจเขาเขาก็ตอบแทนความเชื่อใจนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม

คู่หู SAS

          หลังจากที่เขาเริ่มต้นกับลิเวอร์พูลได้อย่างสวยงาม แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเขา และว่ากันว่าการจะวัดความสามารถของนักเตะ ควรจะวัดกันในฤดูกาลที่ 2 มากกว่า แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาอะไรกับสเตอร์ริจแต่อย่างใด ช่วงแรกของการเปิดฤดูกาลที่คู่หูของเขาอย่างซัวเรสยังติดโทษแบนจากการไปกัดแขนชาวบ้านเขาอยู่ (ฮ่าๆ) ก็เป็นเขานี่แหละ ที่แบกความหวังการทำประตูของทีมอยู่คนเดียว และก็ยังทำหน้าที่ได้ไม่มีขาดตกบกพร่องอะไรเลยด้วย ด้วยการยิงประตูต่อเนื่อง 4 นัดติด ทำให้เขากลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกนับตั้งแต่ จอห์น อัลดริดจ์ ในปี 1987 ที่ทำประตูได้ทุกนัดใน 4 นัดแรกของฤดูกาล และด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ เขาได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนสิงหาคมในฤดูกาลนั้นเลยทีเดียว  แต่เมื่อซัวเรสกลับมา ก็มีเครื่องหมายคำถามตามมาอีกครั้ง คือ เขาจะเข้าขากับคู่หูของเขาคนนี้ได้ไหม และฟอร์มจะดรอปลงไหมเมื่อเล่นในสไตล์กองหน้าคู่ แต่สเตอร์ริดจ์ก็ใช้ผลงานของเขาเป็นคำตอบได้อีกครั้ง เมื่อเขากับซัวเรสยิงเป็นไฟ และช่วยเสกประตูให้กับต้นสังกัด จนทำให้ลิเวอร์พูลเกือบที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกไปได้ในปีนั้นนั่นเอง เสียดายที่พวกเขาไปพลาดในช่วงท้ายฤดูกาล ทำให้ชวดแชมป์ในปีนั้นไปอย่างน่าเสียดาย และนั่นคือจุดสูงสุดในอาชีพของเขาที่เราได้เห็นกันในสีเสื้อแดงเพลิงตัวนี้นี่เอง


                               ผนึกกำลังกับซัวเรส จนเป็นคู่กองหน้าที่น่ากลัวที่สุดในยุคนั้น ...


ไม่เหมือนเดิม

          หลังจากการระเบิดฟอร์มสุดยอดในฤดูกาลดังกล่าว ตั้งแต่นั้นมาสเตอร์ริดจ์ ก็ไม่สามารถกลับไปเล่นได้อย่างสุดยอดแบบนั้นได้อีกเลย เปล่าเลย มันไม่ใช่เพราะคู่หูพระะกาฬอย่างซัวเรสได้จากไป แต่เป็นอาการบาดเจ็บต่างหาก ที่พรากเอาสิ่งที่เขามีไปทั้งหมดให้สูญหายไปจากเขาอย่างน่าเห็นใจ  จากนักเตะที่มีความเร็วที่พร้อมจะกระชากกองหลังให้หลุดเป็นชิ้นๆ  อีซ้ายดินระเบิดที่พร้อมจะพังประตูทุกระยะ อาการบาดเจ็บทำให้เขากลายเป็นกองหน้าที่สูญเสียความมั่นใจไป วิตกกังวล และหวาดกลัวกับอาการบาดเจ็บไปเลย จนมีครั้งหนึ่งที่คล็อปป์เองยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า “จริงๆ อาการบาดเจ็บของสเตอร์ริดจ์นั้นหายดีแล้ว แต่เจ้าตัวเองนั่นแหละที่คิดไปเองและไม่พร้อมจะลงสนาม” ซึ่งนั่นก็ทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่า อาการบาดเจ็บไม่ได้เล่นงานเขาแค่ร่างกาย แต่ได้เกาะกินและเล่นงานสภาพจิตใจของเขาไปด้วย  ซึ่งตัวเขาเองก็พยายามหาทางออกเรื่องนี้ด้วยการขอร้องคล็อปป์ว่าให้ปล่อยเขายืมตัวกับทีมอื่นเถอะ ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์เองก็ไม่ได้ขัดขวางอะไรและปล่อยเขาให้กับ เวสต์บรอมฯ  ซึ่งสเตอร์ริจเองก็หวังไว้ว่ากับทีมใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ แบบนี้น่าจะช่วยให้ตัวเขาดีขึ้น ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ แต่ความจริงมันช่างแสนโหดร้าย.....
เมื่อสถานการณ์ของเขากับทีมใหม่ก็ไม่ต่างไปจากที่ลิเวอร์พูลเลย เขายังเจ็บต่อเนื่องและไม่สามารถยิงประตูช่วยต้นสังกัดของเขาในเวลานั้นได้แม้แต่ประตูเดียว ทำให้ต้นสังกัดของเขาอย่างเวสต์บรอมฯ  ตกชั้นไปในที่สุด  และทุกคนก็ลงความเห็นกันไปในทิศทางเดียวกันว่า สเตอร์ริดจ์นั้น “หมดแล้ว”



                       แม้จะไม่ได้ผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่การย้ายทีมครั้งนี้ก็ทำให้เขาเห็นอะไรหลายๆ อย่าง


อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน....

          แม้ว่าการย้ายไปร่วมทีมเวสต์บรอมฯ นั้นจะไม่ส่งผลดีอะไรต่อเขาเท่าไร แต่อย่างน้อยเรื่องหนึ่งที่ช่วยเขามากพอสมควรคือ มันบอก”ความจริง” ต่อตัวเขาอย่างชัดเจนจริงๆ ความจริงอันโหดร้ายที่บอกว่า เขานั้นไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาไม่ได้มีร่างกายที่พร้อมจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอีกต่อไปอีกแล้ว  และเขานั้นไม่ได้เป็นกองหน้าอันดับ 1 ของทีมแล้ว และการที่เขาได้ย้ายไปเวสบรอมนั้นได้บอกความจริงกับเขาอีกอย่างนึงครับ ว่าหัวใจของเขานั้นมีทีมที่ชื่อว่า ลิเวอร์พูล ได้เข้าไปอยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้ว เดอะ ค็อปนั้นไม่เคยทิ้งเขา ไม่เคยมองเขาในแง่ไม่ดีแม้ว่าเขาจะฟอร์มแย่แค่ไหนก็ตาม แต่กองเชียร์ลิเวอร์พูลก็ยังมองเขาเป็นกองหน้าชั้นดีอยู่เสมอ  พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้เขาได้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง และ “เรียนรู้และยอมรับ”ที่จะอยู่กับมัน ต่อไปให้ได้  ในเมื่อไม่ได้เป็นตัวจริง หรือตัวความหวังของทีม  แล้วมันยังไงล่ะ ? มันไม่ใช่ว่าจะหาทางช่วยทีมด้วยการเป็นตัวจริงเพียงวิธีเดียวนี่นา  พอเขายอมรับและซื่อสัตย์ต่อตนเองได้แบบนั้น เขาก็แสดงเจตจำนงค์ให้คล็อปป์ได้เห็นครับ ว่าเขาพร้อมที่จะเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของทีมนี้ และพร้อมที่จะช่วยทีมในฐานะตัวเสริมของทีมก็ได้ และในเมื่อเขาไม่ฝืนตัวเองที่จะต้องกลับมาเป็นตัวหลักแล้ว การลงเล่นแค่ประมาณ 15-20 นาทีต่อเกมแบบนี้ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายที่เปราะบางของเขาด้วย ดังนั้นเราจึงได้เห็นสเตอร์ริดจ์ที่”พร้อม”อยู่บนม้านั่งสำรองในฤดูกาลนี้โดยไม่หายหน้าหายตาไปไหนเลย และจะว่าไปแม้ในฤดูกาลนี้สเตอร์ริดจ์จะไม่ได้ยิงประตูเยอะแยะมากมายอะไร แต่ทุกประตูนั้นมีความหมายและน่าจดจำอย่างยิ่ง เช่นประตูเบิกร่องในการพบกับ PSG หรือ ประตูสุดสวยที่ช่วยเซฟ 1 แต้มให้กับทีมในการพบกับเชลซีทีมเก่าของเขา และนอกจากนั้นเขาก็ทำหน้าที่เป็นตัวเลือกให้คล็อปป์ได้หยิบใช้งานโดยไม่ก่อปัญหาใดๆ ให้ทีมแต่อย่างใด   


                             เมื่อยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เขาก็กลับมามีความสุขได้อีกครั้ง...

   
    สุดท้ายนี้ กาลเวลาก็ทำหน้าที่ของมันครับ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์นั้นก็ได้ทำหน้าที่และมอบสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาพร้อมจะมอบให้กับทีมได้อย่างสุดความสามารถแล้ว และขอทิ้งท้ายบทความนี้ไปด้วยคำพูดของเจอร์เก้น คล็อปป์ที่บอกกับเขาไว้แล้วกันนะครับ “คำพูดสำคัญที่สุดที่อยากบอกต่อนักเตะอันยอดเยี่ยมทั้งสองคนคือ'ขอบคุณ' ไม่มีพวกเขาเราก็คงไม่เป็นทีมและสโมสรที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้”   "เราจะคิดถึงพวกเขาอย่างแน่นอน แต่เรากล่าวอำลาด้วยคำพูดที่ดีที่สุดได้ พวกคุณอำลาไปในฐานะแชมป์ยุโรป"  นั่นแหละครับความสำคัญและความเป็นมืออาชีพที่กองหน้าหมายเลข 15 ผู้นี้มอบให้ทีมเสมอมา ...ขอบคุณสำหรับสิ่งที่คุณได้ทำมาให้กับทีมนี้จริงๆ และผมเชื่อว่าแฟนๆ จะไม่มีวันลืม “ดาวยิงจอมเซิ้ง ” คนนี้อย่างแน่นอน  YNWA ครับ




 
                                                     ลาก่อน  ดาวยิงจอมเซิ้ง ... ขอให้คุณโชคดี
    


  




ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})