:::     :::

เกมแห่งฤดูกาล(2)

วันพุธที่ 19 มิถุนายน 2562 คอลัมน์ Football Therapy โดย บี้ เดอะสปา
1,194
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018-19 ทั้ง 20 ทีมต่างมีเกมที่ดีที่สุด หรือ 'แมตช์ ออฟ เดอะ ซีซั่น 2018-19'

ตอนที่แล้วเอ่ยถึงเกมที่ดีที่สุดของ 10 ทีมแรก (ไล่ตามตัวอักษรอังกฤษจาก อาร์เซน่อล ถึง ฮัดเดอร์สฟิลด์) กันไปแล้ว มาต่อกันอีก 10 ทีมที่เหลือ ที่มีทีมใหญ่ๆ อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

เลสเตอร์ ซิตี้
เลสเตอร์ 2 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1
พรีเมียร์ลีก, คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม, 26 ธันวาคม
กลายเป็นฤดูกาลที่แฟนๆ เลสเตอร์ ต้องพบความหวัง ไม่ใช่เพราะการจบซีซั่นในอันดับ 9 ไม่ใช่เพราะการจบซีซั่นแบบไร้ความสำเร็จ แต่เป็นเพราะการสูญเสียประธานสโมสรผู้เป็นที่รัก วิชัย ศรีวัฒนประภา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจบเกมในบ้านที่เสมอ เวสต์แฮม 1-1 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม
แต่อย่างน้อย จิ้งจอกสีน้ำเงิน ก็ยังมอบความสุขให้แฟนๆ ได้ชื่นใจ อย่างการบุกชนะ เชลซี 1-0, เปิดบ้านถล่ม อาร์เซน่อล 3-0 แต่เกมที่ดีที่สุดของฤดูกาลคือเกมเชือด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 เป็นการมอบของขวัญที่ดีที่สุดในโปรแกรมบ็อกซิ่งเดย์ หรือ 4 วันหลังชัยชนะที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์
แม้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ยิงนำเร็วให้ เรือใบสีฟ้า ตั้งแต่ 14 นาทีแรก แต่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ก็ตีคืนได้เร็วในอีก 5 นาทีต่อมา และสร้างปัญหาให้ทีมเยือนตลอด จนกระทั่งท้ายเกมนาที 81 ริคาร์โด้ เปเรยร่า ที่เพิ่งปรับบทบาทจากแบ็กขวามายืนปีกได้ไม่กี่นาที ก็ซัลโวประตูชัย พร้อมถีบ แมนฯ ซิตี้ หล่นมาอยู่อันดับ 3 ด้วย
ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูล 4 - บาร์เซโลน่า 0
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง, แอนฟิลด์, 7 พฤษภาคม
เป็นฤดูกาลที่ ลิเวอร์พูล ยิงแหลก 115 ประตูรวมทุกรายการ และเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของสามประสานแดนหน้า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยิงไป 27 ประตู, ซาดิโอ มาเน่ 26 ประตู และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อีก 16 ประตู
หงส์แดง มีเกมที่น่าจดจำในพรีเมียร์ลีกอย่างชัยชนะเหนือ อาร์เซน่อล 5-1 และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 ที่ แอนฟิลด์ ทั้งสองนัด หรือใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ต้องนึกถึงเกมบุกชนะ บาเยิร์น มิวนิค 3-1 รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง กับ รอบชิงชนะเลิศที่เชือด สเปอร์ส นิ่มๆ 2-0
แต่เกมแห่งความทรงจำของซีซั่น 2018-19 คือชัยชนะเหนือ บาร์เซโลน่า 4-0 ที่ แอนฟิลด์ จากสถานการณ์ที่แทบหมดหวังไปแล้วเพราะแพ้ที่ คัมป์ นู 0-3 แถมยังไม่มี ซาลาห์ กับ ฟีร์มีโน่ ที่บาดเจ็บ แต่ ดีว็อค โอรีกี กลายเป็นตัวละครลับที่ยิงสองประตูสำคัญ เช่นเดียวกับ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ที่กลายเป็นการแก้เกมทีเด็ดของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในช่วงพักครึ่ง
แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2
พรีเมียร์ลีก, โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด, 24 เมษายน
ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เดินหน้ากอบโกยความสำเร็จ และสร้างสถิติต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก ในฤดูกาลที่คว้าสามแชมป์ในประเทศ พรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ และ คาราบาวคัพ
เรือใบสีฟ้า ซัลโวไปถึง 169 ประตูรวมทุกรายการ และมีถึง 11 เกมที่ยิงคู่แข่งทะลุ 5 ประตูโดยไม่สนใจว่าคู่แข่งจะเป็นใครหน้าไหน อาทิ เกมถล่ม ชาลเก้ 7-0 รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ชปล., อัด วัตฟอร์ด 6-0 รอบชิง เอฟเอคัพ ที่ เวมบลีย์, รัวยิง เชลซี 6-0 ในพรีเมียร์ลีก ที่ เอติฮัด
หรือจะเป็นเกมที่ยิงไม่หยุดใส่ เบอร์ตัน 9-0 ในคาราบาวคัพ และ ร็อทเธอร์แฮม อีก 7-0 ในเอฟเอคัพ
แต่ชัยชนะที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 2-0 จากสองประตูในครึ่งหลังของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา กับ ลีรอย ซาเน่ คือเกมที่ดีที่สุดแห่งฤดูกาล เพราะหลังจากการตกรอบ 8 ทีมชปล. เรือใบสีฟ้า มีเกมหนักที่สุดใน 4 นัดสุดท้ายก็คือ แมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์ ที่หากสะดุดเสมอหรือแพ้ แชมป์พรีเมียร์ลีกพร้อมตกอยู่ในกำมือ ลิเวอร์พูล ทันที
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง 1 - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง, ปาร์ก เดส์ แปร็งส์, 6 มีนาคม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีฤดูกาลที่ไม่น่าจดจำจากการจบซีซั่นในอันดับ 6 พลาดลุยแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลหน้า ที่แทบมองไม่เห็นเกมที่น่าประทับใจในลีกเลย โดยเฉพาะการเจอกับทีมบิ๊ก 6 ด้วยกัน ที่คว้าชัยชนะได้เพียงเกมเดียวเหนือ สเปอร์ส 1-0 ที่ เวมบลีย์
แต่ก็มีช่วงเวลาที่แฟนๆ ผีแดง ได้ชื่นอกชื่นใจกันบ้าง เมื่อครั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ใหม่ๆ พาทีมชนะ 8 นัดรวดในทุกรายการ และฝากผลงานสวยๆ ใน เอฟเอคัพ ที่บุกชนะ อาร์เซน่อล 3-1 และบุกชนะ เชลซี 2-0
เกมแห่งฤดูกาลคือชัยชนะที่ ปารีส 3-1 แม้ต้องพึ่ง วีเออาร์ มาตัดสินจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งส่งผลต่อการเข้ารอบ-ตกรอบ แต่ที่น่ายกย่องคือการลงสนามด้วยหัวใจ เพราะการมาเยือนในสภาพทีมที่พิการ ขาดตัวหลักอาทิ ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช, อันเดร์ เอร์เรร่า, เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ทำให้ต้องเรียกดาวรุ่งจากชุดเล็กถึง 5 คนมารวมกับนักเตะทีมชุดใหญ่ที่เหลือเพียง 15 คน
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
นิวคาสเซิ่ล 2 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1
พรีเมียร์ลีก, เซนต์ เจมส์ พาร์ค, 29 มกราคม
แชมป์พรีเมียร์ลีกพ่ายแพ้เพียง 4 เกมเท่านั้นในพรีเมียร์ลีก และหนึ่งในทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้ก็คือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมที่โชว์ฟอร์มผีเข้าผีออกตลอดทั้งฤดูกาล
เพียงแค่ 24 วินาทีแรก เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูให้ เรือใบสีฟ้า ขึ้นนำ และดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งชัยชนะที่ไม่ยากเย็นนักของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ไม่ต้องการพลาดเพราะตามหลัง ลิเวอร์พูล ในตารางคะแนนอยู่
หลังจากนั้น ซิตี้ มีโอกาสมากมายก่ายกองที่จะบวกลูกสอง หนึ่งในนั้นคือจังหวะที่ผู้ตัดสินปฏิเสธประตูของ อเกวโร่ จากจังหวะฉวยโอกาสเล่นฟรีคิกเร็วของ เควิน เดอ บรอยน์
เข้าสู่ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย นิวคาสเซิ่ล ใช้บอลยาวสู้ จนตีเสมอจาก โฮเซ่ ซาโลมอน รอนดอน นาที 66 และ 10 นาทีสุดท้ายมาได้จุดโทษจังหวะต่อบอลสั้นในแนวรับของทีมเยือนที่ผิดพลาดเอง และ แฟร์นันดินโญ่ ก็ไปรวบ ชอน ลองสตาฟฟ์ ก่อนที่ แม็ตต์ ริทชี่ สังหารประตูชัย 2-1
เซาธ์แฮมป์ตัน
เซาธ์แฮมปตัน 3 - อาร์เซน่อล 2
พรีเมียร์ลีก, เซนต์ แมรี่ส์ สเตเดี้ยม, 16 ธันวาคม
นี่คือเกมแรกในรัง เซนต์ แมรี่ส์ ของกุนซือคนใหม่ ราล์ฟ ฮาเซนฮึทเทิล ที่เพิ่งเข้ามารับงานต่อจาก มาร์ค ฮิวจ์ส ที่โดนไล่ออกในช่วงต้นเดือนธันวาคม หลังพาทีมเปิดฤดูกาล 14 นัดแรก ชนะเพียงเกมเดียว
เซาธ์แฮมป์ตัน กลายเป็นคนละทีมจากนัดก่อนที่ ฮาเซนฮึทเทิล ประเดิมคุมทัพในเกมบุกแพ้ คาร์ดิฟฟ์ 0-1 โดยเฉพาะเกมรุกริมเส้นที่ขับเคลื่อนได้อย่างไหลลื่น
แม้สองประตูของ แดนนี่ อิงส์ ถูกไล่ตามจาก เฮนริค มคิทาร์ยาน ทั้งสองครั้ง แต่ในที่สุด ชาร์ลี ออสติน กองหน้าตัวสำรองที่ลงมาแทน อิงส์ กลายเป็นฮีโร่ทำประตูชัย 3-2 ในนาที 85 ทำเอา ฮาเซนฮึทเทิล ฉลองชัยชนะสุดเหวี่ยงจนต้องออกมาขอโทษขอโพย อูไน เอเมรี่ เพราะลืมจับมือตามธรรมเนียมหลังจบเกม
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
อาแจ็กซ์ 2 - สเปอร์ส 3
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง, โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, 8 พฤษภาคม
สเปอร์ส ผ่านหนึ่งในฤดูกาลที่ดี แม้จบฤดูกาลอันดับ 4 แต่การเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรก็คือประสบการณ์อันน่าจดจำ
ไก่เดือยทอง มีเกมที่อยู่ในความทรงจำหลายนัด อย่างพรีเมียร์ลีก เกมบุกชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0, อัด เชลซี 3-1 ที่ เวมบลีย์ และบุกถล่ม เอฟเวอร์ตัน 6-2 หรือในเกมคาราบาวคัพ ที่บุกเชือด อาร์เซน่อล 2-0
หรือจะใน แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม สามนัดสุดท้าย ที่ยิงประตูสำคัญในช่วง 10 นาทีสุดท้ายใส่ พีเอสวี, อินเตอร์ และ บาร์ซ่า จนผ่านเข้ารอบอย่างเหลือเชื่อ รวมถึงเกมที่ เอติฮัด ที่ได้ วีเออาร์ ช่วยชีวิตในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย
แต่เกมที่ดีที่สุดของฤดูกาลต้องเป็นเกมที่ โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า อย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากเสียสองประตูให้ มัทไธส์ เดอ ลิกต์ กับ ฮาคิม ซิเย็ค ในครึ่งแรก ทำให้สกอร์รวมตามถึง 0-3 แต่ก็กลับมาซัลโว 3 ประตูในครึ่งหลังจากแฮตทริกของ ลูคัส มูร่า ที่ดราม่าสุดๆ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาที 96
วัตฟอร์ด
วัตฟอร์ด 3 - วูลฟ์แฮมป์ตัน 2 (ต่อเวลา)
เอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ, เวมบลีย์, 7 เมษายน
วัตฟอร์ด ของกุนซือ ฆาบี กราเซีย จบฤดูกาลพรีเมียร์ลีกแบบสบายๆ ในอันดับ 11 แต่ชัยชนะ 14 เกมที่เกิดขึ้น แทบมองไม่เห็นเกมที่น่าจดจำเลย โดยเฉพาะเวลาเผชิญหน้ากับทีมใหญ่ยังเป็นรองหลายช่วงตัว
เกมแห่งซีซั่นของ เดอะ ฮอร์เน็ตส์ เกิดขึ้นใน เอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ ที่เป็นฝ่ายตามหลัง วูลฟ์แฮมป์ตัน ถึง 2 ประตู เมื่อเกมที่ เวมบลีย์ ดำเนินมาถึงช่วง 15 นาทีสุดท้าย
เคราร์ด เดวโลเฟว กลายเป็นตัวสำรองทีเด็ดที่ กราเซีย ส่งลงไปแก้เกมในนาที 66 ยิงจุดประกายความหวังในนาที 79 ก่อนที่ ทรอย ดีนี่ย์ เรียกจุดโทษและยิงตีเสมอในช่วงทดเจ็บนาที 94 ทำให้ต้องต่อเวลา และ เดวโลเฟว ก็อาศัยความเร็วหลุดเข้าไปยิงประตูชัย พลิกสถานการณ์พา วัตฟอร์ด เข้าชิงอย่างเหลือเชื่อ
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
เวสต์แฮม 3 - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1
พรีเมียร์ลีก, ลอนดอน สเตเดี้ยม, 29 กันยายน
ซีซั่นแรกของ มานูเอล เปเยกรินี่ เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น แม้ลงทุนเสริมทัพไปเยอะ แต่กลับเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ 4 เกมแรก อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพที่เหนือกว่าคู่แข่ง ขุนค้อน ก็เอาตัวรอดจบอันดับ 10 ในพรีเมียร์ลีกจนได้
ตลอดฤดูกาลมีเกมที่น่าจดจำอย่างเกมแซงชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 4-3, เกมเชือด อาร์เซน่อล 1-0, บุกชนะ สเปอร์ส 1-0 หรือจะเป็นเกมสุดท้ายในบ้านที่ถล่ม เซาธ์แฮมปตัน 3-0
แต่เกมที่ดีที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่นัดที่ 7 ที่เปิดรัง ลอนดอน สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ แมนฯ ยูไนเต็ด
เฟลิเป้ อันแดร์ซอน โชว์การยิงไขว้ผ่าน ดาบิด เด เคอา อย่างเหนือชั้นตั้งแต่ 5 นาทีแรก ตามด้วยการทำเข้าประตูตัวเองของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก่อนจบครึ่งแรกไม่นาน แม้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงไล่มา แต่ 3 นาทีต่อจากนั้น มาร์โก อาร์เนาโตวิช ก็ทำให้แฟนๆ ได้ฉลองชัยในบ้านเกมแรกของซีซั่นกันอย่างชื่นมื่น
วูลฟ์แฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส
วูลฟ์แฮมป์ตัน 3 - อาร์เซน่อล 1
พรีเมียร์ลีก, โมลินิวซ์ สเตเดี้ยม, 24 เมษายน
ฤดูกาลแรกของ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ในพรีเมียร์ลีก มีหลายเกมที่ติดตาตรึงใจ อย่างเกมเชือด เชลซี 2-1, บุกชนะ สเปอร์ส 3-1 หรือจะเป็นการยิงประตูชัยในช่วงทดเจ็บใส่ เลสเตอร์ 4-3 ต่อหน้าแฟนๆ ใน โมลินิวซ์
แต่ชัยชนะที่สวยหรู และน่าจดจำที่สุดคือเกมชนะ อาร์เซน่อล 3-1 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากบุกแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-3 กับเกมเปิดบ้านเสมอ ไบรท์ตัน 0-0 ซึ่งเป็นสองคู่แข่งที่ดิ้นรนหนีการตกชั้น
รูเบน เนเวส, แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ และ ดีโอโก้ โชต้า ยิงสามประตูปิดเกมตั้งแต่ครึ่งแรก และแทบไม่เปิดโอกาสให้ อาร์เซน่อล ได้ตอบโต้บ้างเลย กว่าจะยิงตีคืนได้ต้องรอถึงช่วง 10 นาทีสุดท้าย แม้เก็บคลีนชีตไม่ได้ แต่ถือเป็นเกมที่สมบูรณ์แบบ และทำให้ขยับจากอันดับ 8 ขึ้นสู่อันดับ 7 ก่อนรักษาตำแหน่งนี้จนจบซีซั่น

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด