:::     :::

อำลาพร้อมคราบน้ำตาบุฟฟ่อน

วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2560 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
2,296
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
น้ำตาลูกผู้ชายของบุฟฟ่อนไหลรินระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อหลังทีมชาติอิตาลีตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกชวดไปโชว์ฝีเท้าที่เมืองหมีขาวในช่วงกลางปีหน้า

    'นี่จะเป็นเกมสุดท้ายของผมกับอิตาลี ผมขอโทษ พวกเราทุกคนขอโทษ'
    'ผมไม่ได้ขอโทษเพื่อตัวเอง แต่ขอโทษแฟนบอลชาวอิตาเลียนทุกคน เราพลาดบางอย่างที่มีความหมาย มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องจบลงแบบนี้'
    'ผมไม่ได้อยากร้องไห้ต่อหน้าเด็กๆที่เฝ้าดูอยู่หน้าจอทีวีซึ่งใฝ่ฝันว่าจะเล่นกับทีมชาติอิตาลี'

    นั่นเป็นคำกล่าวพร้อมคราบน้ำตาลูกผู้ชายของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน หลังทีมชาติอิตาลีตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา    


    มันเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่ทีมอัซซูรี่ไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่สวีเดน
    จานลุยจิ บุฟฟ่อน ประเดิมเฝ้าเสาให้ทีมชาติอิตาลียุค เชซาเร่ มัลดินี่ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1997 ด้วยวัยเพียง 19 ปีกับ 9 เดือนหลังแจ้งเกิดเต็มตัวกับ ปาร์ม่า ต้นสังกัดในขณะนั้น
    มัลดินี่ ส่ง บุฟฟ่อน ลงเล่นแทน จานลูก้า ปายูก้า ซึ่งได้รับบาดเจ็บในเกมเพลย์ออฟของศึกฟุตบอลโลก 1998 นัดแรกกับ รัสเซีย ที่กรุงมอสโกและเป็นผู้รักษาประตูอายุน้อยสุดของทีมอัซซูรี่นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่สถิติดังกล่าวจะถูก จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายทวารดาวรุ่งของมิลานทำลายเมื่อวันที่ 1 กันยายนปีที่ผ่านมา
    บุฟฟ่อน ช่วยเซฟให้ทีมอัซซูรี่รอดพ้นการเสียประตูหลายครั้งก่อนเกมลงเอยด้วยการเสมอ 1-1 จากการสกัดบอลเข้าประตูตัวเองของ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก่อนที่อิตาลีจะคว้าตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสตามเป้าหมาย
    จากนั้น บุฟฟ่อน ถูกเรียกตัวติดโผอิตาลีชุดทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกเมื่อปี 1998 มัลดินี่เลือกเขาเป็นผู้รักษาประตูมือสองรองจาก ปายูก้า หลังการบาดเจ็บของ อันเจโล่ เปรุซซี่ ส่วนมือ 3 เป็นของ ฟรานเชสโก้ ตอลโด้ ก่อน อิตาลี จะตกรอบควอเตอร์ไฟนัลหลังดวลเป้าพ่าย ฝรั่งเศส 3-4
    บุฟฟ่อน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของอิตาลีตั้งแต่ศึกยูโร 2000 ทีมอัซซูรี่ยุค ดิโน่ ซอฟฟ์ ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ก็พ่าย ฝรั่งเศส 1-2 จากการยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษของ ดาวิด เทรเซเก้ต์
    ยูเวนตุส จ่ายเงิน 52 ล้านยูโรดึง บุฟฟ่อน มาจาก ปาร์ม่า ในช่วงหน้าร้อนปี 2001 เพื่อแทนที่ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ นายทวารชาวดัตช์ที่ถูกขายให้ฟูแล่ม ก่อนบุฟฟ่อนจะนำทีมชาติอิตาลีมุ่งหน้าสู่ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายฉบับเอเชียเมื่อปี 2002 ต่อด้วยศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส


    จีจี้ก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดบนเวทีระดับชาติด้วยการนำทีมอัซซูรี่คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 จากการดวลเป้าชนะ ฝรั่งเศส 5-3 หลังเสมอกันในเวลาปกติ 1-1 บุฟฟ่อน ทำสถิติเสียเพียง 2 ประตูจากการลงเฝ้าเสา 7 เกมและไม่เสียประตูถึง 5 นัด รวมเวลา 453 นาทีตามหลังเจ้าของสถิติเก่า วอลเตอร์ เซงก้า อดีตนายทวารทีมชาติอิตาลีที่เคยทำไว้ในศึกฟุตบอลโลกปี 1990 เพียง 64 นาที
    บุฟฟ่อน ยังนำทัพอัซซูรี่เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ต่อเนื่องทั้ง ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010, ยูโร 2012, ฟุตบอลโลก 2014 กับ ยูโร 2016 ก่อนอกหักพลาดตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียช่วงกลางปีหน้า


    นายทวารวัย 39 ปีเคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าเขาจะอำลาทีมชาติหลังศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายช่วงกลางปีหน้า แต่แผนของบุฟฟ่อนต้องยุติก่อนเวลาอันควรหลัง อิตาลี ทำได้แค่เสมอ สวีเดน 0-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
    'ผมเสียใจและไม่ใช่เฉพาะตัวผมเองเท่านั้น แต่สำหรับแฟนบอลทุกคน'
    'ผมเสียใจที่เกมสุดท้ายของผมต้องลงเอยแบบที่เราไม่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย'
    'เราทราบดีว่ามันเป็นเกมยากและท้ายที่สุดมันก็จบลง มันเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาได้พักและเราไม่ได้หยุดพัก แต่เมื่อหลายสิ่งหลายอย่างไม่เข้าทางคุณ คุณก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ'
    หลายคนตำหนิการตัดสินใจของ จาน ปิเอโร่ เวนตูร่า ซึ่งกลายเป็นเพียงอดีตของทีมชาติอิตาลีหลังการตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก แต่บุฟฟ่อนยืนยันว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน
    'กีฬาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชนะและพ่ายแพ้ด้วยกัน เขาถูกกล่าวโทษเท่าๆกับพวกเราทุกคน ผมอยากให้พวกน้องๆทุกคนพบเจอสิ่งดีที่สุด แต่น่าเสียดายที่มันไม่เพียงพอ แต่ผมหวังว่าอย่างน้อยที่สุดเราจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้บ้าง'
    'ผมต้องการกอดทุกคนที่สนับสนุนผมเสมอมาทั้ง คิเอลลินี่ (จอร์โจ้), บาร์ซ่า (อันเดรีย บาร์ซาญี่), เลโอ (โบนุชชี่), เลเล่ (กาบริเอเล่ ออเรียลี่, ผู้จัดการทีม) และ ทุกคนที่มีส่วนร่วมกับผมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา'


    'ผมอำลาทีมที่มีคุณภาพและจะมีคนพูดถึงพวกเขาตั้งแต่ จิจี้ ดอนนารุมม่า ไปจนถึง (มัตเตีย) เปริน ผมมั่นใจในตัวพวกเขาว่าจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง'
    'อนาคตของวงการฟุตบอลของเรายังมีต่อไป พวกเราภูมิใจ ยืนหยัดและทำงานหนัก เราจะหาทางกลับมาอีกครั้งหลังตกอยู่ในช่วงเลวร้าย'
    บุฟฟ่อน ยุติการเฝ้าเสาให้ทีมอัซซูรี่ไว้เพียง 175 นัดหลังเกมเสมอ สวีเดน 0-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นั่นทำให้นายทวารวัย 39 ปียังเป็นอันดับ 4 ของนักเตะที่ลงรับใช้ทีมชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์
    อาเหม็ด ฮัสซัน อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอียิปต์ยังเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นให้ทีมชาติมากสุด 184 นัด ตามมาด้วย โมฮาเหม็ด อัล เดเยีย อดีตนายทวารทีมชาติซาอุดิอาระเบียซึ่งทำสถิติลงเฝ้าเสา 178 เกม ส่วน เคลาดิโอ ซูอาเรซ อดีตกองหลังทีมชาติเม็กซิโกทำสถิติลงเล่นกับทีมจังโก้ 177 เกม
    อย่างไรก็ตามบุฟฟ่อนเป็นนักเตะบนแผ่นดินยุโรปที่ทำสถิติลงเล่นให้ทีมชาติมากสุุดในประวัติศาสตร์หลังรับใช้ทีมชาติอิตาลีมาอย่างยาวนานถึง 20 ปี เพียงแต่การปิดฉากของนายทวารวัย 39 กะรัตไม่สวยหรูอย่างที่คาดคิดเท่านั้น
    หลังการประกาศอำลาทีมอัซซูรี่ของบุฟฟ่อน จากนั้นไม่นานนัก ดานิเอเล่ เด รอสซี่ กับ อันเดรีย บาร์ซาญี่ สองผู้เล่นประสบการณ์สูงต่างประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติอิตาลีเช่นเดียวกัน


    บาร์ซาญี่วัย 36 ปีที่ลงเล่นกับทีมชาติอิตาลี 73 เกมกล่าวว่า'ในส่วนของฟุตบอล มันเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิตผม'   
    'อิตาลีเป็นทีมที่มอบความรู้สึกให้คุณไม่เหมือนใคร มันทำให้คุณมีแรงบันดาลใจ สร้างมิตรภาพระหว่างแฟนบอลชาวอิตาเลียนทุกคน มันเป็นความอัปยศอย่างแท้จริงที่ต้องจบแบบนี้'
    'ผมไม่ทราบว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราทำผิดพลาดไป ทุกคนรู้ว่าพวกเราตกรอบฟุตบอลโลก มันเป็นความผิดหวังที่ไม่เหมือนใครและมันทำให้พวกเรารู้สึกเจ็บปวด'
    'ทุกคนต่างมีความรู้สึกเป็นของตัวเอง แต่มันก็ยากมากที่จะยอมรับในตอนนี้'


    ขณะที่ เด รอสซี่ วัย 34 ปี ประกาศยุติบทบาทกับทีมชาติเช่นเดียวกันหลังทำสถิติลงเล่น 117 นัด ยิง 21 ประตูนับตั้งแต่ปี 2004 โดยมีส่วนร่วมกับศึกฟุตบอลโลกและศึกยูโรรอบสุดท้ายทัวร์นาเมนต์ละ 3 ครั้ง
    'พวกเราจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เราเคยทำหลังจากช่วงเวลาน่าผิดหวังก่อนหน้านี้'
    'ผมไม่เชื่อว่าเราสมควรตกรอบหากพิจารณาจากรูปเกม 180 นาที แต่ สวีเดน สมควรได้รับเครดิตจากฟอร์มการเล่นของพวกเขา แต่มันก็แฟร์ดีแล้ว'
    'ตอนนี้นักเตะรุ่นต่อไปพร้อมแล้วที่จะสู้ต่อและเราต้องเริ่มต้นอีกครั้งจากพวกเขา มันเกือบจะเป็นช่วงเวลาที่ไร้สาระที่จะเชื่อมโยงกับการแข่งขันฟุตบอลเพียงแมตช์เดียว มันเหมือนมีบรรยากาศฝังศพในห้องแต่งตัว ทั้งที่ไม่มีใครตาย'
    'ผมเคยเดินไปรอบๆ โคแวร์ชาโน่ (สนามฝึกซ้อมของทีมชาติอิตาลี) และไปมาแล้วทั่วโลกกับเสื้อตัวนี้มานานกว่า 10 ปี ดังนั้นการถอดเสื้อตัวนี้ออกครั้งสุดท้ายมันจึงเป็นความรู้สึกแปลกๆสำหรับผม'
    อิตาลี จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยผู้เล่นสายเลือดใหม่อีกครั้ง แต่พวกเขาจะกลับมายืนหยัดได้รวดเร็วเพียงใด เวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบ...

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด