:::   21:11 - ผลอุ่นเครื่อง : กวางโจว อาร์แอนด์เอฟ (จีน) แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน (อังกฤษ) 0-4   :::   19:24 - ผลราคูเทน คัพ : บาร์เซโลน่า (สเปน) แพ้ เชลซี (อังกฤษ) 1-2   :::

ชีวิตที่ไม่มีฟุตบอลของ “รอยสตัน เดรนเธ่”

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2560 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
21,716
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ชายหนุ่มที่มีความสุขมากสุดคนหนึ่งของโลก ต้องมีชื่อของ “รอยสตัน เดรนเธ่” รวมอยู่ด้วยแน่นอน

        ช่วงเวลาดังกล่าว เขาเป็นดาวรุ่งวัยเพียง 20 ปี ที่ได้เซ็นสัญญากับมหาอำนาจลูกหนังอย่างเรอัล มาดริด ต่อยอดจากการเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของเฟเยนูร์ด และทีมชาติฮอลแลนด์ ชุดเล็ก

        ก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน เขา และพรรคพวก สามารถคว้าโทรฟี่แชมป์ ศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปี พร้อมกับซิวรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ มานอนกอดอีกด้วย

        เหลือเชื่อมากว่า ในวัย 29 ปี เขาประกาศแขวนสตั๊ดไปอย่างเงียบๆ กับสโมสรสุดท้ายที่ลงเล่นให้อย่าง "บานิยาส" ในลีกของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หลังจากประสบปัญหามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจ

       เราไปดูกันหน่อยว่า ชีวิตภายใต้ชายคา "ซานติอาโก้ เบอนาเบว" เป็นอย่างไร และต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง  อันนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ จนต้องย้ายออกไปเล่นในหลายลีก อาทิอังกฤษ, รัสเซีย และตุรกี

        "รอยสตัน ริคกี้ เดรนเธ่" เกิด และเติบโตที่เมืองร็อตเธอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ โดยชีวิตวัยเด็ก ต้องปากกัดตีนถีบ และยังต้องมาเสียหัวหน้าครอบครัว จากเหตุการณ์ฆาตกรรมที่สะเทือนใจ 

        "คุณรู้อะไรมั้ย พ่อของผมถูกฆ่าข้างถนน ตอนนั้นผมอายุเพียง 3 ขวบ แม่ปกปิดเรื่องนั้น เพื่อเป็นการปกป้องความรู้สึกผม ท่านบอกว่า พ่อตายเพราะอุบัติเหตุ แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น" เดรนเธ่ เริ่มเล่า

        "ชีวิตวัยเด็กของผมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งอย่างที่ผมบอกไป แม่พยายามปกป้องผม เนื่องจากผมยังเป็นเพียงเด็กตัวน้อย เธอไม่อยากให้ผมรู้สึกหวาดกลัว หรือว่าอ่อนแอ"

        "ผมมาจากย่านร็อตเธอร์ดัม มันเต็มไปด้วยความยากลำบาก ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะว่าในสถานที่แห่งนั้น คุณต้องต่อสู้อย่างหนัก อย่างไรก็ตาม มันมีทั้งเหตุการณ์ที่ดี และไม่ดีปะปนกันไป"

        จากการเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ทำให้ถูกเรอัล มาดริด ดึงไปร่วมทีมในช่วงปี 2007 จากลักษณะทางกายภาพ และแนวทางการเล่น ทำให้หลายคนมอบฉายาให้เขาว่า "นิว เอ็ดการ์ ดาวิดส์"

        เขาเล่าถึงการย้ายไปเป็นนักเตะ "ราชันชุดขาว" เอาไว้ว่า " การเซ็นสัญญากับสโมสรเรอัล มาดริด เป็นอะไรที่ซับซ้อนเหมือนกัน ผมไม่ทราบรายละเอียดมากนัก อาจจะพูดไม่ได้ว่าผมต้องเจอกับความโชคร้าย นั่นเพราะผมมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม"

        "ผมมีความสุขมาก เนื่องจากเรอัล มาดริด เป็นทีมที่ดีสุดในประวัติศาสตร์ และผมได้เล่นให้กับพวกเขา !! สโมสรยังอุดมไปด้วยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ ที่คุณเฝ้าฝันอยากจะเล่นด้วย"

        "ผมสนุกกับประสบการณ์เหล่านั้น ผมเหมือนอยู่ในความฝันเลย เรอัล มาดริด อยู่ในหัวใจผมเสมอมา แน่นอนว่า ผมยังเป็นแฟนบอลของพวกเขาด้วย

        "ผมย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ตอนอายุแค่ 20 ปี ในฐานะของนักเตะยอดเยี่ยมจากทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปี"

        "เกมแรกที่ผมลงเล่น ผมสามารถยิงประตูสุดสวยใส่เซบีย่า ทุกคนต่างคาดหวังกับผมเป็นอย่างมากมาก มันเป็นเรื่องยากเหมือนกัน เพราะผมยังเป็นวุ่ยรุ่นอายุ 20 เท่านั้น"

        "มันเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปมาก จากที่เคยอาศัยกับแม่ในบ้านหลังเล็กๆ ตอนนี้เรามาอาศัยในบ้านพักราคาหลักล้าน !! ผมมีช่วงเวลาที่ดี กับการเล่นร่วมกับดาวดัง ทั้งฟาบิโอ คันนาวาโร่, รุด ฟาน นิสเตลรอย, เซร์คิโอ รามอส, มาร์เซโล่" 

        "รวมถึง ราอูล กอนซาเลซ, กูตี, เวสลี่ย์ สไนเดอร์ และอิเคร์ กาซิยาส พวกนี้คือระดับตำนานทั้งนั้น !! ผมยังมีโอกาสเล่นร่วมกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และคาริม เบนเซม่า มันเป็นเหมือนการสานฝันให้เป็นความจริง

        แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นเหมือนความฝันสำหรับเขา ทว่ามันก็อยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ก่อนบางคนจะปลุกเขามาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

        "ผมลงเล่น ภายใต้การคุมทีมของแบรนด์ ชูสเตอร์ เรามีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ปัญหาเริ่มเข้ามาหา เมื่อโชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามากุมบังเหียน เขาเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมย้ายออกจากเรอัล มาดริด"

        "ผมทะเลาะกับเขา เนื่องจากผมไม่โอเคกับสิ่งที่เขาทำกับผม ย้อนกลับไปช่วงปี 2010 ผมทำงานร่วมกับเขาในช่วงปรีซีซั่น และผมทำงานหนัก และจริงจังเป็นอย่างมาก"

        "ตอนนั้นมาร์เซโล่ ได้รับบาดเจ็บ ผมหวังว่าตัวเองจะได้รับโอกาสลงสนาม จากนั้นในวันเดดไลน์ เขากลับมาบอกผมว่า -นายต้องย้ายทีมออกไป-"

        "ผมมีเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ในการมองหาต้นสังกัดใหม่ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลย เรามีปากเสียงกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นผมเลยย้ายไปเล่นกับเอร์กูเลส ในรูปแบบยืมตัว"

        "ที่เอร์กูเลส, เราเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม เราเคยบุกไปเอาชนะบาร์เซโลน่า 2-0 มันทำให้ผมถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติฮอลแลนด์"

        "อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาหลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยปัญหา เมื่อพวกเขาไม่ยอมจ่ายเงินค่าเหนื่อย ผมจึงตัดสินใจไม่เดินทางไปฝึกซ้อม"

        "จากนั้นมูรินโญ่ โทรมาหาผม และบอกว่าผมไม่ควรมีปัญหา ทว่าผมคิดว่า ผมเป็นถึงนักเตะเรอัล มาดริด  ผมไม่ต้องการตกอยู่ในสภาพแบบนี้"

        " จากนั้นผมกลับมาร่วมทีมเรอัล มาดริด อีกครั้ง ทว่ามูรินโญ่ ก็จับผมแยกออกจากทีมชุดใหญ่ เขาไม่ต้องการให้ผมอยู่ใกล้ทีม เนื่องจากพฤติกรรมของผมที่เอร์กูเลส"

        "ผมต้องแยกมาฝึกซ้อมคนเดียว พร้อมกับความรู้สึกที่ย่ำแย่ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะผมรู้แล้วว่า เส้นทางอาชีพของผมกับเรอัล มาดริด เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ผมโกรธมากนะ แต่ไม่ถึงขั้นร้องไห้ออกมาหรอก"

        เขาโดนปล่อยออกจากเรอัล มาดริด อย่างเป็นทางการในช่วงปี 2012 พร้อมกับเรร่อนไปค้าแข้งในลีกต่างๆ นั่นทำให้เขาเริ่มไม่มีความสุขกับการเล่นฟุตบอลอีกต่อไป จนนำมาซึ่งการแขวนสตั๊ดในที่สุด

        "จากนั้นมันก็ไม่ราบรื่นหรอก ผมเดินทางไปเล่นที่อังกฤษ, รัสเซีย และตุรกี ปัญหาคือผมสูญเสียสมาธิจากเหตุผลเหล่านั้น ผมหยุดทำหลายสิ่ง และปัญหาก็เริ่มตามมา"

        "ผมเริ่มมีความรู้สึกว่า ตัวเองมีความเป็นกังวลเกี่ยวกับสัญญาค้าแข้ง ส่งผลให้ผมทำผลงานในสนามได้เลวร้ายมาก ... หลังจากนั้น ผมตัดสินใจเลิกเล่น"

       "ผมแขวนสตั๊ดตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากผมไม่มีความสุขกับการเล่นฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว ผมรู้สึกทั้งเหนื่อย และสิ้นหวัง ผมไม่มีความสุขกับการทำหน้าที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพ สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับผม"

        "ช่วงสุดท้ายผมย้ายไปเล่นในลีกสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ วันหนึ่งผมบอกกับตัวเองว่า ผมต้องแขวนสตั๊ดแล้ว ส่วนหนึ่งคือผมมีปัญหากับเอเย่นต์ด้วย ผมบอกได้เลยว่า ในวงการลูกหนัง มีคนที่ซื่อสัตย์กับคุณไม่มากนักหรอก"

        "ชีวิตของผมตอนนี้หรอ ? ผมผ่อนคลายมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเอง ผมสนใจเฉพาะเรื่องของแม่ และลูกน้อยเท่านั้น !! สนใจว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีความสุขมั้ย นั่นเป็นสิ่งสำคัญต่อผม"

        "ตอนนี้ผมมีลูกชาย 1 คน และลูกสาว 4 คน ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพ่อที่ดีหรือไม่ แต่ผมต้องทำบางอย่าง ลูกๆให้ความรัก และความห่วงใย ส่งผ่านมายังตัวผม หากลูกๆมีความสุข ผมก็ไม่แคร์อะไรอีกต่อไป"

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด