:::     :::

แพ้เกม...ชนะใจ

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
1,111
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ถึงจะจบเกมด้วยมือเปล่าในศึกบิ๊กแม็ตช์ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม แต่เหล่าแฟนๆ "สิงห์บลูส์" สามารถเดินเชิดหน้าได้อย่างไม่ต้องอาย
เพราะรูปแบบการเล่นของทีมตอนนี้ต้องยกให้อยู่ในระดับหัวแถวของประเทศไปแล้ว ไม่ได้เป็นรองคู่แข้งหน้าไหนเลย
ต้องบอกว่าตอนนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ปรุงแต่ง เชลซี ให้เข้าสูตรตามที่ตัวเองต้องการเรียบร้อย แม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละเกมให้ปรับไปตามสถานการณ์
ถือว่าน่าเสียดายในเกมที่แมนเชสเตอร์ ทีมอุตส่าห์ได้ประตูขึ้นนำ แต่ไม่สามารถรักษาสกอร์เอาไว้ได้

กระนั้นเมื่อเทียบกับซีซั่นที่แล้ว หรือย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทีมมาเยือนที่นี่พร้อมกับหอบประตูที่เจ้าบ้านประเคนให้ถึงครึ่งโหลกลับลอนดอน
ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นของทางฝั่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ต้องการชัยชนะสถานเดียวเพื่อรักษาโอกาสในการลุ้นแชมป์เอาไว้หลังจากไปแพ้ให้ ลิเวอร์พูล ก่อนเบรกทีมชาติ
เกมครึ่งแรกต้องบอกว่าเป็นเกมระดับ 5 ดาวที่ทั้งคู่เปิดเกมใส่กัน หากดูตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา เชลซี นี่แหละเป็นอีกทีมที่เล่นแบบ "เอ็นเตอร์เทน" แฟนบอลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะโดนคู่แข่งบุกหรือว่าจะบุกคู่แข่ง จากสถิติทั้งยิง-เสียมา 47 ลูกจาก 13 เกม มีแค่ แมนฯ ซิตี้ (51 ประตู : ยิง 37 เสีย 14) ที่มากกว่า

และเมื่อทั้งคู่มาเจอกันความมันก็อยู่ที่แฟนบอลนั่นเอง
สิ่งที่น่าเสียดายอย่างเดียวคือทั้งสามประตูเกิดขึ้นในครึ่งแรกพร้อมเกมที่เร้าใจสุดๆ แต่ครึ่งหลังที่น่าจะสนุกยิ่งขึ้นกลับกลายเป็นแผ่วลงไป
รูปเกมโดยรวมไม่ใช่ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่เกมไม่ได้เปิดเหมือนครึ่งแรกเท่านั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ก็คือทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีสถิติครองบอลที่เหนือเจ้าถิ่น และต้องบอกว่านี่คือครั้งแรกที่ทีมภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ครองบอลน้อยกว่าคู่แข่ง
        
ตลอด 380 เกมก่อนหน้านี้ตั้งแต่สมัยคุม บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค เรื่อยมาจนถึง "เรือใบ" ไม่เคยมีเกมไหนที่ทีมของ เป๊ป ครองบอลน้อยกว่าคู่แข่งเลย 
นี่คือเป็นเกมแรก ซึ่งต้องยกนิ้วให้ทาง แลมพาร์ด และลูกทีม เพราะพวกเขาก็ไม่ได้ครองบอลแบบจ่ายไปมาให้รำคาญใจเลย
น่าเสียดายที่กองหน้าอย่าง แทมมี่ อบราฮัม ยิงประตูไม่ได้ทำให้สถิติยิงประตูในลีกซีซั่นนี้ยังหยุดอยู่ที่ 10 ลูก ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ที่ซัดเพิ่มอีกเม็ดเป็น 12 ลูก ห่างเพิ่มเป็น 2 ลูก
อย่างว่าแหละเมื่อคุณเป็นกองหน้าตัวความหวังย่อมต้องโดนจับตามากเป็นพิเศษ
        
เมื่อกองหน้าโดนประกบติด ทีมก็ต้องพึ่งพานักเตะตำแหน่งอื่นในเรื่องของการทำประตู และนั่นคือสิ่งที่ เชลซี สู้เจ้าบ้านไม่ได้
ว่ากันตามตรงหากเทียบกันตัวต่อตัวศักยภาพนักเตะที่ลงสนามของ "สิงห์บลูส์" ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นรอง แมนฯ ซิตี้ เลย เพียงแต่ปีนี้ เชลซี มีนักเตะที่พึ่งพาได้ในการทำประตูไม่มากนัก
ต่างจากทัพ "เรือใบ" ที่ต้องบอกว่าตั้งแต่แผงมิดฟิลด์ขึ้นมาจนถึงกองหน้าทุกคนมีศักยภาพที่จะทะลวงตาข่ายคู่แข่งได้หมดไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าตัวสำรอง

นี่คืออีกหนึ่งจุดสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดผลแพ้-ชนะในเกมนี้ ที่รูปไม่ได้เป็นรอง
นั่นคือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ทาง แลมพาร์ด ว่าเอาไว้หลังจบเกมว่าทำให้เกมเปลี่ยนไปจนท้ายที่สุดลงเอยด้วยความพ่ายแพ้
แต่หากเจาะลึกลงไป ดุที่ทีมชุดนี้ของ เชลซี ฤดูกาลที่แล้วบางคนเป็นเพียงแข้งระดับแชมเปี้ยนชิพเท่านั้น มาถึงตรงนี้ได้ยังไงก็ต้องปรบมือให้
แม้จะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ แต่มองไปข้างหน้าเห็นอนาคตที่สดใสรออยู่

เกร็ดหลังเกม
- แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะทั้ง 4 เกมที่เจอกับ เชลซี แม้ว่าจะเสียประตูแรกของเกมไปก่อน, ถือว่าดีที่สุดในการเจอกับคู่แข่งในพรีเมียร์ลีก
- เชลซี เป็นทีมที่ยิงประตูนอกบ้านในลีกมากที่สุดในฤดูกาลนี้ (19) แต่ก็เสียเยอะที่สุดเช่นกัน (14)
- เรือใบโดนคู่แข่งออกนำไปก่อน 3 จาก 4 เกมหลังที่เล่นในบ้าน, มากกว่าที่ลงสนาม 51 เกมก่อนหน้านี้ในเอติฮัด สเตเดี้ยมอีก
- 4 เกมหลังที่ เชลซี พ่ายแพ้ในเกมพรีเมียร์ลีก เป็นการแพ้คู่แข่งในกลุ่มท็อป 6 ของตารางทั้งหมด รวมถึง 3 เกมในซีซั่นนี้ด้วย
- เควิน เดอ บรอยน์ เป็นนักเตะที่มีส่วนร่วมกับประตูในบ้านมากกว่านักเตะทุกคนในลีก (9 - ยิง 3 แอสซิสต์ 6)
- เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ส่งบอลสู่ก้นตาข่ายทั้ง 3 ลูกที่ยิงเข้ากรอบในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})