:::     :::

ปาร์คจีซุง และการถูกรีวิวหนังสือสั่งลาของเขาเล่มสุดท้าย

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
1,389
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
จะเป็นยังไงเมื่อนักฟุตบอลที่ออกหนังสืออัตชีวประวัติออกมา ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครถูกวิพากษ์มากนัก แต่อาจีของพวกเราโดนเยอะหลายเจ้าเลย

นี่คือข้อเขียนบทรีวิวหนังสือเล่มสุดท้ายของปาร์คจีซุงที่มีชื่อว่า "My Story" ที่ถูกเขียนขึ้นมาหลังจากที่ปาร์คได้ยุติเส้นทางการค้าแข้งของเขาเอาไว้ในปี2014 และหนังสือก็ออกมาในปีนั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีใครหลายคนได้อ่านมากนัก แต่นี่คือการย้อนบทรีวิวหนังสือของตี๋ปาร์คของพวกเรา รวบรวมประมวลเอาไว้จากหลายๆแหล่งให้ได้เห็นว่า ในนั้นมีอะไรบ้างคร่าวๆ และการโดนวิจารณ์ในฐานะเจ้าของเรื่องในหนังสือเหล่านี้จะเป็นเช่นไร เราจะได้รับรู้มุมมองใหม่ๆด้านที่ไม่เคยรู้จากทั้งแฟนบอล และจากปาร์คจีซุงเองด้วยจากบทวิพากษ์เหล่านี้

---------------------------------------


Park Ji-Sung

"My Story" (박지성 마이 스토리)

มันคือหนังสือเล่มใหญ่ที่หนากว่า400หน้าที่เต็มไปด้วยภาพสีในเล่ม หนังสือนั้นถูกแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกก็คือจะเป็นเรื่องราวของปาร์คประมาณ 200 หน้า ส่วนที่สองคือการรีวิวผลงานของเขาในการลงเล่นทีละฤดูกาล รวมทั้งหมด14ปี, รีวิวการลงเล่นในเกมทีมชาติโดยเริ่มต้นที่การลงแข่งในโอลิมปิคของเขา มีรายละเอียดของสุดยอดสิบเกมที่น่าจดจำที่สุดของเขา

ซึ่งไอ้เจ้าส่วนที่สองเนี่ยที่เป็นรีวิวแต่ละฤดูกาล และก็สิบนัดยอดเยี่ยมนั้นปาร์คไม่ได้เขียนเอง เชื่อว่าคอลัมนิสต์บางคนน่าจะมาช่วยงานในส่วนนี้ประมาณ 100หน้า  ในตัวเล่มนั้นรูปค่อนข้างเยอะอย่างที่บอก เฉพาะรูปอย่างเดียวโดดๆน่าจะประมาณ 50หน้า ดังนั้นเรื่องราวของปาร์คที่คาดหวังว่าจะได้อ่านเป็นหลักๆก็จะมีประมาณ 200หน้า และหนังสือใช้ฟอนต์ตัวใหญ่ๆ ซึ่งหยิบมานั่งลงอ่านประมาณสองครั้ง อ่านทุกๆเรื่องราวในหนังสือ รวมถึงการรีวิวฤดูกาลในนั้น มันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

สรุปหนังสือเล่มที่สองอันเก่าของเขาสั้นๆ ปาร์คเขียนถึงการถูกมองข้ามในแชมเปี้ยนส์ลีกรอบชิงปี2008, น้ำกบสกัด, ความรู้สึกของเขาต่อเพื่อนๆร่วมทีมอย่าง Evra Giggs Rooney Ronaldo Park Chu-Young / ความแตกต่างระหว่างที่ยูไนเต็ดกับทีมชาติเกาหลีใต้, ฟุตบอลโลกปี2010 ซึ่งอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย และจบหนังสือด้วยการเขียนเกี่ยวกับว่า เขาต้องพลาดอะไรไปบ้างกับการใช้ชีวิตตามแบบคนปกติ คราวนี้ย้อนมาที่หนังสือเล่มใหม่ของเขา เขาเริ่มโดยพูดว่า นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ปาร์คเขียนถึงเข่าของเขา (เขาขอบคุณพวกมันที่อดทนอยู่ด้วยกันมานับจากการคัมแบ็คอาการบาดเจ็บเลวร้ายมาตั้งแต่ปี2007) / ความเป็นไปได้ที่ฟุตบอลโลกปี2014อาจจะถูกเรียกตัวกลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง การได้เจอกับฮองเมียงโบ โค้ชทีมชาติ / เรื่องราวกับภรรยาที่สื่อไม่ได้จับตามอง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเป็นกัปตันทีมชาติ, ทีมในฟุตบอลโลก2010, ทีมPSVช่วง 04-05, การเข้าไปยังคุยในห้องของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน / การเผชิญหน้าสองครั้งกับ AC Milan / ปีร์โล่ และอื่นๆ เรื่องที่น่าสนใจที่โอกาสหน้าจะเอามาเผยแพร่ก็มีเรื่องของ โทรศัพท์สายตรงจากอเล็กซ์ เฟอร์กูสันในฤดูร้อนปี2005 ที่เขาพยายามจะดึงเอาปาร์คมาสู่สโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด รวมถึงเรื่องการที่เขาไม่ถูกเลือกในรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีก2008 ก็เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเช่นกัน แต่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเล่มที่สองอยู่แล้ว


เรื่องราวดีเทลเล็กๆน้อยๆอดีตนักเตะเก่าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปาร์คจีซุง มิดฟิลด์ของชาวปีศาจแดงเปิดเผยในหนังสือ My Story เอาไว้ถึงเรื่องราวต่างๆด้วยความสุขุมตามสไตล์ของเขาเกี่ยวกับการได้รับแรงบันดาลใจ และการรับแรงกดดันด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งก่อนเกมและหลังเกมในแต่ละแมตช์ลงแข่งของเขา  มากกว่าที่จะเป็นนักบอลซุปเปอร์สตาร์ของเกาหลี มุมมองที่ผู้คนอาจจะมองข้ามไปในขณะที่พวกเขาดูเพียงแต่แค่สถิติหรือประสิทธิภาพของเขาในสนามทุกๆสัปดาห์

ไม่อาจเถียงได้ว่า ปาร์คเองก็เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเกาหลีที่บุกเบิกเส้นทางของคนเอเชียเข้าสู่โลกฟุตบอลของทวีปยุโรป และประสบการณ์ของเขาก็มีการเขียนออกมาเป็นหนังสือถึงสามชุดได้แก่  Never Ending Challenge ในปี2006 / Throwing Myself Away ปี2010 และสุดท้าย My Story ซึ่งถึงที่สุดแม้จะออกหนังสือมาถึงสามซีรีส์ ดูมากมายอลังการเพียงใดแต่ก็เทียบไม่ได้กับการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของตัวปาร์คเองในสนามอยู่ดี

ในหนังสือทั้งหมดนั้นปาร์คเขียนเอาไว้เยอะมากๆเพื่อที่จะเล่าให้แฟนๆจำนวนมากของเขารู้เรื่องราวและเหตุผลของเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะใครที่สงสัย(ปนเศร้า)เกี่ยวกับการแขวนสตั๊ดของเขาก็ตาม

"มันประหลาดมากๆเลยที่ผมนิ่งมากๆ สงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อตอนที่ตื่นขึ้นมาในเช้าของวันที่ 14 พฤษภาคม 2014"


ปาร์คย้อนเตือนความจำถึงวันประกาศแขวนสตั๊ดของเขา



"ผมมาคิดๆดูแล้วนะว่ามันจะต้องมีอะไรแปลกออกไปบ้างสิที่ผมจะประกาศยุติเส้นทางอาชีพของผม แต่ว่าผมไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรไปจากเช้าทั่วๆไปที่ไม่ได้มีวางแพลนต้องทำอะไรเป็นพิเศษเลย"

ปาร์คอธิบายว่า ข้างในใจเขาสงบยิ่งก่วาที่เคย เป็นเพราะว่า เขานั่นแหละคือคนที่รู้ดีที่สุดในการตัดสินใจว่า เมื่อไหร่ที่จะลงไปเตะฟุตบอลแข่งอีกไม่ไหวแล้ว

"ตอนที่เล่นให้PSV Eindhovenในเนเธอร์แลนด์ สภาพเข่าของผมย่ำแย่ลงอย่างน่าประหลาดใจเลย มันเจ็บอยู่ตลอดทำยังไงก็ไม่หาย มันคงถึงเวลาแล้วที่ผมต้องเลิก"



เขาเขียนเอาไว้เช่นนี้ ซึ่งระหว่างตลอดเวลาในอาชีพนักฟุตบอลของเขา เขาได้รับการผ่าตัดถึงสามครั้งที่หัวเข่าและข้อเท้าซ้าย การผ่าตัดครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี2007ตอนที่อยู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเขาก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งหลังจากทำการพักฟื้นอยู่เป็นเวลาถึง9เดือน แต่ก็ยังมีอาการเจ็บอยู่เรื่อยๆ และในที่สุดปี2014 เมื่อเขาย้ายกลับไปสู่สโมสรที่ดัตช์อีกครั้ง มันก็ส่งสัญญาณว่าอดทนยื้อมันต่อไปไม่ไหวแล้ว ปาร์คเขียนเอาไว้เช่นนี้  ดังนั้นเขาจึงเล่าเท้าความไปอีกว่า เขาจะต้องกรอกยาแก้ปวดก่อนลงสนามทุกๆนัดเลยที่ลงเล่นในเดือนกุมภาพันธ์ และต้องขอบคุณโค้ช ซึ่งก็คือ ฟิลิป โคคู ที่ได้ดูแลเขาในช่วงเวลานั้น



เพื่อไม่ให้ผู้อ่านขาดตอน ปาร์คเปิดเผยเรื่องราวเล็กๆน้อยๆอีกว่า เขาได้รับการขอจากโค้ชทีมชาติเกาหลีใต้ Hong Myung-bo เพื่อให้กลับมาลงเล่นทีมชาติอีกครั้งในเวิร์ลคัพ2014 ที่บราซิลถึงแม้ว่าปาร์คจะประกาศรีไทร์จากทีมชาติไปแล้วในปี 2011 ก็ตาม(เพิ่มเติม สรุปสุดท้ายปาร์คก็ปฏิเสธไปและโค้ชก็ได้เห็นว่าเขาเจ็บเข่าเล่นไม่ไหวจริงๆ) เขาได้รับเช็คเปล่าๆให้มาเขียนตัวเลขจำนวนเงินเองตามใจชอบหลายครั้งจากสโมสรทั้งเกาหลี จีน และ จากตะวันออกกลาง เรื่องราวการเริ่มต้นคบกันกับแฟนสาวคิมมินจีในตอนนั้น(ภรรยาคนปัจจุบัน)ในช่วงซีซั่นสุดท้ายของเขาแต่ว่าไม่ได้ตกเป็นข่าวอะไร

น่าเศร้าอีกครั้งที่มันมีแต่การอัพเดทเท่านั้นที่เปิดเผยในหนังสือ ที่เหลือ430หน้านั้นเป็นเรื่องราวที่เล่าย้ำหรือสารภาพไปแล้วในเล่มก่อนๆหน้านี้ และเปิดเผยเพียงแต่สถิติสรุปรวม14ปีของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาเท่านั้น

ข้อมูลจาก Yes 24 หนึ่งในร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแจงเอาไว้ว่า มากกว่าหนึ่งแสนก็อปปี้ของหนังสือปาร์คเล่มแรกและเล่มที่สองที่ได้ขายไป และนี่เป็นท็อปทูของหนังสือขายดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นแปลว่าอย่างน้อยที่สุด ในจำนวนเดียวกันนี้ของคนอ่านที่ได้อ่านนั้น ก็จะรู้หมดแล้ว เช่นเรื่องราวที่พ่อของเขาต้มซุปกบกับเขากวางให้เขากินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง และอะไรที่ทำให้ปาร์คหลีกพ้นจากคำด่าคำวิจารณ์ที่ว่า เขามีประโยชน์แค่เอามาไว้ทำตลาดขายเสื้อแมนยูในเอเชียเท่านั้น (เทียบว่าเป็น พ่อค้าขายเสื้อจากเอเชีย)



ในช่วงที่เขาค้าแข้งนั้นเขาต้องเจอฝันร้ายจากพวกนักเขียนแนวกอสซิปเกี่ยวกับบุคลิกที่เงียบๆของเขา เหมือนเวลาเห็นเขาลงเล่นนั่นแหละ และนักเขียนพวกนั้นก็พยายามจะแฉเรื่องส่วนตัวของเขาตลอดเวลา

ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เห็นถึงบุคลิกภาพที่เงียบของเขา ชื่อหนังสือยังเรียบๆง่ายๆเลยว่า My Story (เรื่องของฉัน) มันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นประหลาดใจเลยถ้ามันจะไม่เปรี้ยงเท่าอัติชีวประวัติของนักบอลคนอื่นที่ชื่อเสียงโด่งดังกว่าเขา อย่างเช่นของสลาตัน อิบราฮิโมวิชที่มีหนังสือชื่อ "I am Zlatan Ibrahimovic" หรือแม้กระทั่ง "I Think Therefore I Play" ที่เป็นของอันเดรีย ปีร์โล นั่นเอง

หนังสือ My Story ถูกตีพิมพ์ลงหลังจากที่เขาได้ยุติบทบาทอาชีพนักฟุตบอล เขาอาจจะต้องการปิดฉากอาชีพไปพร้อมกับหนังสือพาย้อนอดีตของเขาเล่มนี้ที่ออกมาทันทีหลังจากรีไทร์แค่ไม่นานนัก เพื่อที่จะให้เป็นเช่นนั้นเขาจึงต้องการผู้ช่วยอย่าง ปาร์คมุนซุง คอมเม้นเตเตอร์ฟุตบอลชื่อดังที่สนิทกันกับจีซุง  โดยที่นักบอลก็จะเล่าเรื่องราวของเขาให้กับนักวิจารณ์ฝีปากเยี่ยมผู้นี้ให้ทำMy Storyออกมาอ่านได้เรื่อยๆอย่างไม่มีสะดุด แต่ที่เป็นแบบนั้นมันไม่ได้เป็นเพราะว่าเรื่องราวของปาร์คมันน่าตื่นเต้นอะไร แต่มันค่อนข้างพาผู้อ่านให้ไหลไปกับเรื่องราวได้อย่างเร็วๆผ่านๆ ประมาณว่าดูหนังที่เราชอบซ้ำอีกครั้งนั่นแหละที่สามารถข้ามฉากไม่สำคัญๆไปได้ เพราะว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย



หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนอัลบั้มรวมของความทรงจำ ดั่งเช่นที่ปาร์คเขียนเกริ่นเอาไว้ว่า "ผมหวังว่าเรื่องราวและความทรงจำของผมจะกลายเป็นเรื่องราวความทรงจำที่เพลิดเพลินของคุณด้วย"

การเข้ามาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดของปาร์คนั้นได้เติมเต็มวัฒนธรรมฟุตบอลของที่นี่ การเพลิดเพลินกับฟุตบอลยุโรปในค่ำคืนสุดสัปดาห์กลายเป็นกิจวัตรส่วนหนึ่งของชายหนุ่มเกาหลีจำนวนมากเลยตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งนั่นคือการได้ดูบอลและนั่งคุยกันในหมู่เพื่อนๆนั่นเอง

"ผมหวังว่าสักวันนึงในอนาคต เวลาที่ผมได้ไปสะกิดความทรงจำของใครขึ้นมา เขาหรือเธอเหล่านั้นจะมีความสุขเล็กๆน้อยๆได้เวลาเปิดอ่านหนังสือของผม"

ปาร์คกล่าวเพิ่มเติมเอาไว้ และนี่ก็อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับการที่เขาจะทำหนังสือเล่มนี้ออกมา

-ศาลาผี-


source : http://www.bigsoccer.com
https://www.koreatimes.co.kr

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด