:::     :::

คุยกับ จเด็จ มีลาภ : "ถ้าผมคุมทีมชาติจะไม่เล่นหลัง3แน่"

วันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
7,766
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
หมอกทะมึนยังไม่จางหายดีนักกับผลงานของทีมชาติไทยทั้งชุดใหญ่และยู-22 ที่ประสบความล้มเหลวชนิดที่เรียกได้ว่าฉุดกระชากศรัทธาของแฟนบอลไทยดำดิ่งลงมากที่สุดในรอบปี ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าเพราะเหตุใดทั้งที่ฟุตบอลลีกของไทยกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลงานทีมชาติกลับตรงกันข้าม ชื่อแรกที่ผมนึกออกทันทีและอยากจะถามความเห็นถึงเรื่องนี้คือ "มาสเซอร์เด็จ" จเด็จ มีลาภ เฮดโค้ชของ การท่าเรือ เอฟซี จ่าฝูงไทยลีก ณ ปัจจุบันขณะ และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่อยากให้แฟนบอลไทยทุกคนได้อ่านจริงๆ

แมน : สวัสดีครับพี่เด็จ ประเด็นที่จะคุยกับพี่วันนี้คือผมอยากถามความเห็นพี่ว่า ทั้งที่ฟุตบอลลีกของเราก็เป็นระดับต้นๆ ของเอเชีย โดยเฉพาะในอาเซียนที่ชาติอื่นยังตามหลังเราอยู่ ทั้งระบบการจัดการและคุณภาพของผู้เล่น นักเตะไทยเองได้รับความสนใจจากลีกญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ หลายๆ สโมสรก็มีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ แต่เพราะอะไรเดี๋ยวนี้ทีมชาติไทยถึงไม่สามารถชนะทีมอย่าง เวียดนาม, อินเดีย หรือ สิงคโปร์ ในยู22 ได้ หรือหากชนะเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ก็แทบไม่เห็นความต่างชั้นเลย

จเด็จ : ผมว่าจริงๆ แล้วเหตุผลมันก็มีหลายเรื่องประกอบกันน่ะนะ

แมน : เอาเรื่องที่หลายๆ คนพูดถึงกัน คือการเลือกตัวผู้เล่นมาติดทีมชาติ พี่เด็จคิดว่ามันคือสาเหตุด้วยมั้ย

จเด็จ : ก็มีส่วนแหละ เพราะ11ตัวจริง บางคนไม่ได้อยู่ในช่วงฟอร์มดีกับสโมสร พอเอามารวมตัวกันความมั่นใจมันไม่เหมือนเดิม ไม่กล้าที่จะเล่นแบบที่เคยทำได้

แมน : แปลกใจมั้ยที่ 11 ตัวจริงนัดเจอ เวียดนาม ไม่มีผู้เล่นของการท่าเรือเลย หรือนัดที่เจออินเดีย ก็มีแค่ สุมัญญา (ปุริสาย) คนเดียวที่ได้ลง

จเด็จ : ก็น่าแปลกเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้โทษพี่โต่ย (ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย) นะ ไปอยู่ในจุดแกก็ทำงานยากอยู่ จริงๆ แล้วพี่โต่ยแกเป็นคนที่ดีมาก เป็นคนดีจริงๆ 


แมน : ผมเห็นทีมชาติอื่นๆ ที่นักเตะส่วนใหญ่ค้าแข้งในประเทศตัวเองเกือบทั้งหมดแบบไทยเรา เขาจะเลือกผู้เล่นจากสโมสรที่กำลังฟอร์มแรงมาเป็นแกนหลัก แล้วเสริมตัวเด่นๆ จากสโมสรอื่นๆ แต่ของไทยเราช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รายชื่อผู้เล่นทีมชาติมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และบางคนก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีในปัจจุบัน พูดตามตรงคือทีมชาติไทยควรจะยึดผู้เล่นจากการท่าเรือเป็นแกนหลักก่อนมั้ย แล้วเสริมคนที่มาจากเจลีกกับนักเตะที่ฟอร์มดีของทีมอื่นๆ 

จเด็จ : ก็เป็นไปได้นะ เหมือนอย่างช่วงนึงที่นักเตะทีมชาติก็เล่นอยู่กับเมืองทองเกือบทั้งทีม

แมน : แล้วเรื่องระบบการเล่น, สไตล์ หรือวิธีการล่ะครับ มองว่าเป็นยังไง

จเด็จ : อันนี้ก็มีผลแน่นอนแหละ ระบบกองหลัง 3 ตัว ทีมระดับโลกเขาไม่ใช้กันแล้วนะ ผมว่าถ้าใช้เพื่อประคองตัวเล่นตั้งรับแล้วสวนกลับก็พอไหว แต่ถ้าหวังให้ทีมประสบความสำเร็จเป็นแชมป์มันยากนะ เพราะไปใช้ผู้เล่นในเกมรับเยอะ แล้วเกมริมเส้นก็มีแค่วิงแบ็คฝั่งละคน แล้วคนที่เล่นวิงแบ็คจะเหนื่อยมากเพราะต้องวิ่งขึ้นลงทั้งเกม เวลาจะบุกก็บุกไม่ขึ้น เพราะเหลือผู้เล่นตัวรุกน้อย ไปกองกันอยู่ที่แดนหลังซะเยอะ

แมน : ขนาดนั้นเลยหรอพี่ ในเมืองไทยที่เล่นหลัง 3 เท่าที่เห็นก็หลายทีมนะครับ บุรีรัมย์, แบงค็อก, เชียงราย, สุพรรณ อย่างบุรีรัมย์หรือเชียงรายก็เล่นหลัง 3 มาตลอดก็ได้ไปหลายแชมป์อยู่นะครับ

จเด็จ : จริงๆ มันก็แล้วแต่ปรัชญา แล้วแต่ความชอบของโค้ชแต่ละคนนะ ลองมองทีมอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด หรือทีมชาติสเปน, บราซิล เยอรมัน, อาร์เจนติน่า เขาก็เล่นหลัง 4 กันทั้งนั้นแล้ว เพราะเป็นระบบที่เวลาเลือกนักเตะจากต่างที่มาเล่นร่วมกัน มันปรับตัวเข้าได้ง่ายเพราะเป็นระบบพื้นฐานที่เล่นง่ายที่สุดแล้ว สมัยนี้เขาจะใช้ผู้รักษาประตูขึ้นมายืนเป็นสวีปเปอร์ตัวสุดท้าย จึงต้องใช้ประตูที่เล่นบอลด้วยเท้าได้ดี สามารถจ่ายบอลขึ้นเกมได้เอง

แมน : เคยได้ยินว่าระบบหลัง 3 จะแพ้ทางระบบหลัง 4 อันนี้จริงมั้ยครับ มันเป็นบรรญัติไตรยางค์ขนาดนั้นเลยหรอ

จเด็จ : แผนการเล่นมันฆ่ากันเองอยู่แล้วครับ เวลายืนเซนเตอร์ 3 คน เวลาบุกจะเหลือ 3 ใช่มั้ย แต่เวลารับจะกลายเป็น 5 คน ทีนี้พอเวลาแบ็คเติมขึ้นมา พื้นที่หลังแบ็คก็จะโล่ง แล้วก็จะถูกสวนกลับตรงจุดนี้ตลอดแหละ เพราะต้องเจอสถานการณ์ 2 รุม 1 ถ้าอีกฝ่ายมีแบ็คแล้วมีปีกด้วย ทั้งตอนบุกและรับก็จะเป็น 2 รุม 1 ฝ่ายที่โดนรุมถ้าแกะไม่ออกก็ต้องหาตัวจ่าย แต่ถ้าคนโดนบีบโดนเพรสเร็วๆ ก็มีโอกาสเสียบอลง่าย

แมน : ผมคุ้นๆ เหมือนเคยอ่านเจอมาว่า โชเซ่ มูรินโญ่ เขาเคยพูดว่าระบบหลัง 3 เป็นระบบโบราณ และเขาไม่มีทางใช้แน่นอน 


จเด็จ : ดูอย่าง เป๊ป (กวาร์ดิโอล่า) ทำแมนฯซิตี้ สิ นักเตะเขาจะเคลื่อนที่ให้มีตัวรับบอลตลอดเวลา มีตัวเล่นชิ่งสามเหลี่ยมทุกครั้ง และจะค่อยๆ ปูพรมขึงเกมรับคู่แข่ง พอเสียบอลเขาก็จะใช้ทฤษฎี 6 seconds ภายใน 6 วินาที นักเตะแมนฯซิตี้จะวิ่งไล่เอาบอลคืนทันที ถ้าทีมไหนแกะไม่ออกก็จะถูกพับสนามบุกอยู่ข้างเดียว เวลาเขาบุกจะมีแบ็คขึ้นมาโอเวอร์แล็ปให้ตัวปีกด้วย แล้วปีกเขาก็สามารถเล่นได้หลากหลายทำให้คู่แข่งจับทางไม่ถูก  

แมน : ผมนึกถึงอย่าง บุรีรัมย์ ที่ประสบความสำเร็จมาหลายปี เพราะแต่ละตำแหน่งมีนักเตะที่เป็นคอมมานเดอร์รึเปล่า กองหลังมี ตูเนซ ที่บิวด์อัพเกมได้ กลางมีอย่าง โก ซึล กี กองหน้ามี ดิโอโก้ มันเลยทำให้ระบบหลัง 3 ของบุรีรัมย์ดูแข็งแกร่ง

จเด็จ : นั่นแหละ คือระบบนี้ต้องใช้ผู้เล่นที่มีศักยภาพมีความสามารถส่วนบุคคลสูง อย่างทีมชาติไทยก็ไม่ได้มีกองหลังแบบ ตูเนซ มีแต่คนที่สกัดบอลทิ้งเอาปลอดภัยไว้ก่อน กองหน้าเราก็ไม่ได้มีคนที่ชงเองกินเอง สร้างเกมได้อย่าง ดิโอโก้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นนักเตะพวกนี้ก็แทบจะแบกทีมเอาไว้จนชนิดที่ว่าขาดไม่ได้เลย

แมน : นึกภาพออกเลยครับ ผมขอยกตัวอย่าง อุราวะ เรดส์ สมัยที่ มิไฮโล เปโตรวิช เป็นโค้ช หลายปีมาแล้ว ตอนนั้นผมบรรยายเจลีกที่ช่องแกรมมี่ ผมจำได้ติดตาว่าเขาเล่นหลัง 4 แต่เวลาเป็นฝ่ายรับ ยูกิ อาเบะ ที่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับจะถอยลงมายืนเหมือนเป็นเซนเตอร์คนที่ 3 แล้วพอจะโต้กลับ ก็จะเป็น อาเบะ นี่แหละที่บิวด์อัพบอลขึ้นมา ไทยเราถ้าใช้รูปแบบนี้น่าจะเหมาะมั้ยพี่ กับระบบกองหลัง 2 คน


จเด็จ : ก็โอเคนะ เหมือนอย่าง ท่าเรือ เองบางที โก ซึล กี เขาก็จะถอยลงไปลึกเลยเวลาถูกคู่ต่อสู้บุกใส่ แต่ถ้าจะเล่นวิธีนี้ กองกลางตัวรับต้องมีศักยภาพสูงมากๆ ต้องเก่งทั้งเกมรับและรุก ต้องจ่ายบอลแม่นยำ เอาตัวรอดเวลาถูกเพรสซิ่งได้

แมน : ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ พอไหวมั้ยพี่

จเด็จ : ก็น่าจะได้อยู่นะ

แมน : พี่เด็จคิดว่าทีมชาติไทยควรจะใช้ระบบปีกมากกว่ามั้ย เท่าที่จำได้เราเคยใช้ระบบปีกล่าสุดก็คงสมัยพี่ซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) นู่นเลย ที่มีเกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ กับ มงคล ทศไกร เป็นปีก

จเด็จ : ก็น่าลองใช้นะ เพราะในไทยลีกตอนนี้มีปีกไทยเก่งๆ หลายคน พอเราไปเล่นระบบหลัง 3 คนเล่นปีกก็ไม่มีโอกาสได้เกิดเลย

แมน : แล้วเหตุผลอื่นๆ ล่ะครับ เช่นเรื่องสไตล์การเล่นที่ชัดเจน เหมือนอย่างที่ ออสการ์ ตาบาเรซ กุนซืออุรุกวัย เคยแนะนำไว้ อย่างผมเองในมุมของแฟนบอลนะพี่ ผมคิดว่าการเข้าทำของทีมชาติไทยส่วนใหญ่จะเป็นบอลออกข้างแล้วครอสหรือคัทแบ็คเข้ามาในกรอบ ซึ่งหลายๆ ครั้งที่ได้ประตูก็มาจากจังหวะฉาบฉวยหรือความผิดพลาดของกองหลังคู่แข่ง หรือพวกลูกเซ็ตเพลย์ต่างๆ มากกว่ามาจากการขึ้นเกมที่เป็นรูปแบบที่มาจากการซ้อม

จเด็จ : เราอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นค่อนข้างมาก วันไหนขาดชนาธิป (สรงกระสินธุ์) เกมรุกก็ลำบากเลย อย่างตอนอุรุกวัยเจอกับไทยแมตช์ที่จีน เขารู้อยู่แล้วว่าคีย์แมนของไทยคือใคร เวลาชนาธิปได้บอลเขาไม่เปิดโอกาสให้พลิกตัวเลย พอชนาธิปทำอะไรไม่ได้ เกมบุกของไทยก็ดับสนิท

แมน : แสดงว่าเขาต้องมีการวิเคราะห์ก่อนเกมเจอไทยด้วย 

จเด็จ : มีอยู่แล้วครับ ยิ่งเป็นทีมระดับโลกเขาไม่มีประมาทคู่ต่อสู้แน่นอน

แมน : แล้วการท่าเรือ มีนักวิเคราะห์เกมมั้ยครับ

จเด็จ : มีสิ (เสียงสูง) อย่างแมตช์ต่อไปเราจะเจอใคร คนวิเคราะห์ก็จะไปดูเกมคู่แข่ง เขาก็จะตัดเป็นคลิปแยกมาเลยว่าเราต้องการดูจังหวะไหน อย่างจะเจอเมืองทอง ก็จะดูวิธีการเข้าทำ ดูว่าเวลาเขาเสียประตูเขาเสียยังไง ดูจุดอ่อนจุดแข็ง ประกอบกับข้อมูลสถิติ พอก่อนเกมก็จะมีประชุมทีมเราก็จะเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับบอร์ดบริหาร

แมน : เป็นคนไทยหรือต่างชาติครับพี่

จเด็จ : คนไทยเนี่ยแหละครับ

แมน : เรื่องข้อมูลสถิตินี่มันน่าจะทำยากพอดูเลยนะพี่ แล้วคือประชุมทีมนักวิเคราะห์ก็จะเอามาพรีเซนต์ในห้องประชุมหรอครับ 

จเด็จ : เราใช้ข้อมูลจาก Instat อยู่แล้ว แล้วเขาก็จะส่งข้อมูลและคลิปมาให้ผมดูก่อนวันประชุมครับ    

แมน : ผมอยากรู้แล้วสิว่านักวิเคราะห์ของท่าเรือคือใคร บอกชื่อได้มั้ยพี่ 

จเด็จ : ก็โค้ชแขกไง วีรยุทธ์ (บินอับดุลเลาะมาน) อะ เป็นทีมสตาฟฟ์ของผมเนี่ยแหละครับ


แมน : อ้าวหรอพี่ โค้ชแขกแกมีทีมงานตัดคลิปแยกต่างหากหรือเปล่า

จเด็จ : เขาก็ตัดเองนี่แหละ เขาทำเป็นครับ 

แมน : โห ไว้ผมจะลองหาโอกาสคุยกับโค้ชแขกดูบ้างดีกว่า น่าสนใจมากๆ อาชีพนักวิเคราะห์นี่น่าสนใจนะพี่ น่าจะเป็นอาชีพใหม่ที่ยังมีน้อยในบอลไทย

จเด็จ : ใช่ครับ ถือเป็นงานที่สำคัญมากเลยนะ 

แมน : ย้อนกลับมาเรื่องทีมชาติ อีกอย่างนึงคือก่อนเกมเนี่ย แทบจะคาดเดาได้เลยว่าถ้าไทยได้ประตู จะมีชื่อนักเตะคนไหนขึ้นสกอร์บอร์ด ต่างจาก การท่าเรือ ของพี่ที่ตอนนี้ 11 ตัวจริงยิงประตูได้แทบทุกคนแล้ว เท่าที่ผมนึกออกก็มีแค่ ทศพล ลาเทศ คนเดียวมั้งครับ ไม่นับรวม วัชระ บัวทอง ที่เป็นโกล

จเด็จ : ใช่ครับ ทศพล เขาก็มีจังหวะเกือบทำได้แล้วนะ เดี๋ยวถ้ามีโอกาสอีกก็อาจจะยิงบ้างก็ได้

แมน : เควิน ดีรมรัมย์, เอเลียส ดอเลาะห์ฺ, นิติพงษ์ เสลานนท์, โก ซึล กี, ศิวกร จักขุประสาท, เซร์คิโอ ซัวเรซ, บดินทร์ ผาลา, ปกรณ์ เปรมภักดิ์, สุมัญญา ปุริสาย, ดราแกน บอสโควิช หรือตัวสำรองที่ลงมาอย่าง นูรูล ศรียานเก็ม กับ อาทิตย์ บุตรจินดา ทุกคนมีสกอร์หมดแล้ว สิ่งที่ผมเห็นคือปีนี้ นักเตะต่างชาติไม่ได้แบกท่าเรือ แต่ทุกคนมีบทบาทที่ชัดเจนและสามารถส่งบอลให้นักเตะทุกคนได้ ไม่จำเป็นว่าพอคิดอะไรไม่ออกต้องยัดบอลไปให้ตัวต่างชาติ

จเด็จ : คงเป็นเพราะส่วนใหญ่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว มีเสริมเข้ามาแค่ โก ซึล กี กับ สุมัญญา ความเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคนในแท็กติกของทีมจึงมีสูง ทุกคนรู้จ๊อบของตัวเองว่าลงไปแล้วต้องทำอะไร กับทีมชาติมันต่างกันเพราะว่าไม่ได้มีโอกาสได้ซ้อมกันทุกวันเหมือนสโมสร นักเตะในสโมสรเขาซ้อมด้วยกันทุกวัน เวลาจะจ่ายบอลให้กันเขาแทบไม่ต้องเงยหน้ามองตัวรับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนชอบวิ่งยังไง ชอบรับบอลแบบไหน 

แมน : ความกระหายชัยชนะมีส่วนมั้ยครับ คือแฟนบอลทั่วไปพูดตรงกันว่า ความกระหายของนักเตะเราไม่มากเท่าคู่ต่อสู้ อย่างเวียดนาม, อินเดีย หรือบอลเด็กของสิงคโปร์ เรารู้สึกได้ผ่านแววตาของเขาเลยว่า เขาอยากชนะมาก และจะทำทุกวิธีเพื่อชนะให้ได้ ดูมีสมาธิกับเกมสูงมาก ซึ่งความกระหายที่ผมพูดถึงเนี่ย ผมเห็นอยุ่ในแววตานักเตะไทยเวลาเล่นให้กับสโมสรต้นสังกัดนะ สมัยผมดูพวกรุ่นพี่ดำ นที (ทองสุกแก้ว), พี่ง้วน สุรชัย (จตุรภัทรพงษ์) หรือพี่แบน ทศตวัน (ศรีปาน) ผมจำได้ว่าพี่พวกนี้เขาเล่นแต่ละเกมเหมือนทำสงคราม วิ่งสุดชีวิตแบบลืมตาย เหมือนกับว่าเป็นเกมสุดท้ายของตัวเองทุกครั้งเลย

จเด็จ : โห (เสียงสูง) สมัยนั้นการติดทีมชาติไทยมันคือสุดยอดของนักเตะทุกคนแล้ว รายได้ในการเล่นให้สโมสรในไทยมันไม่มากเหมือนสมัยนี้ โอกาสที่จะได้รับรายได้ที่สูงขึ้นคือต้องเล่นทีมชาติให้ดี แล้วไปค้าแข้่งในเวียดนามหรือสิงคโปร์ ที่เขาจ่ายค่าจ้างให้สูงกว่า

แมน : แล้วจะทำยังไงดีล่ะพี่ ที่จะให้นักเตะไทยมีความกระหายหรือความมุ่งมั่นมากกว่านี้ ผมเชื่อว่าถ้าไปถามนักเตะ เขาก็อาจไม่พอใจ แล้วบอกว่าเขาก็เต็มที่แล้วนะ ซึ่งผมก็เข้าใจแหละว่าไม่มีใครอยากแพ้ แต่ผมรู้สึกว่าคู่แข่งที่เจอเราเขาปล่อยสุดกว่า

จเด็จ : อยู่ที่การกำหนดเป้าหมายของแต่ละคนครับ ว่าอยากเล่นฟุตบอลไปถึงระดับไหน บางคนอาจจะพอใจกับจุดที่ตัวเองอยู่ แต่ถ้าเปลี่ยนความคิดว่า หากเราติดทีมชาติแล้วจะมีแมวมองจากญี่ปุ่นหรือทีมใหญ่ๆ มาดู โอกาสที่จะไปในระดับสูงกว่าก็ยังมีอีก บางคนอาจคิดว่าติดทีมชาติก็พอแล้ว หรือไว้ประดับโปรไฟล์เวลาคุยเรื่องสัญญากับสโมสรจะได้อัพค่าจ้างได้ อันนี้ก็ต้องปรับระบบความคิดกันใหม่อีกเยอะเลย 

แมน : ขอพูดถึงยู22 บ้างครับ พี่เด็จคิดยังไงที่เราแพ้สิงคโปร์ในเมอร์ไลอ้อนคัพ และก็ตั้งแต่ อเล็กซานเดร กาม่าเข้ามาคุมทีมจนลาออกไปเนี่ย แทบยังไม่เคยเห็นไทยเล่นได้เหนือกว่าคู่ต่อสู้แบบชัดเจนทั้งเกมจริงๆ เลย

จเด็จ : ผมไม่ชอบระบบของกาม่านะ ผมว่าเขาทำทีมเป็นสไตล์รับแล้วโต้กลับ อย่างตอนทำเชียงราย ก็จะอาศัยรับเหนียวเข้าไว้ แล้วโยนบอลไดเร็คไปให้ตัวต่างชาติที่คล่องๆ เลี้ยงกินตัว แล้วก็จะมีกองหน้าตัวใหญ่คนนึงคอยเก็บบอล ซึ่งถ้าเป็นบอลถ้วยก็ลุ้นไหวอยู่ แต่ถ้าเป็นฟุตบอลลีกมันยากมากที่จะทำได้แบบนั้นจนไปถึงแชมป์ได้ แล้วทีมชาติไทยเราไม่ได้มีผู้เล่นแบบนั้น นักเตะไทยถนัดกับการต่อบอลกับพื้นมากกว่าที่จะใช้บอลไดเร็คเป็นหลัก แล้วผมมองว่าการเจอสิงคโปร์หรือเพื่อนบ้านในอาเซียนเราไม่จำเป็นต้องใช้ตัวรับลงไปกองข้างหลังเยอะขนาดนั้น เวลาจะบุกตัวเราก็มีน้อยกว่าเขา คนดูชอบการเล่นที่มันได้ใจ คือต่อให้แพ้ก็ยังได้ใจ เพราะฉะนั้นถ้าเจอทีมที่ไม่ได้เหนือกว่าเราควรต้องเล่นเกมรุก


 แมน : รวมๆ ก็เป็นเรื่องฟอร์เมชั่น, แท็กติก, รูปแบบการเล่นและทัศนคติของนักเตะเหมือนกัน

จเด็จ : มันก็มีเหตุผลประกอบหลายอย่างนั่นแหละครับ

แมน : สำหรับพี่เด็จ คิดว่า เอเลียส ดอเลาะห์ และ ทศพล ลาเทศ สมควรได้รับโอกาสในทีมชาติไทยมั้ยครับ 

จเด็จ : ผมว่าโอเคนะถ้าเล่นระบบเซนเตอร์ 2 คน แต่ถ้าเล่นหลัง 3 ก็อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก และอาจจะปรับตัวยากหน่อยเพราะเล่นต่างจากในสโมสรที่เขาเล่นอยู่ประจำ

แมน : แล้วถ้าเกิดสมมตินะครับ ว่าพี่เด็จต้องไปเป็นกุนซือทีมชาติไทย พี่เด็จคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรก่อนบ้าง

จเด็จ : ก็คงเปลี่ยนระบบการเล่น เพราะผมชอบ 4-4-2 ผมชอบแผนนี้ ทำทีมไหนผมก็เล่นแผนนี้ ถ้าให้ใช้แผนอื่นผมก็ไม่ถนัด เราทำในแบบที่เราถนัดที่สุดดีกว่า แล้วก็เลือกนักเตะที่คิดว่าน่าจะตรงกับระบบการเล่นของเรามากที่สุด ผมว่าจะเลือกง่ายขึ้นเพราะตำแหน่งการยืนมันชัดอยู่แล้ว ประตู, กองหลัง, แบ็ค, กองกลางตัวรุกตัวรับ, ปีกสองข้าง และกองหน้า แบบนี้เวลาดูนักเตะในลีกก็ดูง่ายไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากครับ

แมน : เมื่อสัปดาห์ก่อนมาดามแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซำ) กับพี่เด็จ, พี่เปี๊ยก (องอาจ ก่อสินค้า) และทีมงานคนอื่นๆ ไปพม่า เห็นว่าไปดูย่างกุ้ง ยูไนเต็ด และสนใจนักเตะพม่าอยู่คนนึง เท่าที่ไปดูพี่ถูกใจมั้ย จะเสริมเข้ามาในเลกสองหรือเปล่า

จเด็จ : ยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่นะ ถ้าสำหรับผมจะคงไม่เสริมนักเตะอาเซียนในเลกสอง

แมน : ปีหน้าถ้าท่าเรือได้ไปเล่น ACL เห็นว่าสนามแพท สเตเดี้ยม ไม่น่าจะผ่าน มีแผนไว้หรือยังว่าจะไปใช้สนามไหนครับ

จเด็จ : น่าจะเป็นที่ราชมังคลากีฬาสถานครับ

แมน : ขอคำถามสุดท้ายนะครับ ตอนนี้สามารถพูดได้หรือยังว่าเป้าหมายของการท่าเรือในฤดูกาลนี้คือการคว้าแชมป์ไทยลีก 

จเด็จ : โอ้โห พูดอย่างนั้นไม่ได้หรอก มันจะกลายเป็นการกดดันตัวเอง ถามกี่ที ผมก็ต้องตอบเหมือนเดิมว่าต้องดูกันไปเกมต่อเกมครับ

แมน : วันนี้ขอบคุณมากนะครับพี่เด็จ ไว้โอกาสหน้าขอรบกวนใหม่นะพี่

จเด็จ : โอเคครับ สวัสดีครับ


ถ้าชอบก็กดไลค์ ถ้าใช่ก็กดแชร์กันด้วยนะครับ (แมน โกสินทร์ อัตตโนรักษ์)



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด