:::     :::

"Ekidenชั่วกัปชั่วกัลป์" การวิ่งผลัดความล้มเหลวที่มองไม่เห็นเส้นชัย

วันเสาร์ที่ 04 มกราคม 2563 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
2,101
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แมนยูไนเต็ดตอนนี้ก็เหมือนการวิ่งผลัดระยะไกลที่เรียกว่า"เอะคิเด็ง" อันมีนักวิ่งเปลี่ยนมือกันเข้ามารับสายสะพายต่อเนื่องกันเป็นคนที่4แล้วหลังยุคป๋า แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นเส้นชัยเสียที

Ekiden (駅伝) หรือ เอะคิเด็ง / เอกิเด้ง คำนี้เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วโดยเฉพาะแฟนผีหลายๆท่านที่เป็นนักวิ่งด้วยเหมือนผู้เขียน และได้มีโอกาสตามอ่านเรื่องราวอะไรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่มีกิจกรรม "ก้าว" ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ ที่มีการจัดงานระดมเงินบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆนั้น ได้มีการนำเอาธรรมเนียมนี้มาใช้ในการวิ่งเพื่อหาเงินบริจาคดังกล่าว หลายคนจึงพอจะคุ้นๆคำนี้กันบ้าง แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร จะอธิบายให้ง่ายที่สุดนั้น มันก็คือ "การวิ่งผลัด" นี่แหละ แต่เป็นการวิ่งผลัดระยะทางที่ไกลมากๆเท่านั้นเองในเลเวลหลัก10กิโล++ ก็แล้วแต่งานไหนจะจัดยังไงเท่านั้นเอง สายวิ่งที่นิยมลงงานมาราธอน ไม่ว่าจะเป็นมินิ ฮาล์ฟ หรือฟูลก็ตามทีก็คงพอจะเก็ท นั่นแหละมันคือการวิ่งระยะพวกนั้น ผลัดเปลี่ยนส่งต่อกันเป็นทอดๆนั่นเอง

ซึ่งตามปกติวิ่งผลัดก็จะเน้นแข่งความเร็วและวิ่งในทางสั้นๆกัน แต่เอะคิเด็งนั้นจะวิ่งยาวมากๆ และไม้ผลัดที่เราคุ้นเคยกันนั้น เขาจะไม่ใช้ไม้ แต่จะใช้เป็น "สายสะพาย" ที่มีชื่อว่า สายTazuki นั่นเองอย่างที่เราได้เห็นกันในจอ ที่นักวิ่งแต่ละคนก็จะทำหน้าที่ใส่สายสะพาย แล้วก็วิ่งไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงระยะทางที่ต้องการครบ จากนั้นจึงค่อยส่งต่อไม้ หรือสายสะพายนี้ให้กับเพื่อน วิ่งนำมันต่อไปในทางข้างหน้านั่นเอง

ตัวอย่างการวิ่งเอะคิเด็งโดยมูลนิธิก้าวที่จะส่งต่อสายสะพายให้กันไปเป็นทอดๆ น้าเน็คคือคนนึงที่เท่ที่สุดแล้วในงานครั้งนี้

วัฒนธรรมเอะคิเด็งนั้นเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมากๆและตอนนี้ก็ส่งต่อไปยังบางส่วนหลายๆพื้นที่บนโลกนี้แล้วที่นำเอาอีเวนต์แบบนี้ไปใช้กัน ซึ่งส่วนใหญ่ที่ญี่ปุ่นแล้วนั้นมักจะนิยมวิ่งเอะคิเด็งกันในช่วงนี้แหละคือ ช่วงต้นปี ปีใหม่เดือนมกราคมอย่างนี้เลยอากาศกำลังเหมาะ วัฒนธรรมนี้เริ่มครั้งแรกปี1917 หรือพ.ศ.2460 เพื่อเฉลิมฉลองการย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมาโตเกียว โดยจะทำการวิ่งปล่อยตัวจากโตเกียว แล้ววิ่งไปเกียวโต ระยะทางก็ประมาณ508 km ดังนั้นจึงต้องใช้หลายคนพอสมควรในการช่วยกันวิ่งผลัดในระยะเวลา3วัน จึงทำได้สำเร็จนั่นเอง นี่คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมนี้

ซึ่งแยกส่วนคำนี้แล้วนั้น เอะคิ ก็แปลว่า สถานี และ เด็ง แปลว่า ส่งต่อ ซึ่งก็ตรงตัวคือการวิ่งที่ส่งต่อกันเรื่อยๆเป็นสถานี คล้ายๆสถานีรถไฟในญี่ปุ่นนั่นแหละ ซึ่งในปัจจุบันนี้มันก็ค่อยๆแพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆอย่างที่บางท่านทราบกันว่า ในทวีปเอเชีย ชาติที่บ้าเลือดด้านสายการวิ่งมาราธอนที่สุดก็หนีไม่พ้นญี่ปุ่นนี่แหละที่เป็นเต้ยทางด้านนี้ การวิ่งระยะไกลจึงเป็นเรื่องธรรมดาของบ้านเขาและก็มีนักวิ่งโหดๆเยอะแยะมากมาย วัฒนธรรมนี้ถูกนำไปใช้วิ่งแข่งขันกันทั้งในระดับบริษัท โรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งก็แล้วแต่งานในต่างที่ว่าจัดยังไง เข้มข้นมากน้อยขนาดไหน ซึ่งก็คล้ายๆการจัดแข่งกีฬาภายในบริษัทนั่นแหละซึ่งเป็นวัฒนธรรมองค์กร และยังใช้งานที่ว่านี้ในการแสดงออกถึงความทุ่มเทอย่างสุดหัวใจเพื่อให้คนอื่นๆในหน่วยงานเราเห็น และแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจในทีม ในแผนกนั้นๆได้ด้วย  อีเวนต์เอะคิเด็งนี้จึงเป็นสิ่งที่นิยมมากๆในญี่ปุ่น

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ สาเหตุที่ใช้สายสะพายTazukiนั้นเป็นเพราะว่า สายนี้มันจะซับเอาเหงื่อของนักวิ่งตั้งแต่คนแรก ใช้อันเดียวยาวไปจนคนสุดท้ายจนจบRaceซึ่งเป็นเหมือนการ รับช่วงต่อเอาหยาดเหงื่อความพยายามของเพื่อน เก็บรวบรวมเอาไว้และพาความมุ่งมั่นที่ว่าไปสู่จุดมุ่งหมายได้นั่นเอง


นี่คือภาคของการอธิบายเรื่องราวของเอะคิเด็งแบบคร่าวๆที่จะทำให้นักอ่านได้เห็นภาพกันชัดๆง่ายๆ เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆให้ได้อ่านกันซึ่งผู้เขียนเรียบเรียงมาเพื่อให้คนภายนอกที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งอ่านแล้วพอจะเห็นภาพด้วย .. แล้วว่าแต่ ไอ้เรื่องนี้มันเกี่ยวกับ "แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด" ของเรายังไงฟะ? ตูอ่านมาใช้โควตาเกือบ30บรรทัดละยังไม่เข้าเรื่อง

ใจเย็นสิกำลังจะเขียน! (ดักไว้ก่อน เพราะรู้ว่ามาถึงตรงนี้มันต้องมีหลายคนคิดแบบนี้บ้างละวะ น่าๆแหม)

ผมมีความรู้สึกว่า วังวนความต่อเนื่องของความตกต่ำมาหลายต่อหลายปีที่ยังคงไม่สามารถหลุดพ้นได้จนถึงตอนนี้ นับตั้งแต่การลงจากบัลลังก์ของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันนั้น มันก็เหมือน "เอะคิเด็ง" อย่างหนึ่งซึ่งประหนึ่งว่า ในยุคของป๋าที่จบลงนั้น มันคือRaceแห่งความสำเร็จสุขสมหวังของแฟนปีศาจแดงกันอย่างเต็มอิ่มแบบหาอะไรแทนไม่ได้แล้ว  การเริ่มต้นใหม่ กับผู้จัดการทีมคนใหม่นั้น ก็เหมือน Raceการแข่งขันสนามใหม่ที่แฟนแมนยูจะต้องเดินทางไปข้างหน้าพร้อมๆกับทีม โดยที่มี "นักวิ่ง" แต่ละคนเป็นคนพาเอาพวกเราไปสู่เส้นชัยที่ต้องการ

ผมมองเห็น "แฟนแมนยู" ทั้งหมด เป็นเหมือนสายสะพายTazuki ที่จะถูกสะพายไปด้วยตลอดระยะเวลาและเส้นทางของการวิ่งเอะคิเด็ง โดยที่มี "ผู้จัดการทีมแต่ละคนเปรียบเสมือนนักวิ่ง" ที่คอยมารับช่วง"สายสะพายแห่งความคาดหวัง"ของแฟนผี ไปเรื่อยๆในแต่ละช่วง


พอจะเห็นภาพรึยังครับว่าทำไมผมถึงเอามาเปรียบเทียบกับเอะคิเด็ง

ซึ่งตอนนี้เราใช้นักวิ่งไปทั้งหมด4คนแล้ว รวมถึงคนที่ "กำลังวิ่ง" ในปัจจุบันอย่าง Ole Gunnar Solskjaer ด้วยนั่นเอง ไล่มามันมีใครบ้างที่เป็นนักวิ่งคนแรกตั้งแต่เริ่มRaceใหม่ ในยุคสมัยใหม่ที่ไม่มีป๋าเช่นนี้

-David Moyes

-Louis Van Gaal

-Jose Mourinho

-Ole Gunnar Solskjaer

เรามีนักวิ่ง4คนที่พาสายสะพายของแฟนแมนยูติดตัวไปด้วยในฐานะ "ผู้นำ" ที่เป็นตัวหลักในการพาความคาดหวังที่ว่านี้ไปสู่จุดหมาย ซึ่งก็เปรียบเทียบความสำเร็จของทีม เสมือนเส้นชัยนี่เอง ซึ่งในปัจจุบันนี้ Raceในรอบนี้ที่เป็น New Era ตั้งแต่หมดยุคป๋านั้น ยังไม่มีแม้แต่ปีเดียวที่สามารถเรียกได้ว่า เราจะใกล้ถึงเส้นชัยเลยแม้แต่นิดเดียว

เส้นชัยสำหรับแฟนผีคืออะไร ถึงจะเรียกว่าเส้นชัยที่แท้จริง ทำไมเรายังไม่ถึง  แชมป์ยูโรป้าลีกไม่นับหรือไง?

เปล่าเลย เราไม่เคยมองข้ามถึงแชมป์ที่เคยได้มาไม่ว่าจะเป็นเอฟเอคัพของLVG หรือดับเบิ้ลแชมป์ของโจเซ่ แต่สองสิ่งที่ว่านั้นเราต้องยอมรับสภาพกันตามตรงว่า มันเป็นเพียงแค่ถ้วยรองที่ยังไม่ได้บ่งชี้หรือวัดความสำเร็จได้จริงๆว่าเราคือ "สุดยอดทีม" ที่ทำได้ประสบความสำเร็จตามเป้า

เพราะสำหรับแฟนผีและรวมถึงผู้เขียนแล้วนั้น การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้งหลังจากหมดยุคป๋าไปเท่านั้น จึงจะเป็นสิ่งที่เราเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จ ที่เป็นเหมือน "เส้นชัยของเอะคิเด็ง" ครั้งนี้

หรือถ้าไม่ได้แชมป์ลีก อย่างน้อยที่สุดหวังสูงกว่านั้นก็คือ แชมป์ยุโรปถ้วยบิ๊กเอียร์อย่าง ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ก็สามารถยินดีและพูดได้เช่นกันว่า หากเราทำได้ นั่นแหละคือการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเอะคิเด็งครั้งนี้คือ เรายังมองไม่เห็นปลายทางของเส้นชัยเลยแม้แต่นิดเดียว ในขณะที่นักวิ่งคู่แข่งที่เราสุดแสนจะเกลียดชังขี้หน้านั้น เขาเข้าเส้นชัยไปแล้ว(UCL) แถมกำลังจะทำNewPBในปีนี้ด้วย (EPL)

วิ่งช้าๆก็ได้แว่น จะรีบไปไหนฟะ!!! T___T

เรื่องนั้นช่างหัวมัน ทำใจไปก่อนได้เลยว่าคู่แข่งเราจะประสบความสำเร็จอะไรยังไง นั่นเรื่องของเขา เราแค่โดนผลกระทบจากการแซะจิกกัดจากกองเชียร์นักวิ่งใส่แว่นฟันขาวคนนั้นเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วในโลกของการวิ่งนั้น ผมเชื่อว่านักวิ่งหลายคนจะรู้ดีว่า งานแข่งวิ่งต่างๆนั้นจริงๆแล้ว นักวิ่งคนอื่นๆมันไม่ใช่คู่แข่งของเราหรอก แต่คู่แข่งที่แท้จริงนั้นคือ "ตัวเอง" ต่างหาก นั่นแปลว่า สิ่งสำคัญสำหรับแฟนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแล้วนั้น ไม่ใช่ปัญหาที่ว่า ลิเวอร์พูลกำลังจะคว้าแชมป์ลีก แต่เราควรพิจารณาผลงานและความเป็นไปของทีมต่างหากว่า เรากำลังอยู่จุดไหน และวิ่งถึงไหนแล้ว นั่นแหละสำคัญกว่า

ผลงานของทีม มันก็เหมือนการที่มีคู่แข่งคือตัวเรานั่นเอง

เราลองมาพิจารณาดูกันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่ม "เอะคิเด็ง" ในRaceใหม่ในยุคที่ไร้เงาอเล็กซ์แชปแมนเฟอร์กูสันแล้วนั้น เราออกสตาร์ทมายังไง และใครสะพายสายมาในสภาพไหนบ้าง

Football Genius

1.David Moyes

นักวิ่งคนแรกของแมนยูไนเต็ดคือ ดาหวิด โมเย็ส (ฮา) นี่คือคนแรกที่เป็นคนเปิดหัวยุคใหม่อย่างแท้จริง นักวิ่งผู้มาจากเมอร์ซีย์ไซด์ ผู้ได้รับความคาดหมายว่าพื้นฐานใกล้เคียงกับป๋า เป็นคนชาติเดียวกัน และมีความสามารถในการคุมทีมให้stableมาหลายปีต่อเนื่อง อันน่าจะเป็น"ตัวแทนในระยะยาว" ได้เป็นอย่างดี ดีกว่าจะไปเอาคนที่เหมือนจะมาคว้าแชมป์ได้แต่อยู่แค่แปปเดียวแบบนั้นน่าจะไม่เหมาะกับวัฒนธรรมแมนยูไนเต็ดปัจจุบันนี้ที่ "ไม่คุ้นเคยอย่างแรง" กับการเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยๆ

เดวิด มอยส์ จึงเป็นตัวเลือกที่แฟนผีหลายๆคนจับตามองและเชื่อมั่นความstableที่ว่าในตัวเขาอย่างสูงว่า มอยส์จะต้องพาทีมเราประสบความสำเร็จต่อเนื่องได้ยาวๆเหมือนป๋าอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นักวิ่งคนแรกนี่ ออกสตาร์ทมาก็ไม่สวยแล้ว นอกจากจะวิ่งตามนักวิ่งทีมอื่นไม่ทัน ยังถอดรองเท้าดีๆที่สต๊าฟฟ์ทีมซัพพอร์ตจัดเตรียมให้ทิ้งซะอีก แล้วไปเอารองเท้ายี่ห้อกากๆของตัวเองมาใส่แทน (แถมเปิดวิดิโอนักวิ่งระดับ อบต.ให้ลูกทีมอีลิทไปศึกษาด้วย)

.. ผมให้จังหวะคุณคิด พอจะนึกภาพออกไหมว่าผมพูดถึงอะไร


ใช่แล้ว การปลดสต๊าฟฟ์โค้ชเก่าที่มีดีกรีแชมป์ แล้วนำเอาทีมของตัวเองเข้ามา มันไม่ใช่เรื่องผิด ก็เหมือนหยิบเอารองเท้าที่ตัวเองเคยใส่ เอามาใช้ต่อนั่นแหละซึ่งในวงการนักวิ่งแล้วนั้น รองเท้าแข่งควรจะเป็นรองเท้าซ้อม วิธีคิดของโมเย็สไม่ผิดเลยแต่อย่างใด

แต่สิ่งที่เขาผิดก็คือ รองเท้าที่ว่านั่น มันเป็นรองเท้ากากๆยี่ห้อจีนแดงแบบที่ใส่แล้วมันก็ทำได้แค่วิ่งรั้งท้าย เหมือนตอนที่ตัวเองวิ่งมาก่อนอยู่ตั้งนานนั่นแหละ แล้วดันเลือกที่จะเขวี้ยงรองเท้าดีๆอย่าง Next% ที่ทีมงานจัดไว้ให้ แล้วใส่ของกากๆลงไปวิ่งนั่นเอง

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ โมเย็สอยู่ไม่ถึงปี ก็ต้องรีบเปลี่ยนสายสะพายให้คนอื่นมาวิ่งต่อทันที เพราะพี่แกวิ่งแทบจะรั้งท้าย ประหนึ่งคนที่เคยอยู่บล็อคA เป็นโคตรนักวิ่งEliteมาตลอดที่ต้องอยู่หน้าๆ ประหนึ่งแมนยูยุคป๋า  แต่พอโมเย็สเข้ามาทำทีม แมร่งกลายเป็นนักวิ่งบล็อคFไปโดยปริยาย!!!

(ใครสายวิ่งอ่านแล้วอย่าเคือง บล็อคFไม่ดีตรงไหนวะสาาดดดดด  ป.ล. ผู้เขียนก็บล็อคFเฟ้ย!!!)

King of Total Football

2.Louis Van Gaal

เมื่อนักวิ่งคนแรกมีปัญหาอยู่ไม่ถึงปีนั้น นักวิ่งคนถัดมาถือว่าเป็นระดับอีลิทอีกคนนึงที่เป็นนักวิ่งรุ่นเดอะ รุ่นเก๋าของวงการ หากเปรียบเทียบก็อาจจะระดับอาจารย์สอนวิ่งที่มีอายุคนนึงที่ประสบการณ์การสอนอยู่ขั้นเอกอุนั่นแหละ ..จารย์หลุยส์ อดีตนักวิ่งมาราธอนทางเรียบทีมชาติผู้นี้เข้ามารับสายสะพายต่อจากมอยส์ และก็วิ่งไปด้วย "ทฤษฏีการวิ่ง" ที่อยู่ในตำราเป๊ะๆว่า จะต้องรักษาpaceเท่านี้ มีวิธีการยกขา การหายใจแบบนี้ๆเป๊ะๆ  หรือถ้าเรียกง่ายๆก็คือนักวิ่งประเภทที่ ให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมเบสิคมากเป็นหลักตามทฤษฎีเลย นักวิ่งแบบจารย์หลุยส์ท่าวิ่งจะเป๊ะ การลงเท้า ฯลฯ จะตรงตามตำรามากๆเหมือนคนที่ซ้อมฝึกดริลปรับท่าวิ่งอย่างถูกหลัก

นั่นคือสิ่งที่ LVG เป็น การคุมทีมแมนยูไนเต็ดนั้นเขามาด้วยทฤษฎีที่เป็นตำราของตัวเอง จากประสบการณ์การคุมทีมอย่างโชกโชนมาก่อนมากมายในระดับสูงและคว้าแชมป์มาแล้วเพียบ

แต่สิ่งที่มีปัญหาของจารย์หลุยส์คือ การยึดติดกับตำราวิ่งมากเกินไป เขามีรูปแบบและวิธีการที่นำเอามาให้นักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเล่นในแบบของตนเองนั่นก็คือ การเล่นแบบเน้นครองบอลเป็นหลักและค่อยๆหาทางบุกด้วยจำนวนการต่อบอลที่เยอะมากต่อเกมๆหนึ่ง ดังนั้นนักเตะที่จารย์หลุยส์ให้ความสำคัญและนำเข้ามาหลายตัวมากๆนั่นก็คือมิดฟิลด์ อย่างที่เราเห็นกันว่ามีทั้งชไนเดอร์ลิน เอเรร่า ชไวสไตเกอร์ ที่นำเข้ามา รวมถึงเฟลไลนี่ที่มาในยุคมอยส์ด้วย มิดฟิลด์เราเยอะมากจริงๆ

เพียงแต่ว่า ทฤษฎีที่ว่ามันอาจจะถูกก็จริงตามที่เขารู้มา  แต่มันเป็นการวิ่งที่ "น่าเบื่อ" มากๆ


การวิ่งของจารย์หลุยส์คือการวิ่งแบบช้าๆ อ้อยอิ่ง เอื่อย และวิ่งด้วยpaceเดิมนิ่งๆ ไม่ว่าทางจะเรียบ จะขรุขระ พี่แกจะวิ่งด้วยpaceเท่าเดิมตลอด ทั้งๆที่จริงๆแล้วบางช่วงของเส้นทาง มันสามารถปรับได้ว่า ควรจะเพิ่มสปีดขึ้นนิดนึง หรือควรจะผ่อนpaceลงเวลาเจอเนินชันเป็นต้นเพื่อเซฟแรงไว้ลุยยาวๆ

อาจารย์หลุยส์เข้ามาทำให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสูญเสียตัวตนไปแทบจะทั้งหมด รวมถึงการหักหาญน้ำใจขายนักเตะตัวเก่าดีๆของเราออกไปหลายคนที่เจ้าตัวไม่ถูกใจ นั่นคือการซ้ำรอยในอีกพาร์ทของมอยส์ที่เคยปลดสต๊าฟฟ์มาแล้วนั้น รอบนี้คือการทำลายมรดกอันล้ำค่าหลายๆคนของยุคป๋า ซึ่งเอาจริงๆยังมีประโยชน์และใช้งานได้อีกเยอะในรายของชิชาริโต้ หรือเวลเบ็คที่ถูกปล่อยตัวออกไป ส่วนตัวที่เข้ามาในยุคของเขา เอาจริงๆมีเพียงแค่ชื่อชั้นเท่านั้นที่ดีกว่าเวลเบ็ค อย่าง ไอ้งูพิษ ดมร. หรือ พี่เสือฟัลเกาก็ตามที แต่ก็ไม่ได้ช่วยทีมอะไรได้มากไปกว่าเวลเบ็คสักเท่าไหร่เลย แถมยังเป็นนักเตะทรยศใจหมาที่แฟนแมนยูเกลียดที่สุดคนนึงเสียอีก

นักวิ่งคนที่สองคือคนที่ "ฉีกสายสะพาย" ให้เปลี่ยนรูปร่างไม่เหลือเค้าเดิมไปหมด ก็เหมือนที่LVGเข้ามาแล้วทำลายตัวตนสโมสร และทำให้การเล่น(การวิ่ง)มันโคตรจะน่าเบื่อด้วยทฤษฎีอะไรบางอย่างที่ไม่ได้มีจิตวิญญาณของการวิ่งที่แท้จริงเลย

The Happy One

3.Jose Mourinho

ชายคนที่สามที่มารับช่วงต่อคนที่ฉีกสายสะพายจนไม่เหลือเค้าเดิมนั้น บุรุษผู้นี้คือ "นักวิ่งระดับEliteตัวท็อปของวงการวิ่งปัจจุบัน" ซึ่งกำลังสด ยังหนุ่มแน่น และคว้าแชมป์มาแล้วมากมายแถมทำลายสถิติ Breakthroughมาแล้วมากมาย  ชายผู้นั้นคือ มิสเตอร์โจเซ่ หรือเฮียมูของเรานั่นเอง

หากเปรียบเทียบเป็นนักวิ่งก็คงจะประมาณ "นักวิ่งสายล่ารางวัล" นั่นเอง การวิ่งของเขาแน่น และพร้อมจะพิฆาตคู่แข่งในทุกสนาม สิ่งที่หอมหวานและเป็นเป้าหมายของเขานั้น เขาไม่สนใจวิธีการวิ่ง ไม่สนใจธรรมเนียมมารยาทอะไรทั้งสิ้น(ฮา อันนี้แซว) แต่สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาของเขาคือ "ถ้วยรางวัลและโพเดียมอันดับ1" เท่านั้น

ดังนั้น การไปซื้อตัวนักวิ่งอีลิทระดับท็อปของโลกมาเข้าวิ่งผลัดเอะคิเด็งกับแมนยูไนเต็ดนั้นถือว่า นี่แม่งเป็นตัวความหวังที่จะพาทีมเข้าเส้นชัยได้แน่ๆด้วยการสปรินท์วิ่งมาราธอนpace3 หรือไม่ก็วิ่งระยะอัลตร้า หวดแม่งคนเดียว150kmในเส้นอัลตร้าเทรลโหดๆที่เชียงใหม่ ประมาณนั้น เรียกง่ายๆว่าคืออีลิทตัวโหดเลยแหละ

และ น้ามูก็ไม่ทำให้สายสะพายที่คาดอกเขาผิดหวัง ด้วยการมาถึงแล้วพาทีมได้แชมป์อย่างรวดเร็วถึง2.5ถ้วยในขวบปีแรก ก็เหมือนถีบเอาตำแหน่งอันดับของทีมขึ้นมาอยู่เป็นนักวิ่งแนวหน้าอีกครั้งอย่างน่าสะพรึงกลัว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อย่างที่ทราบกันว่า นักวิ่งคนนี้เน้นล่าถ้วยรางวัล และพเนจรไปล่าตามงานต่างๆไปเรื่อย ไม่หยุดอยู่กับที่ อยู่ได้ไม่นาน และเป็นนักวิ่งที่คิดบวก .. คือคิดจะบวกกับชาวบ้านเค้าไปหมด! บวกกับนักวิ่งด้วยกัน บวกกับทีมงานซัพพอร์ตของตัวเอง บวกกับเจ้าภาพที่จัดงาน  แม้กระทั่งตากล้องข้างทาง น้าแกก็ยังไปบวกด้วยได้!!!

"จังหวะถ่ายรูปตอนกุวิ่ง ทำไมไม่ถ่ายรูปดีๆ ถ่ายตอนเป็นหมาหอบแดดทำไม" มูมู่บ่นกับตากล้องงานวิ่งที่เขารับมาทำงาน

เมื่อรวมกับ อุปกรณ์การวิ่งที่น้าแกจำเป็นต้องมีและต้องใช้นั้น "ทีมงานจัดหา" ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้นไม่หาให้ ประหนึ่งว่าสั่งให้น้ามูแกไปลง PYT100 (โป่งแยงเทรล) แต่ว่าไม่ซื้อไฟฉายติดหัวให้ ไม่มีไม้เท้าtrekking poleให้ ไม่มีรองเท้าเทรลให้  ดีไม่ดีไม่ซื้อเป้น้ำให้อีกตะหาก!!!

คำถามคือ ทีมซัพพอร์ต(บอร์ดบริหาร)ไม่จัดหาอุปกรณ์การวิ่งอะไรให้เค้าเลย แต่อยากให้เค้าไปลงรายการโหดๆที่ว่านั่นได้ คำถามคือ มึงต้องการอะไรจากน้ามู?

ผลที่ได้ก็คือ น้ามูทะเลาะกับทีมงานยับ ทะเลาะกับคนดูแล ทีมซัพพอร์ต และมีปัญหากับลูกทีมตัวเองดังที่เห็นกัน เรียกง่ายๆว่าsquad harmonyในทีมนั้นเละเทะไม่เหลือหลอ หันหน้าแยกกันหมด ดังนั้นน้ามูจึงกลายเป็นสภาพที่ จำเป็นต้องดันทุรังวิ่งเข้าป่าไปมืดๆคนเดียว มีไฟฉายกิ๊กก๊อกเล็กๆให้อันนึง พร้อมด้วยรองเท้าเทรลพื้นสึกเน่าๆ

จะวิ่งให้เข้าเส้นยังยากเลย สุดท้ายแล้ว นักวิ่งอีลิทระดับโจเซ่ มูรินโญ่นั้น ก็ต้องมา "DNF" (Did Not Finish) ลงกลางทางเมื่อช่วงปลายปี2018 นั่นเอง

2OLEGEND

4.Ole Gunnar Solskjaer

สุดท้ายแล้ว ผู้ที่มารับช่วงต่อ "สายสะพายTazukiแห่งความคาดหวังของแฟนแมนยู" นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นนักวิ่งเก่าที่เราคุ้นเคยดี ชายผู้ซึ่งสร้างปรากฏการณ์มาก่อนเมื่อ20ปีที่แล้วด้วยการคว้าแชมป์สามรายการอย่างยิ่งใหญ่  เขาผู้นั้นคือ Ole Gunnar Solskjaer ชายผู้เคยเป็นหนึ่งในลูกทีมของSAF ชายผู้คาดสายสะพายมายาวนาน26ปีมาก่อนคนนั้นนั่นเอง ดังนั้นวัฒนธรรมของเอะคิเด็งทั้งหมดของสโมสรเรานั้น  Solskjaerจึงรู้จักมันดีที่สุดว่า สมัยก่อนนั้น SAFพาพวกเราวิ่งมายังไง

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทันทีที่โอเล่ก้าวเข้ามารับสายสะพายจากนักวิ่งเก่าที่นอนร่วงกองอยู่กับพื้นกลางทางทั้งๆที่ยังไม่ถึงstationเปลี่ยนมือนั้น โอเล่รับสายมาคาด และออกวิ่งอย่างรวดเร็วทันทีด้วยแรงตื่นเต้นและฮึกเหิม ทั้งเจ้าตัวและแฟนบอล จนในระยะ10kmแรกนั้น เขาอัดpace3 (ศัพท์นักวิ่ง สำหรับคนงง pace3คือ 1km ใช้เวลาวิ่ง3นาที pace6ก็คือ 1โลใช้6นาทีเป็นต้น)

โอเล่ที่ออกตัวแรงได้สปรินท์ไล่เก็บนักวิ่งข้างหน้ามาทีละคนสองคนอย่างเมามันส์ พร้อมด้วยไฮไลต์การตบนักวิ่งอีลิทจากฝรั่งเศสตกรอบไปอย่างสุดสะพรึง กับการเขี่ยPSGโกงความตายมาอย่างสุดยอดมาก .. แต่หลังจากที่วิ่งผ่านอีลิทรายนั้นมา หลังจากนั้นโอเล่ที่ซ้อมมาไม่พอ เพราะชั่วโมงบินในการซ้อมเก็บระยะนั้นน้อยมากๆไม่เท่านักวิ่งคนอื่นๆ

ก็เหมือนพวกที่วิ่งมาน้อย แต่มาลงรายการแล้ววิ่งอัดๆๆโดยที่ไม่ดูว่า กล้ามเนื้อตัวเองแข็งแกร่งพอรึยัง และวิ่งถึงหรือเปล่า

สปีดของโอเล่จึงค่อยๆตกลงไปทีละน้อยๆ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องถอยร่นลงไปอยู่กลุ่มกลางๆในฐานะผู้ตามที่วิ่งไม่เห็นฝุ่นผู้นำอยู่ดี


การวิ่งระยะไกลของโอเล่ขณะนี้ผ่านมาเป็นเวลาหนึ่งปีนิดๆพอดีแล้ว จากการที่ทะลึ่งออกตัวแรงในตอนต้นอย่างเมามัน ก่อนที่จะเจอกับสภาพความเป็นจริงที่กล้ามเนื้อแข็งแกร่งไม่พอ เพราะขาดการฝึกซ้อมที่พอเพียงและถึงระยะ ตอนนี้เขาจึงวิ่งกระท่อนกระแท่นเหมือนนักวิ่งpace9 ที่วิ่งไป สลับเดินไป โดยมีแชมป์เก่าอย่างเป๊ป ที่สภาพยางแตกพอกัน วิ่งไปแล้วเครียด เครียดก็จิบน้ำไปเรื่อยๆระหว่างwater stationเป็นเพื่อนเราอยู่ด้านข้างหน้าลิบๆ

แต่ที่แน่ๆ ไอ้แว่นแม่งหายไปไหนไม่รู้ ไม่เห็นตัวเลย สงสัยจะเข้าเส้นชัยแล้วมั้งตอนนี้!

และเมื่อโอเล่ที่ เดิน สลับวิ่ง เพราะร่างกายเริ่มไม่ไหวแล้วนั้น  เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อจุดสำคัญบนขาอย่าง "หัวเข่า" ซึ่งอยู่ตรงกลางขาและเป็นจุดเชื่อมต่อพอดีนั้น เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาหนักๆไปข้างนึงเต็มๆ เข่าขวาของเขาเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนวิ่งไม่ได้ (แม็คโทมิเนย์เจ็บยาว)  ดังนั้นโอเล่ที่เหลือแค่เข่าซ้ายอย่างเฟร็ดนั้น จึงทำได้แค่ เดินกะเผลกๆไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย

ที่เผลอชนะเขาได้บ้างนั่นก็เป็นเพราะว่า เขา(เป๊ป มู)แค่แวะหยุดฉีดสเปรย์ เติมเจลพลังงานเท่านั้นเอง

และโอเล่ที่สภาพขาตอนนี้เฉียดๆเรียกว่าพิการ เพราะเหลือเข่าแค่ข้างเดียว ในขณะที่ฝ่าเท้าก็เจ็บ กล้ามเนื้อต้นขาก็ตะคริวขึ้น มีปัญหาหมดทุกจุดบนขานั้น ก็แบกความทรมานนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่ "ทีมงานซัพพอร์ต" (บอร์ด) ไม่เข้ามาช่วยเหลืออะไรเลย แม้แต่จะฉีดสเปรย์ก็ไม่มี

แถมนักวิ่งแม่งก็ไม่ร้องขอสเปรย์อีก เพราะกลัวทีมงานไม่พอใจ ..สุดท้ายแล้วนักวิ่งจึงทำได้แค่พูดอะไรโลกสวยไปวันๆว่า

"ไม่เป็นไร ผมพอใจการวิ่งของผม ผมไม่ปรับpaceการวิ่งของผมหรอก อย่างน้อยๆใน1กิโลที่เดินๆเอา ผมก็วิ่งตั้ง100m.แน่ะ"

ใจเย็นๆอย่าเพิ่งเอารองเท้าเขวี้ยงหน้าจอคอมนะท่านผู้อ่าน

และเมื่อโอเล่พูดแบบนี้มาเรื่อยๆตลอดทาง ในที่สุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้คือ การที่แพ้ได้ทุกทีม แพ้กระทั่งทีมบ๊วย จะทีมใหญ่ที่เคยคุยเอาไว้ว่า ตบทีมใหญ่แจกทีมเล็กนี่ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะอาร์เซนอลก็ยังแพ้เละเทะได้แบบหมดสภาพไม่ต่างกันกับเจอบ๊วย ดังนั้นไอ้ที่ชนะทีมใหญ่ แจกทีมเล็ก มันโคตรภาพลวงตา ..จริงๆก็แจกได้ทุกทีมแหละ

และเมื่อทุกอย่างมันถึงที่สุดในตอนนี้แล้วนั้น Ole Gunnar Solskjaerในปัจจุบัน คือนักวิ่งที่อยู่ในสภาพ"ชนกำแพง" (Hit The Wall) อย่างแท้จริงเมื่อเขาที่ใช้พลังงานเกินขีดจำกัดของร่างกายหมดเกลี้ยง จนไกลโคเจนในกล้ามเนื้อหมดไม่เหลือพลังงานให้ใช้ ในขณะที่ทำอะไรเกินตัวเพราะซ้อมมาไม่พอ

สภาพของนักวิ่งโอเล่ตอนนี้ จึงกองลงไปทรุดอยู่กับพื้น และไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นมาได้เพราะแขนขาหมดเรี่ยวแรง พร้อมกับสายสะพายของแฟนแมนยู .. นั่นแหละคือสภาพของโอเล่ตอนนี้ที่อยู่ในสภาวะชนกำแพงแล้ว เพราะแขนขาไม่มีแรง เข่าเจ็บ และพลังงานในร่างกายหมดเกลี้ยงจนเข้าขั้นวิกฤตนั่นเอง (ใครนึกสภาพชนกำแพงไม่ออก อยากให้เสิร์ชหาวิดิโอดูจะเห็นภาพ)

ส่วนหนึ่งของความพังพินาศที่ว่านี้นั้น สาเหตุนึงก็เป็นเพราะว่าเขาเองนั้นก็ยังดันทุรังที่จะหยิบเอารองเท้าห่วยๆที่ไม่พอดีกับเท้า และใส่แล้วมัน"กัดเท้าตัวเอง" ที่สำคัญ แทนที่น้าจะใส่รองเท้าวิ่งมาวิ่ง แต่กลับหยิบ"รองเท้าเต้น" เน้นแฟชั่นไม่เน้นฟอร์มการเล่น เอามาใส่มันอยู่นั่นแหละ ใส่มันทุกนัด ส่งมันลงทุกแมตช์

ไม่ต้องแปลกใจถ้าฟอร์มวิ่งจะห่วยแตกขนาดนี้ เพราะน้าดื้อเอารองเท้าใส่เต้น มาวิ่งมาราธอนไง ..ทำตัวเองล้วนๆ

รองเท้าที่รักของข้า วิ่งไม่ได้ไม่เป็นไร ใส่เต้นแล้วสวยก็พอ

และนี่คือการวิ่งผลัดระยะยาว หรือ Ekiden ที่เป็นการเดินทางในRaceยุคใหม่ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคที่ไม่มีบารมีของSir Alex Ferguson เป็นคนพาสายสะพายนี้วิ่งอีกต่อไป และนักวิ่ง4คนที่มารับช่วงต่อนั้น ก็คาดสายวิ่งอย่างกระท่อนกระแท่นกันทุกคน บางคนก็เขวี้ยงรองเท้าดีๆทิ้ง บางคนวิ่งช้าและน่าเบื่อ ในขณะที่ นักวิ่งเก่งๆที่มาก็มีปัญหากับทีมงาน แถมอุปกรณ์ก็ไม่มีจนเขาต้องDNF และสุดท้าย นักวิ่งคนปัจจุบันที่ซ้อมไม่ถึง กล้ามเนื้อแข็งแรงไม่พอนั้น ก็เจ็บไปหมดทั้งตัว และอยู่ในสภาพ"ชนกำแพง" อย่างที่เห็น

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตอนนี้ จึงเปรียบเสมือน "Ekidenชั่วกัปชั่วกัลป์" ที่เป็นการวิ่งผลัดความล้มเหลวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและไม่เห็นปลายทางเส้นชัยและจุดจบสักทีว่า ความบรรลัยชิบหายของทีมเราตอนนี้ มันจะแก้ได้ตอนไหน ยังไม่เห็นทางสว่างเลยสักนิด

และเชื่อเถอะว่า ต่อให้มีนักวิ่งคนใหม่เข้ามาแทนคนปัจจุบันที่นอนกองอยู่กับพื้นตอนนี้นั้น  แม้จะไปเอาใครเข้ามาก็ตาม

ลูปนรกของความล้มเหลวในการวิ่งครั้งนี้ก็จะยังไม่จบลงหรอก เหตุหลักสำคัญก็เพราะว่า ทิศทางการดูแลของ "ทีมดูแลซัพพอร์ตการวิ่ง" ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือ "บอร์ดบริหารเฮงซวย" ของพวกเรานั้น ยังคงมีหน้าที่ควบคุมดูแลการวิ่งครั้งนี้ต่อไป  ทั้งการเลือกตัวนักวิ่ง การจัดหาอุปกรณ์การวิ่งแบบไม่มีทิศทาง ไม่จริงใจ และเห็นแก่กำไรส่วนตัวที่เป็นค่าสมัครวิ่ง แต่ไม่เอาตังค์เหล่านั้นมาลงซื้ออุปกรณ์ดีๆรองเท้าดีๆให้กับนักวิ่ง

ถ้ายังเป็นอีหรอบนี้ ต่อให้มีสักสิบคิปโชเก้ แสนยูเซนโบลท์ แมนยูไนเต็ดก็จะต้องDNF ไปทั้งปีทั้งชาติอยู่ดี

-ศาลาผี-

โฉมหน้าว่าที่นักวิ่งเอะคิเด็งไม้ถัดไป

Ekiden's References :

https://thematter.co/thinkers/ekiden-running/15473

https://uniquerunning.goodsportsthailand.com/th/content/136-ekiden-

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด