:::     :::

จับเข่าคุย 'เอดู'

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ในโอกาสกลับคืนรังอาร์เซน่อลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี เอดู กาสปาร์ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากบอกทั้งในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนแรกของสโมสร และคนที่มี "ดีเอ็นเออาร์เซน่อล" เต็มเปี่ยม

อดีตกองกลางทีมชาติบราซิลเป็นหนึ่งในศิษย์เก่าที่กลับมาทำงานให้สโมสรเช่นเดียวกับ เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก ที่ล่วงหน้ามาปลุกปั้นเยาวชนก่อนหน้านี้และถูกโปรโมตขึ้นมาเป็นสตาฟฟ์โค้ชชุดทำงานเคียงข้างกับ อูไน เอเมรี่ ในปัจจุบัน 

เอดู เคยค้าแข้งกับอาร์เซน่อลระหว่างปี 2001 ถึง 2005 ภายใต้การคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งยุคนั้นถือเป็นยุคที่อาร์เซน่อลแข็งแกร่งที่สุดตลอดกาลเลยก็ว่าได้

เขาพาทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และเอฟเอ คัพ 3 สมัย ลงเล่นทั้งหมด 127 นัด ทำได้ 15 ประตู และเป็น "บราซิเลียนคนแรกที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก"

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนบรรยากาศจากจากทีมชาติมาเป็นสโมสร แต่ เอดู ยังบอกเองว่าเป็นการได้กลับมา "บ้าน" อีกครั้ง

"ก่อนอื่นเลย ผมอยากขอบคุณอย่างมากเพราะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้กลับบ้าน อย่างที่คุณรู้ ผมเคยอยู่ที่นี่ถึง 5 ปี และมีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความทรงจำที่ดีเช่นกัน เป็นเรื่องดีเสมอที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง"

งานล่าสุดในบทบาทการบริหารจัดการของ เอดู คือ ผู้ประสานงานทั่วไปของทีมชาติบราซิล เอาอำลาตำแหน่งอย่างสมเกียรติหลังทีมคว้าแชมป์โกปา อเมริกา 2019 บนแผ่นดินตัวเอง 

แล้วสิ่งใดผลักดันให้มุ่งหน้าจาก ริโอ เดอ จาเนโร กลับมาลอนดอนอีกครั้ง ? 

"มีหลายสิ่งนะ เป็นสิ่งดีๆ ด้วย อย่างที่บอกไปในตอนแรก เป็นความรู้สึกที่ดีอยู่แล้วที่ได้กลับบ้าน และผมก็คิดว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับตัวเองเพราะการได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนแรกของสโมสรคือความท้าทายสุดๆ สำหรับผม และสำหรับสโมสรเช่นกัน"

"ผมคิดถึงพรีเมียร์ลีกด้วย มันเป็นความท้าทายครั้งใหญ่และเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญด้วย ผมกำลังตั้งตาคอยที่จะได้พัฒนาตัวเอง ได้ทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดเพื่อสโมสร และนำประสบการณ์ที่มีมาใช้กับงาน"


วันวานเมื่อครั้งยังโลดแล่นในสนาม

"มีหลายอย่างเลย และการที่ผมพาครอบครัวมาอยู่ที่นี่ด้วยก็สำคัญนะ เพราะที่บราซิลผมต้องห่างจากพวกเขาในเวลาทำงาน การได้กลับมาลอนดอนจะทำให้ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผมมีพลังมากขึ้นและเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย"

ในยุคที่โลดแล่นอยู่ในสนามในสีเสื้ออาร์เซน่อล เอดู เป็นทั้งอะไหล่ของทีมในฐานะตัวสนับสนุนให้กับ ปาทริค วิเอร่า และ จิลแบร์โต้ ซิลวา คู่กองกลางตัวจริง และในหลายครั้งก็ทำหน้าที่แทนตั้งแต่ต้นจนจบ ถือเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่ขาดไม่ได้ในยุคทองของเวนเกอร์

แม้แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ความเป็น เอดู ก็ยังทำให้เขาติดต่อพูดคุบกับหลายคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา "ผมยังคงกับหลายคนเลย แน่นอนว่า ปาทริค (วิเอร่า) คือเพื่อนสนิทของผม เฟร็ด (ลุงเบิร์ก) ก็คุยกันอยู่ เรย์ พาร์เลอร์ ก็อยู่ที่นี่ ยังมี เดนนิส (เบิร์กแคมป์), (โรแบร์) ปิแรส, โลร็องต์, โซล แคมป์เบลล์, มาร์ติน คีโอว์น ตอนที่ผมกลับมาลอนดอน ผมมีโอกาสได้คุยกับเขา เขาเป็นคนที่ดีมากๆ เลห์มัน อีกคน ... คือแบบเยอะมาก! 

ราอูล ซานเยฮี หนึ่งในผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังการดึง เอดู กลับมาสโมสรอีกครั้งเปรียบอดีตกองกลางทีมชติบราซิลเอาไว้ว่าเป็น 'คนของอาร์เซน่อลตัวจริง' เพราะการที่รู้จักสโมสรอยู่ก่อนแล้วมันช่วยให้การนับหนึ่งเป็นเรื่องไม่ยากจนเกินไป 

"สำหรับผม ในการเริ่มต้น ในการเริ่มนับหนึ่งในหน้าที่นี่ มันสำคัญนะที่จะเข้าใจสโมสรเป็นอันดับแรก หากคุณไม่เข้าใจสโมสร  คุณก็ไม่เข้าใจผู้คนรอบข้างที่คอยช่วยเหลือคุณในการเริ่มต้นงานที่แท้จริง"

"เหมือนผมมีแต้มต่อหนึ่งแต้มเพราะผมเข้าใจสโมสรเป็นอย่างดี ผมเข้าใจว่าเกิดะไรขึ้น เข้าใจแฟนบอล เข้าใจในสิ่งที่สโมสรต้องการ ดังนั้นมันจึงช่วยให้หลายสิ่งง่ายขึ้น"

ขณะที่ จอช โครเอนเก้ ลูกชายของ สแตน โครเอนเก้ ซึ่งเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของทีมในช่วงปรีซีซั่นที่อเมริกาบอกว่า 'เอดู คือคนที่มีดีเอ็นเอของอาร์เซน่อล เรามีแชมป์ไร้พ่าย เขาเข้าใจดีว่าทำอย่างไรที่ชนะ มันจำเป็นต้องทำงานอย่างหนักและมีจิตใจที่พร้อม'

"การทำงานด้วยสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง คุณต้องไม่ทำงานในแบบชั่วอึดใจ คุณต้องมีจิตใจที่โอเค เวลาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะนักเตะนะ สโมสรก็ต้องมีความคิดจิตใจในแบบเดียวกับนักเตะด้วย เราจำเป็นต้องมีสภาพจิตใจในแบบเดียวกัน เป็นหัวจิตหัวใจแห่งอาร์เซน่อล เราจำเป็นต้องมีหัวใจของผู้ชนะอยู่เสมอ นี่คือฟุตบอล นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง"


พร้อมเคียงข้าง อูไน เอเมรี่ 

"เวลาที่พูดถึงงานที่ดีโดยที่ปราศจากผลลัพธ์ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์กหรือไม่ บางทีมันอาจไม่ยุติธรรม แต่ความเป็นจริงก็แบบนี้ ดังนั้นเราจึงต้องทำงานหนักสุดๆ เข้าไว้เพื่อผลลัพธ์ และก็ต้องเข้าใจโลกที่แท้จริงและที่ที่เราอยู่ในตอนนี้"

"เราอยู่ที่อาร์เซน่อล เราคือสโมสรใหญ่ และเราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์ นั่นคือ ชัยชนะ ... สู้เพื่อชัยชนะ แล้วคุณจะทำแบบนั้นได้อย่างไร? เราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แล้วเตรียมตัวอย่างไร? ก็ทำงานให้หนัก ทุ่มเททุกอย่าง ทุ่มเพื่อโอกาสที่จะทำให้ดีขึ้นและดีขึ้น ทำงานให้หนักเพื่อจะเป็นสโมสรในแบบที่ต้องการ''

เอดู เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมและเหมาะสมอย่างมากกับงานเรียกได้ว่าเป็น 'มือประสานสิบทิศ' ต้องเชื่อมโยงทั้งแนวดิ่งตั้งแต่ระดับผู้บริหารลงมาถึงนักเตะและแฟนบอล รวมถึงแนวรับกับการอำนวยความสะดวกให้กับ อูไน เอเมรี่ 

"มีหลายสิ่งที่ต้องทำ แต่ผมจะพยายามอธิบายสักเล็กน้อยในเกือบทุกอย่างแล้วกัน คนมักพูดเสมอว่าผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคก็จะดูเกี่ยวกับขั้นตอนการเซ็นสัญญานักเตะ ขายนักเตะ ต่อสัญญานักเตะ ปล่อยนักเตะยืมตัว แน่นอนว่าเหล่านี้คือส่วนสำคัญของงานและผมก็เข้าใจดี แต่สำหรับผม ยังมีสิ่งสำคัญอื่นๆ อีกมาก เราต้องคอยดูในสิ่งที่เรามีในวันนี้ เราจำเป็นต้องทำงานหนักในวันนี้ เราจำเป็นต้องดูแลผู้เล่นของเราในวันนี้''


"บางครั้งการเซ็นสัญญาก็เป็นเรื่องอนาคต แน่นอนว่าผมเกี่ยวข้องกับขั้นตอนเหล่านั้น แต่ผมก็ต้องคอยดูแลในวันนี้ด้วย ผมอธิบายให้กับนักเตะตอนที่ผมมาถึงว่าผมไม่ใช่คนที่จะเอาแต่นั่งในห้องทำงาน และรอคนมาเคาะประตูและส่งข้อความถึง ผมต้องการเกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ ต้องการอยู่ร่วมกับพวกเขา ต้องการทำงานร่วมกับอูไน ต้องการทำงานร่วมกับสตาฟฟ์ พยายามให้คำแนะนำพวกเขาในสิ่งจำเป็น สิ่งเหล่านี้สำคัญและเป็นสิ่งที่ผมเชื่ออย่างมากในวันนี้

''ความสัมพันธ์กับอะคาเดมี่ก็สำคัญมากๆ เพราะว่าคนมักหลงลืมกันไป พวกเขาเอาแต่พูดถึงการเซ็นสัญญานักเตะบิ๊กเนม แต่เราก็ต้องดูแลอะคาเดมี่ด้วย นั่นคืออีกส่วนที่ผมต้องเกี่ยวข้อง''

ช่วงเวลา 14 ปีอาจดูเหมือนไม่มากนักแต่สำหรับอาร์เซน่อลนับว่าเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากจากสนามเก่ามาสนามใหม่ และจากยุคที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาเป็นยุคที่ต้องดิ้นรนมากขึ้น แล้วตัวตนของ เอดู เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ?

"อันที่จริงผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปมากนัก เพราะในชีวิตของผม ผมก็มีบุคลิกส่วนตัวและเอาตัวตนแบบที่เป็นเข้าไปใส่ในการชีวิตส่วนตัวและในหน้าที่การงาน อย่างที่ผมเคยบอกเอาไว้คือพยายามคุยกับคนอื่นแบบตัวต่อตัว เพราะว่าเป็นสิ่งสำคัญ ได้แชร์ไอเดีย ได้เปิดใจ ได้รับฟังคนอื่น เหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงรักษาตัวตนแบบเดิมเอาไว้"

"ผมก็คิดว่ามันดีสำหรับผมนะทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน นับตั้งแต่ที่ผมรับกับทีมชาติบราซิลมา 9 ปี ทุกอย่างไปด้วยดี เพราะว่าผมมีในสิ่งนี้ และผมก็เชื่อจริงๆ ว่าเราสามารถทำในสิ่งที่ดีได้"

หนึ่งในคนที่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการมาของ เอดู คือ อูไน เอเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่เคยเป็นเจ้านายเก่าสมัยร่วมงานกันที่บาเลนเซียในสเปน เอเมรี่ สรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ เอดู ว่าเป็นคนที่ "เหมาะสมอย่างยิ่ง" กับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค


ให้กำลังใจทีมระหว่างปรีซีซั่นที่อเมริกา

"สำหรับผมก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้กลับมาทำงานกับเขาอีกครั้งเพราะมันไม่สำคัญว่าเขาคือโค้ชของผม และตอนนี้ผมมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ท้ายที่สุดแล้วเราก็พูดคุยด้วยความเคารพที่มีต่อกัน ตำแหน่งหน้าที่ไม่ใช่ประเด็น เรามีความเคารพกันมากตอนผมยังเป็นนักเตะ และเรายังคงให้เกียรติกับตำแหน่งที่ผมเป็นตอนนี้ เขายังคงเหมือนเดิม ทำงานหนักและมีพลังล้นเหลือ นั่นคือสิ่งสำคัญสำหรับสโมสรและสำหรับนักเตะเช่นกัน"

  ทุกบทบาทหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ยังค้าแข้งและเปลี่ยนเป็นผู้บริหาร สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือเป้าหมายในการทำงาน และสำหรับคนที่รู้จักอาร์เซน่อลดีอยู่แล้ว เขารู้ว่าสิ่งสำคัญในการผลักดันสโมสรนี้คือการทำให้แแฟนบอลมีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันด้วย 

"ผมไม่อยากบอกว่าเป็นความฝัน แต่เราจำเป็นต้องโฟกัสกับการต่อสู้เพื่อกลับไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง นั่นคือเป้าหมายของเรา พยายามทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น ผมต้องการให้แฟนบอลสนุกเหมือนก่อนหน้านี้ ผมรู้ว่าพวกเขาหล่อเลี้ยงสโมสรอย่างไร รักสโมสรอยางไร และพวกเราจำเป็นต้องมอบบางสิ่งกลับไปเพื่อให้พวกเขาได้รู้สึกสนุกไปกับสโมสรอีกครั้ง"

14 ปีผ่านไป จากกองกลางคนสำคัญมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนแรก บทบาทหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากตัวตนของ เอดู คือเขาพร้อมที่จะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อนำพาอาร์เซน่อลไปสู่จุดที่ควรจะเป็นอีกครั้ง



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด