:::     :::

5 ข้อที่ "โค้ชจุ่น" เหมาะยืนข้างนิชิโนะ

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ในที่สุด อากิระ นิชิโนะ ก็ตัดสินใจจิ้มชื่อ อนุรักษ์ ศรีเกิด เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมงานผู้ช่วยทัพ "ช้างศึก"

แม้ในสายตาแฟนบอลบางกลุ่ม อาจหัวเราะหน้าจอคอมพ์ ปรามาสฝีมือ “โค้ชจุ่น” แต่ขอโทษ ตำแหน่งที่เฮดโค้ชวัย 44 เข้ามาทำงานนั้นคือ “ผู้ช่วย”

ไม่ใช่คุมทีมเอง!!!

ในชั่วโมงลูกหนังที่มีเวลาเรียนรู้จำกัด ก่อนทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และ ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย ผู้เขียนเชื่อว่า กุนซือชาวญี่ปุ่นเองได้พิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่า เฮดโค้ชวัย 44 ปี จะเข้ามาแบ่งเบาภาระหลายสิ่งที่เกี่ยวกับฟุตบอลไทยได้

และเป็นชอยส์ที่เหมาะสม ด้วยเหตุผลดังนี้

 

แพสชั่น + ความเป็นมืออาชีพ

การได้ร่วมงานกันช่วงเวลาหนึ่งสมัย “โค้ชจุ่น” คุมทีมชาติไทย สิ่งที่เห็นคือ ความเป็นมืออาชีพ และมุ่งมั่นของเขา การมีดีเอ็นเออยากเป็นผู้ชนะตลอดเวลา และค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดเกมตลอด ตอนไหนควรรีแลกซ์ผ่อนคลาย หรือควรซีเรียส ในรูปแบบการซ้อมหากนักเตะผิดพลาด เขาจะสั่งให้แก้ไขทันที

 

กุนซือสายวินัย

แม้บุคลิกเจ้าตัวจะดูยิ้มง่าย เฮฮา ขี้เล่น มีมุกมากวนตีนนักเตะตลอด แต่อีกสิ่งหนึ่งที่นักบอลต้องเจอคือ “โค้ชจุ่น” เป็นคนเคร่งเรื่องวินัยสูง ครั้งหนึ่งสมัยที่ไปทำงานที่ต่างประเทศร่วมกัน เขาไม่อนุญาตให้เด็กไปซื้อของกินข้างนอกโรงแรมเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารว่างขบเคี้ยว น้ำอัดลม นักฟุตบอลทุกคนหลังซ้อมต้องกินโปรตีนผสมน้ำที่สตาฟฟ์ทำไว้ให้ ซึ่งกลับกันหากเป็นกุนซือคนอื่นที่ผู้เขียนเจอมา จะค่อนข้างปล่อยชิล และไม่เขี้ยวขนาดนี้

 

ประสบการณ์ข้างสนามบนลีกอาชีพเกือบทุกระดับ

สอบตก หรือ ประสบความสำเร็จ ในระดับสโมสร อนุรักษ์ ศรีเกิด ผ่านมันมาทั้งหมด เรียกว่าประสบการณ์การคุมทีมระดับสโมสรเขามีไม่แพ้ใคร และการตะบันชีวิตทั้งใน ลีกสูงสุด (บางกอกกล๊าส เอฟซี), ลีกรอง (ขอนแก่น เอฟซี) รวมถึงระดับภูมิภาคอย่าง พัทลุง เอฟซี, ภูเก็ต เอฟซี หรือล่าสุดอย่าง อยุธยา ยูไนเต็ด ทำให้ “โค้ชจุ่น” รู้ระดับเลเวลมาตรฐานของฟุตบอลไทย และผู้เล่นเป็นอย่างดี

 

เพื่อนคู่คิด นิชิโนะ

แน่นอนว่าการเปิดโลกด้านกุนซือเกือบทุกระดับในไทย และ ทีมชาติ ทำให้เขาได้เห็นพัฒยนาการนักเตะในแต่ละลีกมากขึ้น ว่าใครฟอร์มการเล่นเป็นอย่างไร แน่นอนว่าประสบการณ์ตรงจุดนี้ของ “โค้ชจุ่น” สามารถนำมาช่วยเติมเต็มในเรื่องข้อมูลเสนอให้แก่ นิชิโนะ ได้ ว่าผู้เล่นประเภทไหนที่เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นต้องการหยิบจับมาใส่ในทีมชาติไทย  เพราะอย่าลืมว่า อดีตกุนซือปลาดิบ เพิ่งมาจับงานในแดนปลาแดกเพียงไม่นาน

 

ผลผลิต U-19 ที่กำลังโตเต็มวัย

หนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีชสร้างชื่อ “โค้ชจุ่น” ระดับทีมชาติเห็นจะเป็น การพาทัพ U-19 คว้าแชมป์คว้าแชมป์อาเซียน ที่ประเทศลาว เมื่อปี 2015 ด้วยการไล่ถล่มเวียดนาม 6-0 จนถึงปีถัดมาที่พาทีมไปเล่นชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้ายที่ บาห์เรน

อย่างไรก็ตามผลผลิตในยุคนั้นที่ อนุรักษ์ ศรีเกิด เลือกมาอยู่ในทีม ไม่ว่าจะเป็น วิศรุต อิ่มอุระ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, ศรายุธ สมพิมพ์, ศฤงคาร พรมสุภะ หรือกระทั่ง ศุภชัย ใจเด็ด อยู่ในชั่วโมงบินลูกหนังสูงขึ้น และขึ้นเป็นแกนหลักของสโมสรระดับไทยลีกเกือบทั้งสิ้น และเด็กชุดนี้ยังสามารถลงเล่นในรายการชิงแชมป์เอเชีย U-23 ต้นปีหน้าได้ทั้งหมด

ทำให้อดีตเฮดโค้ชบีจีรายนี้อาจเป็น “ตำราลูกหนัง” ที่ทำงานร่วมกับ อากิระ นิชิโนะ ได้อย่างดี   


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด