:::     :::

"ศัตรูที่รัก"

วันจันทร์ที่ 02 ธันวาคม 2562 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
2,532
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
นับจากวันที่ 24 ส.ค. 2017 ที่ทีมชาติไทย ถล่ม ชนะ เวียดนาม 3-0 ในศึกซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย มาจนถึงตอนนี้ ผ่านมาแล้ว 2 ปี กับอีก 3 เดือนเศษ ที่ทีม "ช้างศึก" ไม่สามารถสยบทัพ "ดาวทอง" ได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นชุดใหญ่หรือเยาวชน ในทุกๆ รายการ จากทีมที่ยุคหนึ่งเคยเป็นเพียงไม้ประดับในวงการลูกหนังอาเซียน เป็นรองทั้ง ไทย, เมียนมา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ ทว่าปัจจุบันพวกเขาถีบตัวขึ้นมากลายเป็นเบอร์ 1 ของภูมิภาคตามแรงกิ้งของฟีฟ่า และผลงานที่จับต้องได้ ภายใต้การวางแผนพัฒนาขององค์กรลูกหนังญวน

เหมือนชะตาฟ้าลิขิตให้ ทัพ "ดาวทอง" มีโอกาสแก้มือกับ "ช้างศึก" ในทัวร์นาเม้นต์ซีเกมส์ 2019 แถมยังเป็นศึกชี้ชะตาการไปต่อของทั้งสองทีม ในวันชาติของไทย 5 ธ.ค. นี้ ที่ต้องไปตัดสินกันเองนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มของกลุ่มบี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีโอกาสร่วงหรือลิ่วทั้งคู่ 

ตอนนี้แม้ เวียดนาม จะนำเป็นจ่าฝูงจากการลงเตะ 3 นัดมี 9 แต้มเต็ม ประตูได้เสียบวกอยู่ 12 ขณะที่ ไทย และ อินโดนีเซีย มี 6 คะแนน ไทยประตูบวก 8 ส่วน อินโด บวก 3 ทว่า 2 เกมสุดท้าย เวียดนาม ต้องพบกับ สิงคโปร์ และ ไทย ส่วนไทย จะพบ ลาว และ เวียดนาม ขณะที่ อินโดนีเซีย งานเบาสุดได้เจอ บรูไน และ ลาว ซึ่งคาดว่า อินโด คงถล่มคู่แข่งไม่ยากแน่นอน ส่วนไทยต้องดูว่าเกมพบลาว จะชนะตามคาดหรือไม่และยิงขาดแค่ไหน ซึ่งหากไม่พลิกโผ หนึ่งทีมที่ตกรอบ อาจเป็นผู้แพ้ระหว่าง ไทย หรือ เวียดนาม ในนัดตัดสิน 

ไทย กับ เวียดนาม เจอกันบ่อยทีเดียว ใน 2 ปีกว่าที่ผ่านมา และไม่น่าเชื่อว่าไทยเรานอกจากไม่ชนะแล้ว ยังยิงประตูพวกเขาไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวมาเกิน 1 ปีเข้าไปแล้วในเกมทุกระดับของฟุตบอลชาย ด้วยกระแสจากแฟนบอลในโลกออนไลน์และสื่อมวลชนของทั้งสองชาติที่พยายามกระพือความเป็นอริ ทำให้แต่ละเกมที่พบกันยิ่งทวีความเดือดทุกครั้งยามเผชิญหน้า

ด้วยคาแร็คเตอร์ของกุนซือ ปาร์ค ฮัง ซอ ที่เป็นคนมุทะลุดุดัน ชอบให้สัมภาษณ์สื่อด้วยลีลาและวาจายียวนชวนทะเลาะ ถือเป็นจุดขายของสื่อญวน ที่สามารถนำมาสร้างกระแสเพิ่มความน่าสนใจทั้งก่อนและหลังเกม ความห้าวของกลุ่มแข้งวัยรุ่นของทัพญวน ในสไตล์บู๊ดุดันกัดไม่ปล่อย ด้วยความรู้สึกที่ถูกปลูกฝังว่าไทยคือคู่แข่งเบอร์หนึ่ง ทำให้ทุกครั้งที่เจอกันการันตีได้ถึงความหนักหน่วงทั้งในและนอกเกม

เบื้องหลังของการที่ เวียดนาม มีพัฒนาการที่รวดเร็วขนาดนี้ ว่ากันว่าเกิดจากนโยบายชาตินิยม ที่สมาคมฟุตบอลของพวกเขานำมาปรับใช้โดยกำหนดเป้าหมายว่า ต้องเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนให้ได้ก่อน และต่อยอดขึ้นไปสู่ระดับเอเชีย และแน่นอนว่า ไทย คือเป้าหมายที่พวกเขาต้องโค่นลงมาให้ได้ การที่สื่อกีฬาญวนหลายๆ สำนัก พยายามนำเสนอเชิงชี้นำให้แฟนบอลเกิดความรู้สึกร่วม มีการนำนักเตะของทั้งสองทีมมาเปรียบเทียบกัน เช่นวลีที่ว่า "ชนาธิป ไม่ใช่ เมสซี่ออฟไทยแลนด์ แต่เป็นเพียง เหงวียน กวง ไห่ ของไทย" หรือที่โค้ชปาร์ค เพิ่งให้สัมภาษณ์ไปไม่นานนี้ว่า ระดับของ "เหงวียน กวง ไห่ ไม่จำเป็นต้องไปเล่นเจลีก ต้องเป็น ลา ลีกา สเปน เท่านั้น ถึงจะคู่ควรกับฝีเท้าของเขา" แน่นอนล่ะ มันอาจดูโอเวอร์ หรือ น่าหมั่นไส้อยู่บ้างสำหรับแฟนบอลไทยหรือชาวโลก แต่พวกเขาไม่สนสักนิด ทำไมน่ะหรือ?

นั่นเพราะพวกเขาไม่ได้พัฒนาแค่ฝีปาก แต่ยังสร้างทีมขึ้นมาด้วยโปรเจ็คท์ที่ลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล ทั้งระยะสั้น, กลาง, ยาว นอกจากเน้นกับทีมชาติชุดใหญ่แล้ว ในชุดเยาวชน เวียดนาม ยังทุ่มเงินจ้าง "พ่อมดขาว" ฟิลิปป์ ทรุสซิเยร์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมชาติญี่ปุ่น เข้ามาเป็นเฮดโค้ชทีมยู-19 พ่วงด้วยตำแหน่งประธานพัฒนาเทคนิคศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติของเวียดนามอีกด้วย นอกจากนั้นยังมี ปาสกาล โวเดอแกว็ง ผู้ช่วยคนสนิทเข้ามาช่วยงานอีกแรง รวมไปถึง ฮันส์-เยอร์เก้น เกเด้ ตำนานมิดฟิลด์ของ ฟอร์ทูน่า โคโลญ ดีกรีอดีตประธานเทคนิทีมชาติอิหร่าน ยุคที่มีดาวดังอย่าง อาลี เดอี, เมห์ดี้ มาห์ดาวิเกีย, โคดาดัด อาซิซี่ ฯลฯ ที่เข้ามาดูแลโครงสร้างฟุตบอลทั้งหมดของเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2016 อีกด้วย จึงไม่แปลกเลยที่วงการฟุตบอลญวนในระดับทีมชาติจะมีพัฒนาการด้านผลงานที่ดีวันดีคืนรวดเร็วขนาดนี้

เกมระหว่าง ไทย กับ เวียดนาม ในวันที่ 5 ธ.ค. นี้ สำหรับบางคนอาจจะเป็นเพียงฟุตบอลหนึ่งนัด แต่สำหรับผมมองว่าผลแพ้ชนะหรืออาจถึงขั้นเข้ารอบตกรอบ มันจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับวงการฟุตบอลทั้งสองชาติ และสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ เวียดนาม นอกจากศักดิ์ศรีความเป็นเบอร์ 1 อาเซียนค้ำคออยู่แล้ว หากพวกเขาแพ้ไทย มันจะส่งผลต่อความมั่นใจและอาจเกิดออฟเตอร์เอ็ฟเฟ็กท์ตามมาอีกมากมาย อย่างน้อยๆ ในสนามต้องมีน้ำตา เพราะพวกเขาถูกป้อนข้อมูลมาตลอดว่าแพ้ใครแพ้ได้แต่ห้ามแพ้ไทย แต่หากชนะ พวกเขาจะยิ่งอหังการ์

และในทางกลับกัน สำหรับทีม "ช้างศึก" หากกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งในการเอาชนะ เวียดนาม อีกครั้งได้ล่ะก็ ความผ่อนคลายภายในทีมจะตามมา และย่อมส่งผลบวกไปถึงความมั่นใจในการทำผลงานในศึกชิงแชมป์เอเชีย ยู-23 ต้นปีหน้า เพื่อคัดเลือกไปโอลิมปิกด้วย แต่หากแพ้ ผลลัพธ์ก็ตรงกันข้ามกับที่กล่าวไปนั่นแหละ

จะเป็นจริงตามนี้หรือไม่ รอดูกันวันที่ 5 ธ.ค. ส่วนตอนนี้ผมแทบอดใจรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วล่ะ


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})