:::     :::

JK Time ! ที่ไม่บังเอิญ ...

วันจันทร์ที่ 04 พฤศจิกายน 2562 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
966
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แฟนๆ หลายคนโดยเฉพาะแฟนบอลรุ่นเก่า คงจะคุ้นเคยกับคำว่า "เฟอร์กี้ ไทม์" กันอยู่บ้างนะครับ แต่ตอนนี้เมื่อเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือเราก็แทบไม่ได้เห็นอะไรแบบนั้นอีกเลย จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้ ที่ดูเหมือนว่าจะมีผู้สานต่อวลีนี้ไปใช้ซะแล้ว .....



 เฟอร์กี้ไทม์ คืออะไร ??

          แมนฯยูไนเต็ด คู่แข่งตลอดกาลของลิเวอร์พูล ในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน ทุกๆ คนรู้ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ที่ทำให้พวกเขาดู “พิเศษ” กว่าทีมทั่วไป คือพวกเขา “มักจะได้ประตูในช่วงเวลาท้ายเกม” หรือ “โกงความตาย” มากกว่าทีมใดๆ ในโลกในช่วงนั้นเลยก็ว่าได้ และหลายๆ ครั้งการได้ประตูในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น มันมาจากการทดเวลาที่ดูเหมือนว่าจะเกินเลยจากเวลาที่กรรมการประกาศไว้อยู่บ่อยครั้ง จนเกิดเป็นคำเหน็บแนมที่ชื่อว่า “เฟอร์กี้ไทม์” ขึ้นมา ประมาณว่า ถึงเวลาจะหมดแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกเป็นเวลาของเฟอร์กี้ไงล่ะ  อะไรแบบนั้นแหละครับ (ฮ่า)  เช่นในเกมดาร์บี้แมชต์เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2009-2010 ที่เกมนั้นมีการประกาศว่าทดเวลาไป 5 นาที .... แต่แมนฯ ยูมาได้ประตูในนาทีที่ 96 จากกองหน้าตำนานสโต๊ก (ฮ่า) มันซะงั้น ...... แฟนๆ คู่แข่งก็มักจะแซวกันว่า “นี่คงจะทดเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยิงได้สินะ” อะไรแบบนั้นไปเลย นี่แหละครับ คำนิยามของเฟอร์กี้ไทม์ แต่กระนั้นถ้าเราตัดเอาเรื่องสิทธิพิเศษที่ว่านี้ออกไป เราก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละครับ ว่าแมนฯยูยุคนั้นยอดเยี่ยมเพียงไหน ต่อให้กรรมการทดเวลาไปอีก 20 นาที แต่ถ้าพวกเขาไม่บุก ไม่กดดันคู่แข่งจนได้ประตูที่ต้องการมา ก็ไม่มีประโยชน์และไม่มีค่าอะไรเหมือนกัน






JK Time !

           ช่วงนี้แฟนลิเวอร์พูลคงได้ยินคำๆ นี้อยู่บ่อยๆ ใช่ครับ มันมาจากการ “โกงความตาย” ของลิเวอร์พูลอยู่หลายครั้งในฤดูกาลนี้นั่นเอง จริงๆ แล้วถึงฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลจะมีผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าหลายๆ ครั้งพวกเขาก็ไม่ได้โชว์ฟอร์มได้เด็ดดวงอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าพวกเขานั้นมีทีเด็ดทีขาด และสามารถเก็บผลการแข่งขันที่ดีัได้มากกว่า หรือที่หลายๆ คนนั้นเรียกว่า “คุณสมบัติของแชมป์” นั่นแหละครับ คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเล่นดีหรือไม่ก็ตาม แต่สุดท้ายต้องเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการออกมาได้ พลิกจากแพ้เป็นเสมอ หรือ พลิกจาเสมอกลายมาเป็นชนะ ในฤดูกาลนี้ พวกเขาได้ประตูแบบนี้หลายเกมทีเดียวครับ ที่เห็นชัดๆ ก็เกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้ประตูในช่วงท้ายเกม เกมกับสเปอร์ก็เช่นกัน และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือเกมกับ แอสตัน วิลล่า นี่แหละครับ     เกมนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เป็นใจกับพวกเขาแทบจะทั้งเกม ทั้ง VAR ที่ค่อนข้างจะก้ำกึ่งๆ แต่การตัดสินก็ไม่เข้าทางพวกเขาเอาเสียเลย ทำให้พวกเขาตกเป็นรองตั้งแต่ต้นเกม และดูเหมือนว่าการเจาะเข้าทำประตูก็ดูเหมือนจะขาดๆ เกินๆ แทบจะทั้งเกม จนทำให้หลายๆ คนแอบคิดไปได้ว่า “นี่อาจจะเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใครของลิเวอร์พูลไว้ที่นัดนี้แล้วล่ะ” หรืออาจจะคิดว่า “แค่เสมอก็เอาแล้ว” แต่ในขณะที่แฟนๆ ดูเหมือนจะถอดใจไปบ้างแล้ว  แต่นักเตะลิเวอร์พูลในสนามนั้นไม่เคยยอมแพ้และไม่ถอดใจแม้แต่วินาทีเดียว  สังเกตได้จากประตูตีเสมอของแอนดี้ โรเบิร์ตสันในช่วงท้ายเกมก็ได้ครับ พอเขาตีเสมอได้ สายตาของพวกนักเตะลิเวอร์พูลนั้นยังมุ่งมั่นอยู่ตลอด ไม่ได้พอใจกับประตูตีเสมอแค่นั้นแต่อย่างใด พวกเขายังเดินหน้าหาประตูชัยให้ได้  แต่ถึงพวกเขาต้องการประตูชัยแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังมีความ “นิ่ง” ให้เห็นได้อย่างเหลือเชื่อ หลายๆ จังหวะที่พวกเขาไม่ได้เร่งรีบอะไร แต่ว่าพวกเขา “เน้นคุณภาพ” ของการบุกมากกว่าที่จะหวัง “โชค หรือ ดวง” ในการโยนบอลมั่วๆ ไปหรือว่า หวังว่าฝั่งตรงข้ามจะพลาดให้ เห็นได้ชัดในจังหวะที่ลิเวอร์พูลได้ฟรีคิกหน้าปากประตู ที่เทรนท์ อาโนลด์นั้น ใจเย็นและเน้นเหลือเกิน และแม้จะยิงไปฉแฉลบกำแพงและได้เตะมุม แต่จังหวะเตะมุมนั้นก็ยังไม่ได้ร้อนรนอะไร พวกเขานิ่งและมีสติจนเรียกแผนการเล่นลูกสูตรกันได้ และได้ประตูจากจังหวะดังกล่าวในที่สุด หลายคนอาจจะคิดว่า ลิเวอร์พูลโชคดีอีกแล้ว หรือ ดวงดีจริงๆ ซึ่งส่วนนึงก็เป็นเรื่องจริงนั่นแหละครับ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน





JK Time เกิดขึ้นได้อย่างไร  

  
           อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นครับ ว่าประตูที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมบ่อยๆ ของลิเวอร์พูลนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้ เพราะถ้าสังเกตดูดีๆ เหมือนว่าพวกเขามีความพร้อมกับเรื่องแบบนี้เป็นพิเศษเลยก็ว่าได้ มันเหมือนกับว่าพวกเขารู้ว่าจะต้องมีเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันอย่างแน่นอน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างกับทีมลิเวอร์พูลชุดนี้ให้เปลี่ยนไปจากหน้ามือไปเป็นหลังมือเลยทีเดียวครับ

          - สภาพจิตใจ - เจอร์เก้นคล๊อปป์เคยกล่าวไว้ตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า “เราจะต้องเปลี่ยนจากคนที่สงสัยในตัวเองให้กลายเป็นคนที่เชื่อมั่นในทันที” และยอดโค้ชคนนี้ไม่ได้ดีแต่พูดครับ แต่เขาทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ นักเตะลิเวอร์พูลรวมทั้งแฟนบอลในตอนนี้เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น และมั่นใจทะลุปรอทจริงๆ หลายๆ ครั้งที่ลิเวอร์พูลโดนยิงประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ทุกคนเชื่อว่า “เดี๋ยวก็กลับมาได้” ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับนักเตะและแฟนบอลลิเวอร์พูลจริงๆ นะครับ เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นที่เจอร์เก้น คล็อปป์ได้ปลูกฝังไว้ให้กับสโมสรนี้มันกำลังผลิดอกออกผลอย่างสวยงามจริงๆ    

          - เปลี่ยนสไตล์ - ถ้าใครยังจำได้ ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้นคล็อปในปีแรก กับลิเวอร์พูลเวอร์ชั่นปัจจุบันของคล็อปป์นั้น แตกต่างกันอยู่มากโขทีเดียวครับ แรกเริ่มเดิมทีนั้น คล็อปป์ขึ้นชื่อลือชาเรื่อง “เกเก้น เพรซซิ่ง” ซึ่งเป็นฟุตบอลที่เน้นพละกำลังเป็นอย่างมาก จริงอยู่ครับ มันเป็นฟุตบอลที่ดูสนุก สร้างความเร้าใจให้กับแฟนบอลเหลือเกิน แต่กระนั้นคล็อปป์ก็ค้นพบว่าการเล่นแบบนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบของการคว้าแชมป์ที่ลีกนี้ก็ได้ พวกเขานั้นไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถังที่จะมีนักเตะคุณภาพสูงที่จะแสตนบายด์อยู่ข้างสนามทุกตำแหน่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือการรักษาสภาพร่างกายของนักเตะตัวจริงไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องมากกว่า ดังนั้นเราจึงเห็นลิเวอร์พูลในเวอร์ชั่นปัจจุบันที่ไม่ได้ตะบี้ตะไล่บอลตั้งแต่ฝั่งตรงข้ามอย่างบ้าคลั่งแบบสมัยก่อน แต่ว่าจะใช้แผนที่เหมาะสมกับสถานการณ์กับสถานการณ์นั้นๆ มีเร่ง มีผ่อน เราถึึงเห็นว่าลิเวอร์พูลนั้น มีแรงเหลือพอแม้ว่าจะอยู่ในช่วงท้ายเกม และแทบจะไม่เห็นนักเตะลิเวอร์พูลนั้น หมดแรงในช่วงท้ายเกมให้เห็นเลย ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้พวกเขาสามารถมีสมาธิและมีแรงเหลือพอที่จะทำให้เกิดปาฏิหารย์ให้พวกเราเห็นบ่อยๆ นั่นแหละ

          - เปลี่ยนวิถีชีวิต - จากโจทย์เรื่องที่ต้องรักษาสภาพความฟิตของนักเตะให้ดีที่สุดไว้ ทำให้คล็อปป์นั้นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และวัฒนธรรมเดิมๆ ของนักเตะไปเลย หลายอย่างนำเข้ามาเพื่อที่ทำให้นักเตะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดกับนักเตะ ไม่ว่าจะเป็น เจ๊โมน่า เนมเมอร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนาการดูแลเรื่องอาหารการกินของนักเตะ , อันเดรียส คอร์นเมเยอร์ ที่เข้ามาดูแลเรื่องสภาพความฟิตและร่างกายของนักเตะ  ทุกอย่างๆ จะถูกดูแลอย่างละเอียด ถึงจะดูเล็กน้อย แต่มันก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้นักเตะลิเวอร์พูลดูฟิตและพร้อมกว่านักเตะทีมอื่นๆ แบบที่เราเห็นกันนั่นแหละครับ  

  



          ในเกมฟุตบอลนั้น มักจะมีโชคและดวงมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ แต่เราไม่รู้หรอกครับ ว่าโชคและดวงเหล่านั้นจะมาถึงเราเมื่อไรและตอนไหน สิ่งที่ดีที่สุดคือเราต้องเตรียมพร้อม ที่จะรับมือกับโอกาสที่ผ่านมาหาเราในช่วงเวลานั้น เพื่อทำให้มันดีที่สุดและไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไป แบบที่เจอร์เก้น คล็อปป์ทำกับนักเตะลิเวอร์พูลให้เราเห็นนั่นแหละครับ YNWA

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด