:::     :::

Target man ที่ Man United ตามหา

วันพุธที่ 25 ธันวาคม 2562 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
3,768
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ตำแหน่ง"Target man"หรือกองหน้าตัวเป้าที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดขาดอยู่นั้น มันมีลักษณะอย่างไร และขาดอยู่จริงไหม ทำไมเราถึงยังต้องซื้อกองหน้าเข้ามาอีกทั้งๆที่มีแรชหมากอยู่แล้ว นี่คือคำตอบ

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันถึงตำแหน่งกองหน้าที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกำลังต้องการตัวอยู่ นั่นก็คือกองหน้าในลักษณะที่เป็นกองหน้าตัวเป้า ตัวค้ำและจบสกอร์ ซึ่งปัจจุบันนี้เรา "ไม่มี" กองหน้าลักษณะนั้นอยู่ในทีมเลย ก็อย่างที่ทราบกันว่าทีมได้ปล่อยตัวโรเมลู ลูกากูไปแล้วเรียบร้อยโดยที่ไม่มีตัวแทนเข้ามาในทีม ดังนั้นตำแหน่งดังกล่าวจึงขาดหายไปแบบตรงๆออกจากทีม ทีมที่ปกติก็มีปัญหาอยู่แล้วแม้ตอนที่ลูกากูยังอยู่ เพราะก็ช่วยอะไรทีมไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่(ฮา)  ตอนนี้ไม่อยู่แล้วยิ่งหนักเลย นั่นแปลว่าแมนยูไนเต็ดตอนนี้นั้น "ขาดมิติการเล่น" ที่ว่าไป

มิติการเล่นดังกล่าวที่ยูไนเต็ดขาด คือการเล่นของกองหน้าตัวเป้าสไตล์Target man นั่นเองที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อใช้เป็นอาวุธในการเล่นเกมรุกเจาะตาข่ายคู่ต่อสู้ให้ได้


ก็เป็นปัญหาอย่างที่เราทราบกันดีว่า ปัจจุบันนี้เวลาแมนยูเจอทีมตั้งรับลึกเมื่อใด พวกเขาก็ไปไม่เป็นในทันที หากคู่ต่อสู้เน้นเกมรับและแพ็คไลน์ดีเฟนส์แบบแน่นๆ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้นจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย  แต่ในทางตรงกันข้ามพวกเขาชอบคู่ต่อสู้ชนิดที่มาเปิดหน้าแลกและบุกใส่ อันจะทำให้มีช่องในการเล่นเกมCounter Attack จู่โจมใส่โดยการใช้ความเร็วในการบุกสวนกลับขึ้นไป โดยเจาะใส่พื้นที่ว่างที่คู่แข่งเปิดให้ตัวบุกสุดจี๊ดของเราในการ"เอาชนะด้วยความเร็ว" โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองคีย์แมนอย่าง Rashford กับ James ทีใช้วิธีการเล่นแบบนี้สร้างปัญหาให้คู่แข่งเสมอๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หลายต่อหลายครั้งในซีซํ่นนี้ คู่แข่งรู้ดีว่า เพียงแค่ปิดผนึกเกมสวนกลับของแมนยูไนเต็ดได้ พวกเขาก็แทบจะไม่เหลือความน่ากลัวอะไรอีกแล้วในเกมรุก รูปแบบเดิมๆที่แฟนแมนยูเห็นจนชินตาและโคตรเบื่อคือ การต่อบอลเคาะไปมาช้าๆเพื่อหาช่องเจาะในรูปแบบที่ไม่ค่อยสร้างความน่ากลัวเท่าไหร่นัก เพราะขาดคุณภาพในการเล่นเกมประเภทครองบอลบุกใส่จริงๆ เนื่องจากว่าวิธีการในการบุกของพวกเขานั้นไร้ความคมชัดในด้านของ "วิธีการเล่น"

จะบอกว่าไม่มีทรงก็คงจะได้มั้ง


ภาพชินตาก็คือ เคาะถ่ายไปมา ซ้าย ขวา กลางไปเรื่อยๆ ซึ่งคู่แข่งก็คงจะไม่เปิดช่องให้อยู่แล้ว  สุดท้ายเมื่อโดนบีบเร็วใส่ตัวรับบอล และถึงเวลาในที่สุดใครคนใดคนหนึ่งก็จะก่อความผิดพลาด จ่ายบอลเสียรับบอลพลาด หรือโดนฉกไปได้ สุดท้ายเจอคู่ต่อสู้เล่นสวนกลับจนเสียประตูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เรียกง่ายๆว่าเป็นวิธีเล่นแบบ ต่อบอลกันไปมาแบบไม่มีทิศทาง แล้วสุดท้ายก็พลาดเสียบอล โดยที่ยังไม่ได้ทำเกมบุกกดดันใส่คู่แข่งได้เลย

การบุกของแมนยูนี้นั้นไม่มีความชัดเจนอะไรสักอย่าง จะบอกว่าเน้นการครองบอล ก็ไม่ใช่ และไม่สามารถเล่นเกมเคาะสวยๆเหมือนอย่างที่ซิตี้ทำได้ / บอลไดเร็คต์แบบลิเวอร์พูลที่จะจู่โจมเร็วทันทีเมื่อมีโอกาส ทั้งพื้นที่เปิดที่ตัวรุกขาแรงสามารถบุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเจอบอลตั้งรับเมื่อไหร่ แบ็คสองข้ามก็พร้อมจะครอสสวยๆเข้าไปกดดันทีมตรงข้ามทันที

สรุปแล้วแมนยูเล่นเกมบุกกันยังไงในยามที่เจอคู่แข่งตั้งรับลึกไม่มีพื้นที่ให้สวนกลับ ก็ยังอธิบายไม่ได้อยู่ดี คำที่ดีที่สุดก็ตามนั้นแหละคือ ต่อบอลไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ ไม่มีไอเดียเข้าทำ ไม่มีตัวจบสกอร์ และรอเสียบอล ถ้าไม่เสียบอลก็ขาดไอเดียในการเข้าทำที่หลากหลาย อันเป็นผลจากการที่เราไม่มีมิดฟิลด์ตัวรุกเก่งๆในทีมนั่นเอง  และต่อให้มีจังหวะที่ใครสักคนนึงสร้างโอกาสบุกที่ดีได้จริงๆ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่มีกองหน้าประเภทตัวเป้า รอยิงประตูในแดนหน้า ทำให้จังหวะที่บุกโจมตีนั้น ไม่สามารถสร้างความใกล้เคียงอะไรได้เลย


จากที่เกริ่นมาแล้วดังนี้ น่าจะทำให้เห็นภาพกันบ้างแล้วว่า บรรดา"หนึ่งในจุดอ่อน"(อันมากมาย)ของทีมเราที่ทำให้เกมรุกไม่มีประสิทธิภาพ และเวลาเจอทีมตั้งรับลึกเจาะไม่เข้านั้น จากหลายๆเรื่อง ก็มีเรื่องที่เรา "ขาดกองหน้าตัวเป้า" ในทีมด้วย ซึ่งมันก็คือตำแหน่งของหมายเลข9ในทีมนั่นเองที่เป็นstrikerตัวเป้าหมายรอจบสกอร์ที่เราจำเป็นต้องเสริม ซึ่งตามศัพท์ที่หลายๆคนเข้าใจกันก็คือ กองหน้าสไตล์Target man นั่นแหละ กองหน้าสไตล์นี้คือสิ่งที่เราขาดอยู่ ซึ่งเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วนั้นจะอธิบายต่อว่า หากได้สไตล์นี้เข้ามาในทีม มันจะช่วยอะไรเราได้บ้าง

1.ตอนนี้กองหน้าแมนยูไนเต็ดมีแต่ Forward ล้วนๆ

"สามประสานCerberus หมาเฝ้าประตูนรก" ดาวยิงสาม(ห)มา มาเที่ยว มาร์คัส  มาสั้น

กองหน้าสไตล์ตัดเข้าในของเราที่เห็นชัดๆก็คือสองตัวจั๋งๆนั่นก็คือ Rashford กับ Martial นักเตะที่ทับตำแหน่งทับไลน์กันเต็มๆเพราะแม่งเล่นแบบเดียวกันแทบจะเป๊ะๆในด้านpositionกับrole (ไม่นับนิสัยการเล่นที่ถนัด) ซึ่งไอ้สไตล์กองหน้าแบบInside Forward (IF) นั้นมันคือกองหน้ากึ่งปีกที่จะเล่นจากwide positionเป็นหลักในการยืน ซึ่งก็คือห่างจากปากประตูนั่นเอง จากนั้นด้วยสกิลหรือความสามารถพวกเขาก็จะหุบเข้ามาตรงกลางเพื่อจู่โจมในจังหวะสุดท้าย กองหน้าพวกนี้จึงมักจำเป็นต้องใช้ "การเคลื่อนที่" ในปริมาณมากในการพาบอล หรือวิ่งเข้ารอทำประตูเมื่อมีโอกาส มันจึงได้ชื่อว่าเป็นroleของ Forward นั่นเอง

ส่วนอีกคนหนึ่งนั่นก็คือ Mason Greenwood ที่เป็นความหวังใหม่ของเรานั้น ตัวน้องเองจากการที่ตามสืบฟอร์ม ดูสไตล์การเล่นมาตั้งแต่สมัยชุดเล็กเป็นปีแล้วนั้น ตำแหน่งถนัดจริงๆของน้องคือ Central Forward (CF)  ไม่ใช่ Right Forward (กองหน้าด้านขวา) หรือ RW (Right Winger) แต่อย่างใดเหมือนที่เราเห็นกันชินตาว่าน้องมักยืนทางขวาแล้วตัดยิงด้วยซ้ายได้สวยๆบ่อยๆ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว น้องก็เป็นตัวรุกสายForwardนั่นแหละที่สามารถเล่นพื้นที่กลางสนามได้  เล่นด้านขวาได้

แต่กระนั้นเอง Forward เป็นตัวรุกชนิดที่ส่วนใหญ่จะสามารถสร้างสรรค์เกมบุก พาบอลไปกับตัว ลากลูกไปข้างหน้าเพื่อบุกได้ดี ดังนั้นการเคลื่อนที่ของนักเตะพวกนี้จึงเด่นมากๆ และเพื่อให้ได้ความเร็วในการเล่น นักเตะที่เล่นroleของ Forwardนั้นส่วนใหญ่จึงต้องเป็นคนวิ่งเร็ว ซึ่งก็มักเป็นนักเตะที่ตัวไม่ใหญ่เทอะทะมาก เพราะจะวิ่งเร็วและคล่องกว่า ดังนั้นทีมเราที่มีแต่Forward เต็มไปหมดทั้ง IF CF จึงมีแต่นักเตะตัวไม่ใหญ่มากที่พึ่งพาความเร็วความพริ้วในการเล่น

2.ความแข็งแกร่งทางกายภาพที่ขาดหายไป


ต่อเนื่องจากปัญหาของข้อที่1 อย่างที่เห็นกันชัดๆว่า ทีมเรามีแต่ Forward ซึ่งก็มักตัวไม่ใหญ่มาก มีแต่เล็กๆอย่างที่เห็นกัน ทั้งแรช หมาก เมสัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การที่เราไม่มีTarget man ก็จึงไม่มีกองหน้าตัวใหญ่ๆที่จะลงมาเล่นในสนามนั้น จึงทำให้มันขาดอะไรบางอย่างไป ที่แน่ๆก็คือ "ขาดกองหน้าตัวใหญ่ๆในสนาม" นั่นแหละที่เราไม่มีตัวเลือกเลย เพราะนักเตะในทีมไม่มีใครที่เป็นแบบนั้นและเล่นเช่นนั้นได้ มีแต่พวกตัวจี๊ดๆสายกึ่งปีกล้วนๆทั้งสามคน  ดังนั้นเวลาที่นักเตะเหล่านี้ต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่สุดท้าย เพื่อที่จะจู่โจมหรือยิงนั้น หลายๆครั้งเสียเปรียบมากด้านสรีระ เพราะกองหลังพรีเมียร์ลีกก็มีแต่ยักษ์ปักหลั่น ใหญ่ๆทั้งนั้น  เมื่อเข้าไปอยู่เวลาที่เรากำลังบุก จึงสู้ไม่ได้ทั้งด้านพละกำลัง และกายภาพความสูงของร่างกายที่ส่งผลต่อ "การเล่นลูกกลางอากาศ" ด้วยที่เราไม่สามารถเอาชนะกองหลังคู่แข่งได้เลย 

แถมหากในเกมที่ตึงเครียด หรือมีการเบียดชน ปะทะกันตลอดเวลาเพื่อชิงจังหวะการเล่นกันนั้น มีแต่เด็กๆทีมเราที่เสียเปรียบและมักจะโดนเกมหนักอัดใส่เสมอ หลายๆครั้งนักเตะเราก็เจ็บเพราะเล็กกว่า เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเกมในรูปแบบไหน จะเกมตามเกมนำเกมตึง และรูปแบบที่ต่อสู้กันในสนามนั้น  หากไม่ใช่เกมสวนกลับ นอกนั้นยูไนเต็ดเสียเปรียบคู่แข่งหมด เพราะกองหน้า"ขาดความแข็งแกร่งทางกายภาพในทุกๆมิติ"นั่นเอง


3.คำอธิบายของTarget man

ก่อนที่จะไปถึงหัวข้อที่ว่า ถ้าหากมีกองหน้าประเภทนี้แล้ว เราจะดีขึ้นยังไงบ้างนั้น ต้องอธิบายกันลึกๆอีกสักนิดว่า แล้วไอ้Target man ที่ว่านี่หากให้อธิบายจริงๆมันคือลักษณะไหน ผมเชื่อว่าข้อนี้คนที่เคยเล่นเกมประเภทmanagerทั้งหลายคงจะทราบและเห็นภาพดี หรือถ้าใครไม่เคยเล่นก็ลองนึกถึงการเป็นกองหน้าของสลาตัน อิบราฮิโมวิช เมื่อสองสามปีที่แล้วของเราก็ได้ว่าเป็นยังไง

"Target man" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกองหน้าตัวเป้าหมาย ดังนั้นเมนหลักคือมันเลยก็คือ กองหน้าชนิดนี้มักจะเป็น"เป้าหมายในการส่งบอล" บริเวณแดนหน้าเสมอๆ ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ตรงไหนและต่อบอลกันยังไงในแดนกลาง มักจะมองหาTarget manเพื่อที่จะจ่ายบอลไปให้เขาเป็นหลักในการรุกทุกครั้ง เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า

3.1 Target manจะมีสกิลความสามารถในการเก็บบอล พักบอลได้

คิดถึงสองคนนี้ว่ะ

อันนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดของคนจะเล่นroleนี้คือ ต้องมีความสามารถในการเป็นตัวเป้าหมายที่ เป็นจุดพักของบอล ในแดนหน้าได้เวลาบอลขึ้นมาสู่พื้นที่เกมรุกแล้ว หากเราอยากได้ประตู เราดันเกม เราพาบอลขึ้นมาสูง แต่ไม่สามารถรักษาและเก็บบอลให้อยู่ในการครอบครองของทีมได้  เราก็มีโอกาสเสียบอลให้เขาบุกกลับคืนได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว

ซึ่งความสามารถในการเก็บบอลพักบอลนี้นั้น ขึ้นอยู่กับสองอย่างที่จำเป็นๆนั่นก็คือ -ทักษะความสามารถส่วนตัวในการเล่นกับลูกบอล ที่จำเป็นต้องมีชั้นเชิงอยู่พอควรในการบังบอล หรือพลิกบอลได้บ้าง  และอีกอย่างหนึ่งก็คือ -ความใหญ่และแกร่งของร่างกายที่ต้องโดนบี้ ชน ปะทะกับกองหลังที่จะบีบมาติดตัวเสมอ หากเป็นแค่นักเตะที่มีทักษะเก็บบอล แต่โดนความใหญ่และพละกำลังที่ต่างกันมากในการเข้ามาเล่นหนักใส่ ก็อาจจะโดนแซะเสียบอลง่ายๆ ลองนึกสภาพก๋องแก๋งตัวบางๆอย่างเมสันโดนกองหลังใหญ่ๆอย่างฟานไดค์เข้ามาอัดใส่แล้วกัน

3.2 Target man มีความสามารถในการจบสกอร์ หรือเรียกง่ายๆว่าส่งไปให้แล้วเขาจะยิงได้

หลวงพ่อโคล : ส่งมาเรื่อยๆไอ้น้อง พี่ก็ยิงเรื่อยๆเดี๋ยวก็เข้าสักลูก ได้ข่าวว่าแรชฟอร์ดลอกโมเดลน้าไปนี่นา

นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่การปั้นเกมรุกเรานั้น มักจะมองหาtarget manเสมอๆ และหากมีช่องจ่ายบอลไปถึงเขาได้ ซึ่งนักเตะแบบนี้มักจะยืนค้ำอยู่ด้านบนสุดในพื้นที่จู่โจมอยู่แล้ว ถ้าบอลไปถึงได้ มีโอกาสมากที่เขาจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นโอกาสยิง และกดยิงประตูได้เลยซึ่งก็จะทำให้เราเล่นเกมรุกได้สำเร็จ

จากสองข้อนี้มันจะทำให้เห็นเลยชัดๆว่า Target man นั้น จะเป็นกองหน้าสไตล์โบราณที่ปัจจุบันนี้หายากเพราะเล่นแบบกึ่งปีกกันซะหมด แต่roleนี้คือ กองหน้าตัวเป้า ที่จะยืนค้ำกองหลังอยู่ด้านหน้าสุดของทีม ซึ่งจะเป็นเป้าหมายการส่งบอลตามชื่อเลยเพราะนักเตะจะเก็บบอลได้ เพราะมีร่างกายที่ใหญ่และแข็งแกร่ง

ซึ่งTarget man ที่ใหญ่และแกร่ง จะสามารถยืนแช่ในพื้นที่อันตรายได้เพราะสามารถใช้ร่างกายเบียดปะทะ เอาชนะกับกองหลังตัวใหญ่ๆได้โดยตรงซึ่งนั่นหมายถึง เขาจะสามารถเบียดแย่งชิงจังหวะโหม่งทำประตูได้ด้วยนั่นเอง มิติของเกมกลางอากาศจึงเพิ่มขึ้นมาถ้ามีกองหน้าตัวเป้าอยู่ในทีม และตอนนี้แมนยูก็ไม่มีตัวรอโหม่งในกรอบเขตโทษดีๆเลยอย่างที่เห็น (ครอสเข้ามาก็เจอแต่ฮอบบิท ฮอบบิท ฮอบบิทเต็มไปหมดเลย!!)

เฮียดุกนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในกองหน้าที่เก่งจัดๆของเราอีกคนนึง ความสามารถสูงมากๆ

3.3 หน้าที่

เมื่อผู้เล่นสายนี้มีความสามารถดังกล่าวแล้วนั้น Target man จึงมีหน้าที่ได้ในสองลักษณะคือ ทั้งจู่โจมด้วยตัวเองได้ (attack) ที่หากมีช่องให้ยิง เขาจะยิงประตูทันทีไม่รีรอ ทั้งลูกชาร์จระยะเผาขน ลูกโหม่ง หรือลูกยิงจากทุกจุดในกรอบเขตโทษ Target manจะมีความสามารถในการช่วยจบสกอร์ในทีมได้ และส่วนใหญ่การยิงก็จะคมกริบอยู่แล้ว

แต่จากสกิลในการเป็น "จุดพักบอลชั้นเยี่ยม" ของTarget manนั้น ตำแหน่งนี้ยังสามารถเล่นdutyของการ "สนับสนุน" (support)ให้กับเพื่อนตัวรุกคนอื่นๆด้วย เพราะเป็นเหมือนกองหน้าตัวหลอกที่จะดึงตัวประกบไปก็ได้  เป็นจุดเชื่อมต่อบอลในแดนหน้าก็ได้ที่เขาจะรับบอล เก็บไว้กับตัวเพื่อดึงจังหวะ + เรียกตัวประกบมารุมตนเอง ซึ่งมันจะทำให้กองหน้าด้านข้างตัวอื่นๆมีเวลา และมีพื้นที่ในการเล่น  และTarget manก็จะต่อบอลและสนับสนุนให้เพื่อนร่วมทีมยิง ก็ทำได้เหมือนกัน

ซึ่งคนที่เล่นTarget manจริงๆนั้น ในโลกของความเป็นจริงก็มีอยู่ทั้งสองสายจริงๆ บางคนเป็นหน้าเป้าที่สามารถยิงได้เองด้วย และซัพพอร์ตเพื่อนในทีมได้ด้วยในเวลาเดียวกัน / นักเตะบางคนเน้นเป็นตัวเป้าสายสนับสนุน ตัวอย่างง่ายมากๆก็เช่นเอมิล เฮสกีย์นั่นแหละที่ไม่เน้นจู่โจมด้วยตนเอง / ส่วนกองหน้าตัวเป้าสายจู่โจมก็แน่นอน เป็นใครไม่ได้นอกจาก สลาตัน อิบราฮิโมวิชตอนที่อยู่แมนยู ก็เป็นเป้าหมายในการพักบอลของทีมเช่นเดียวกัน

(แต่เอาจริงๆแล้วอิบรา ถือเป็นเคสพิเศษที่เขาเป็นกองหน้าตัวใหญ่ที่เก่งกว่าจะเล่นหน้าเป้ามาก เพราะสกิลและทักษะขั้นสูง รวมถึงทำได้ทุกอย่าง จริงๆแล้วอิบรานั้นเกือบจะเป็น Complete Forward ที่เป็นกองหน้าสมบูรณ์แบบที่ทำได้ทุกอย่าง ทั้งค้ำยัน ไปกับบอลได้ ยิงประตูได้ ลักษณะกองหน้าสมบูรณ์เช่นนี้นึกถึง ดร็อกบาก็ได้จะเห็นภาพชัด)


**4.เพื่อเบนเป้าหมายความสนใจและทำให้กองหน้าตัวสอดแทรกคนอื่นสามารถเล่นได้ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ข้อ4.นี้บอกเลยว่าต้อง**เอาไว้ให้เห็นเลยว่า หากเราจะได้Target manเข้าทีมมานั้นมันดียังไง เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ง่ายๆว่า หากเรามีเข้ามานั้น เราจะได้จุดเบี่ยงเบนความสนใจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุดใหญ่ๆเลยทีเดียวนั่นก็คือพื้นที่หน้าปากประตู ที่จะมีเขาคอยยืนค้ำหน้าโกลเอาไว้

หากได้กองหน้าตัวเป้าเข้ามา จะทำให้แนวรุกของเราเพิ่มความน่ากลัวเป็นสองบริเวณใหญ่ๆ แต่ตอนนี้เราเหมือนจู่โจมอยู่หน้าเดียว นั่นก็คือ บุกเข้าไปจากพื้นที่รอบปากประตู โดยการพาบอลเข้าไปของ แรชฟอร์ด  มาร์กซิยาล และ แดนเจมส์ รวมถึงเมสันด้วย

ทุกคนเป็นกองหน้าที่เป็นForward และมักจะเล่นในบริเวณห่างประตูก่อนในเบื้องต้นเสมอ แล้วจึงจู่โจมใส่เข้าไป ทั้งการพาบอลและการยิง ดังนั้นพื้นที่ของกองหน้ากลุ่มนี้คือ "รอบนอกกรอบเขตโทษ"


แต่หากได้Target manเข้ามา จะทำให้แนวรับคู่ต่อสู้ต้องพะวงมากขึ้นและไม่สามารถไปเทการป้องกันจากพวกนักเตะตัวรุกรอบนอกเหล่านั้นได้ เพราะเป้าหมายอันตรายจะเพิ่มมาอีกหนึ่งจุดทันทีนั่นก็คือ "หน้าปากประตู"

หวังว่าผู้อ่านจะเห็นภาพ เพราะมันอธิบายยากจริงๆ  แต่ให้นึกภาพตามง่ายๆ ตอนนี้แมนยูเหมือนมีแต่กองหน้าที่วิ่งพล่านคอยจู่โจมแต่รอบนอกล้วนๆในรูปแบบของ Forward

แต่ไม่มีใครเป็น "Striker" แท้ๆเลยสักคนเดียว แม้กระทั่งมาร์กซิยาลที่ถูกใช้ให้เป็นหน้าเป้าตอนนี้ก็ตาม แต่จริงๆแล้วหมากเล่นไม่ได้ ที่เขาเป็นนั้น เขายังคงเป็นForwardอยู่ดี ไม่ใช่Striker เพราะหมากแค่เป็นForwardที่เก็บบอลดี มีความสามารถและความกล้าในการครองบอลต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่รุมล้อมอยู่ และต่อบอลให้เพื่อนได้เท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่Target manธรรมชาติ

หากได้กองหน้าตัวเป้าเข้ามาในมกรานี้ เกมรุกของเราต่อจากนี้คู่ต่อสู้จะไม่สามารถเทไปจุดใดจึงหนึ่งได้เพราะเราจะมีจุดอันตรายอยู่สองแอเรียทันทีอย่างที่เขียนไป นั่นคือ "รอบนอกกรอบเขตโทษ" (Rashford Martial Mason James) และ "หน้าปากประตู" (Haaland Zlatan Werner Jovic Dzeko ใครก็ได้ที่มีข่าวกับเรา มโนๆกันไปก่อน)


ถามว่าเรื่องนี้จำเป็นและสำคัญยังไง? แทบจะเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่สุดเลยซึ่งจะเขียนในข้อ5 แต่การที่เราจะมีจุดอันตรายเพิ่มขึ้นสองแอเรียนั้น มันจะทำให้กองหลังคู่ต่อสู้นั้น ต้องเบนเป้าหมายไปที่ กองหน้าตัวเป้าคนใหม่ของเรา ซึ่งจะเปิดโอกาส และเปิดช่องให้ กองหน้าตัวสอดแทรกเหล่านี้ สามารถจู่โจมได้เป็นอิสระมากขึ้นเพราะการป้องกันต้องไปโฟกัสและระวังหน้าปากประตู

การมีหน้าเป้าเข้ามาในทีม ไม่ใช่ว่าเราจะได้เพียงแต่กองหน้าตัวค้ำเก่งๆคนนึงเท่านั้น แต่การเข้ามามันจะทำให้กองหน้าด้านข้างของเราในทีมที่มีอยู่ตอนนี้นั้นมีช่องจู่โจมได้ง่ายขึ้น มีพื้นที่ เวลา และสามารถเล่นกันมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีก

เรียกง่ายๆว่าได้สองต่อนั่นเอง


***5.มิติการรุกและอาวุธที่จะเพิ่มขึ้นโดยตรง

ข้อ5นี่ถือว่าสำคัญที่สุดกับเหตุผลเรื่องนี้ หากเราได้Target man เข้ามาในทีมนั้น มันจะทำให้อาวุธในการจู่โจม เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ซ้ำซากจำเจไร้ไอเดียเหมือนดังเช่นตอนนี้

5.1 ลูกโหม่งกลางอากาศ

อย่างที่เขียนไปตอนนี้ หน้าประตูมีแต่ตัวจิ๋วๆ นักเตะอย่างหมาก แรช เจมส์ เมสัน ที่จะสอดเข้าไปอยู่หน้าประตูเวลาได้เตะมุม หรือฟรีคิกนั้น พวกเพลเยอร์เหล่านี้ไม่สามารถและไม่เคยแย่งชิงจังหวะโหม่งได้เลย ดังนั้นลูกเตะมุมที่เปิดๆเข้ามา และลูกครอสที่บรรจงครอสมาจากแบ็คหรือปีกนั้น แทบจะไร้ประโยชน์เลย ไม่ว่าจะมีตัวครอสที่เก่งขนาดไหน

พูดก็พูดเถอะ ต่อให้มีเบ็คแฮมมาอยู่ในชุดนี้ พี่เบ็คคงร้องไห้ เพราะครอสเข้าไป แม่งไม่มีใครอยู่รอโหม่งเลย!

พี่เบ็คบอก โชคดีที่กูเกิดมาเชียร์แมนยูในยุค90 แมร่มเอ๊ยยยยย

5.2 ลูกชาร์จหน้าปากประตู

นี่ก็อีกหนึ่งมิติที่ขาดไปนั่นก็คือ การยิงชาร์จหน้าปากประตูที่เราขาดหายไปเลย บอลครอสมาทีไรไม่มีคนยิงสักที และนี่แหละ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม Target man ถึงได้สำคัญยิ่งนัก เพราะต่อให้เราจะทำเกมกันมาดีแค่ไหน ปั้นกันมาจนสุดทางยังไง เมื่อถึงเวลาที่บอลมันปาดไปปาดมาอยู่หน้าโกล เข้ามาถึงfinal thirdพื้นที่อันตรายได้ แต่ถ้าไม่มีคนรอยิง ไม่มีคนที่จะ "ช่วงชิงจังหวะนั้น" เปลี่ยนมันเป็นประตู   ถ้าไม่มีคนเข้าทำก็ไร้ความหมายมากไม่ว่าจะจ่ายบอลมาสวยขนาดไหนเพียงใด

ซึ่งจากทั้งข้อ 5.1 และ 5.2 ที่เป็นเรื่องของ มิติเกมรุก ที่จะเพิ่มขึ้นมานั้น ต้องพูดกันเลยว่า นี่มันคือ "สิ่งที่แมนยูขาดจริงๆ" แบบชัดเจนมากถึงมากที่สุด พูดง่ายๆคือ เราจะเห็นกันอยู่แล้วใช่ไหมว่า ไม่ว่าทีมไหนเขาก็มีสิ่งที่ว่านี้ทั้งนั้น นั่นก็คือกองหน้าที่รอจบสกอร์ รอยิงเมื่อบอลมาถึงพื้นที่หน้าประตู แต่เราไม่มีเลย ทั้งๆที่ทีมอื่นมี  ส่วนลูกโหม่ง แมนยูยุคนี้ก็เห็นชัดเจนว่า ได้เตะมุมทีไร ได้ฟรีคิกโยนเข้าไปทีไร ไม่มีแฟนแมนยูคนไหนยุคนี้แล้วที่คิดว่าเราจะยิงได้ ต่อให้ได้สักสิบเตะมุม เชื่อเหอะ ไม่มีหรอกที่จะโหม่งทำประตูได้แม้แต่ลูกเดียว

มันน่าสมเพชไหมทีมเราตอนนี้

ลูกโหม่งในตำนาน บินมาจากบางสะพาน โถมมาโขกที่พระรามสอง

ซึ่งในขณะที่ทีมอื่น ได้เตะมุมนี่น่ากลัวหมดเพราะเขาใช้กองหน้ารอโหม่งได้ แถมมีกองหลังตัวบึกๆใหญ่ๆมาโถมใส่เด็กอ่อนนุ่มนิ่มคุงของเราทั้งหลายอีก แล้วมันจะเหลืออะไร  ดังนั้นการได้Target manนั้น ส่วนหนึ่งของroleนักเตะตำแหน่งนี้มันยังสามารถดึงมาช่วยเกมรับได้ด้วยจริงๆนะที่ป้องกันลูกโหม่งได้เวลาโดนบุก อย่างที่เราเคยเห็น ลูกากู หรือ สลาตัน ก็ถูกดึงต่ำลงมายืนช่วยโหม่งสกัดได้อยู่เป็นประจำด้วยนั่นเอง

และเมื่อเป็นเช่นนี้ หากเราได้กองหน้าตัวเป้าเข้าทีมมา นั่นแปลว่า อาวุธในการบุกของเราจะเพิ่มขึ้นอีก "2มิติ" เต็มๆที่เราจะมีตัวรอเข้าฮอร์ส และมีตัวรอแย่งโขกกลางอากาศที่ทำให้ได้ลุ้นประตูด้วย ซึ่งถือเป็นสองวิธีที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าแทบจะใช้กันเป็นอาวุธหลักในการทำประตู ในเกมพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ

ย้ำ แทบจะเป็นอาวุธหลักของคนอื่นด้วยซ้ำ แต่ทีมเรากลับขาดสองสิ่งนี้เต็มๆเลย

6.Q&A คำตอบของคำถาม

ซื้อตัวนี้มาเล่นหน้าเป้าได้ไหม ดูเหมือนจะเก่ง ชื่ออะไรอ่ะ โซลเกียร์เหรอ

ตามที่เขียนมาแล้วนั้นจะเห็นได้เลยว่า นี่คือคำตอบของ"คำถามที่ใครบางคนอาจจะยังไม่เก็ทหรือไม่เข้าใจว่าทำไมแมนยูถึงต้องซื้อกองหน้าใหม่เข้ามาอีก" ทั้งๆที่ก็มีอยู่เต็มทีมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแรชฟอร์ด มาร์กซิยาล หรือแม้กระทั่งเมสัน กรีนวู้ด ที่หลายคนกลัวเหลือเกินว่า หากซื้อมาแล้วมันจะทำให้การพัฒนาของนักเตะในทีมเรานั้นหยุดชะงัก หรือไม่ได้รับโอกาสในการลงสนาม

อาจจะจริงอยู่หากพูดว่า ถ้าซื้อใหม่เข้ามา จะต้องมีกองหน้าในบรรดานี้ที่ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรอง ซึ่งจริงๆแล้วมันดีในแง่ของการแข่งขัน และดีกับสโมสรที่ทำให้นักเตะต้องแย่งตำแหน่งกัน ไม่อยู่แต่comfort zoneเกินไปว่า ยังไงกูก็ได้ลงอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้นักเตะต้องถีบพัฒนาฟอร์มตัวเอง มันจะเป็นผลดีกับการแข่งขันและกับสโมสรด้วย

ผลดีจึงมีมากกว่าผลเสีย เพราะนักเตะต้องพัฒนาแข่งขันกันเองอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติที่ไหนๆก็ต้องเจอ เราจะมานั่งโอ๋ใครคนใดคนหนึ่งอยู่ไม่ได้ เพราะทุกคนต้องพัฒนาตัวเอง ใครที่หยุดการพัฒนา หรือพอใจการเล่นของตัวเองแล้ว ก็เหมือนนักเตะที่ตายไปแล้วครึ่งตัวนั่นเองดังที่เคนชิโร่ได้กล่าวเอาไว้ว่า "เจ้าน่ะตายไปแล้ว"

การที่เราต้องซื้อเข้ามานั่นก็เป็นเพราะว่า เราไม่มีกองหน้าสไตล์นี้นั่นเอง อย่างที่เขียนไปว่าวิธีการเล่นและการใช้งานมันต่างกันจริงๆ ซึ่งสไตล์ที่มีอยู่ทุกคน แรช เมสัน หมาก มันก็ไปทับวิธีการเล่นกันอยู่พอควรโดยเฉพาะหมากแรช ดังนั้นสองคนนี้อาจจะต้องเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่ต้องแย่งตำแหน่งInside Forwardฝั่งซ้ายกันเองแล้ว อาจจะไม่ได้เล่นด้วยกันอีกต่อไป เพราะก็โยกไปเล่นกองหน้าด้านขวาไม่ได้เลยทั้งคู่ซึ่งเมสันกับเจมส์ ฝั่งนั้นเค้ารอสแตนด์บายอยู่แล้ว และสองคนก็มีหน้าที่แย่งตำแหน่งกันเองเหมือนฝั่งซ้ายเช่นเดียวกัน


สรุปทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น จึงเห็นได้แล้วว่า Target man คืออะไร และมันสำคัญกับManchester United มากมายขนาดไหน เราจึงจำเป็นต้องตามหา และถึงได้มีข่าวกับนักเตะอย่างเออร์ลิง ฮาลันด์อย่างหนักหน่วง เพราะมิติการเล่นที่ทีมขาดและจำเป็นต้องมีกองหน้าคนที่ไปยืนค้ำและบู๊กับกองหลังได้นั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องได้ตำแหน่งนี้เข้ามา เพื่อจุดประสงค์สำคัญสุดๆที่เราไม่ควรลืมเลยนั่นก็คือ แก้ปัญหาของ"เกมบุกไร้ประสิทธิภาพ"ที่เรามี ส่วนนึงนั่นก็เป็นเพราะเรื่องนี้เต็มๆนั่นแหละ คือจังหวะสุดท้ายมันไม่มีตัวคมๆที่ไว้ใจได้ มาเข้าทำประตูในจุดอันตรายซักที ทั้งลูกโหม่งและลูกชาร์จเข้าฮอร์สจังหวะที่บอลปาดเข้ามา

จริงอยู่ที่เราพูดกันถึงแต่เรื่องของกลางรุก มิดฟิลด์ตัวบุก เพลย์เมคเกอร์ ซึ่งเราก็ขาดอยู่จริงๆเพราะการปั้นเกมก็เป็นอีกอย่างที่ห่วยแตกมากเข้าขั้นทุเรศทุรัง เพราะกลางรุกที่มีไม่สามารถฝากผีฝากไข้ไว้ได้เลย  ดังนั้นกลางรุกก็จำเป็นอย่างมากด้วยเพราะตำแหน่งมันโบ๋อยู่  ตัวที่ลงไปในจุดนั้นมีแต่ตัวกากๆที่ก่อความบรรลัยให้ทีมอย่างที่รู้ๆกัน (14/15) หากชั่งน้ำหนักแล้ว ผู้เขียนยังคงยืนยันว่า หากมีเงินมาก้อนนึง แรกสุดจำเป็นต้องซื้อกลางรุกก่อนคนแรกจริงๆนั่นแหละ

แต่ยังไงก็ต้องซื้อหน้าเป้าเข้ามาด้วย

ไผกะได้ ไผกะได้

สำคัญเกือบๆจะไม่ต่างกันเลย เพราะทีมเรามันก็ขาดทั้งplaymakerตัวปั้นเกม และไอ้คนที่รอค้ำยิงจบสกอร์ในจังหวะสุดท้าย ก็ขาดอยู่เช่นกัน สิ่งเดียวที่เรามีคือ "มิติการบุกจากด้านข้างล้วนๆ" ที่แข็งแกร่งมากทั้งจากแรชฟอร์ด แดนเจมส์ และรวมถึงมาร์กซิยาล ในเกมสวนกลับที่ใช้ความเร็ว ซึ่งนั่นคืออาวุธเดียวที่เรามี และใช้ได้จริงอย่างแข็งแกร่งในเวลานี้

แต่นั่นมันก็แค่อย่างเดียวไง เมื่อใดก็ตามที่เจอเกมที่ ความเร็ว พละกำลัง และเกมสวนกลับใช้ไม่ได้ผล นั่นแหละมันจึงเป็นคำตอบ และถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องมี Target man เข้ามาช่วยเราบุก ในวันที่ความเร็วมันเปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ และ เปล่าประโยชน์ดังที่มีใครเคยพูดประโยคแบบนี้เอาไว้บ่อยๆ..

เห็นถึงความสำคัญของTarget man รึยัง มกราคมนี้มึงจัดมาด่วนๆเลยนะเอ็ดแล้วจะเลิกด่าไปสักพัก สัญญา!

-ศาลาผี-


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด