:::     :::

5 ประเด็นร้อนจากเกมผีคัมแบ็กถล่มสาลิกา

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560 คอลัมน์ The Column โดย โยอันน์
6,804
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ป๊อกบา ยิง 1 จ่าย 1, ราชสีห์คัมแบ็ก, เสียประตูแรกในลีก - โยอันน์ จะมาเล่าให้ฟังถึงการคัมแบ็กถล่ม นิวคาสเซิ่ล 4-1 ของ ยูไนเต็ด
p- กลับมารับใช้แฟนๆ อีกครั้งนะครับสำหรับ The Column by โยอันน์ ที่จะมาถกประเด็นร้อนหลังเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงสนามอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์
p- จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยากนะครับสำหรับเกมล่าสุด เพราะโดนออกนำไปก่อน และโดนตั้งรับต่ำทั้งทีม แต่สุดท้ายแล้ว มูรินโญ่ ก็หาทางแก้ได้สำเร็จ
p- ชัยชนะหนนี้ยังทำให้ ยูไนเต็ด มีช่องว่างห่างจาก แมนฯ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองอยู่ 8 คะแนนเท่าเดิม และยังรั้งอันดับสองของตารางเอาไว้ได้
p- เกมแพลนในวันนี้ มูรินโญ่ เปลี่ยนแปลงขุมกำลังเล็กน้อยเนื่องจากได้ ป๊อกบา กลับมาเป็นตัวจริงคู่กับ มาติช อีกครั้ง
p- ที่น่าสนใจ คือ เป็นเกมแรกในฤดูกาลนี้ที่ทั้ง แรชฟอร์ด กับ มาร์กซียาล ซึ่งปกติทับกันตรงตำแหน่งปีกซ้ายได้โอกาสลงพร้อม
p- ช่วงแรกๆ จนกระทั่งถึงโดนนำ เราจะได้เห็นว่า การส่งทั้งคู่ลงมาสู่สนามพร้อมกันไม่เวิร์กอย่างแรง เพราะจุดที่อันตรายที่สุดของคู่อยู่ที่กราบซ้าย
p- ดังนั้นเมื่อให้ แรชฟอร์ด โยกมาอยู่ด้านขวาก็เท่ากับลดประสิทธิภาพของเขา ขณะที่เกมเพรสสูงของ "เอล ราฟา" ก็ทำงานออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว

p- กระทั่งเสียประตูไปก่อน มูรินโญ่ จึงเปลี่ยนการยืนโดยให้ มาต้า กลับมาประจำด้านขวา แต่มีลักษณะหุบเข้าในจนเกือบเป็น "ตำแหน่งหมายเลข10"
p- ส่วน แรชฟอร์ด เหมือนเป็นกองหน้าตัวที่ 2 ที่อยู่หลัง ลูกากู เปิดพื้นที่ริมเส้นทางด้านขวาให้กับ  วาเลนเซีย ในการเติมขึ้นมาโยนแบบเต็มๆ
p- ถามว่าทำไม มูรินโญ่ ต้องปรับแบบนี้ ?
p- นั่นเพราะเมื่อ นิวคาสเซิ่ล ขึ้นนำไปก่อน พวกเขาถอยลงมาเล่นเกมรับทั้ง 11 คนอยู่ในแดนตัวเอง และยืนเป็น 2 ชั้นอยู่หน้าเขตโทษ

p- ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว การเจาะตรงกลางด้วยบอลสั้นจึงเป็นเรื่องยาก มูรินโญ่ จึงต้องเปลี่ยนเป็นการบอมบ์เข้าไปแล้วเพิ่มตัวเลือกหน้าเขตโทษ
p- เราจะได้เห็นว่าหลังจากปรับเปลี่ยนระบบการยืน ยูไนเต็ด เริ่มมีโอกาสส่องมากขึ้น โดยเฉพาะกับลูกกลางอากาศ
p- ประตูแรกที่ทำได้ คือ ความสามารถเฉพาะตัวของ ป๊อกบา ที่ยึกยักคลึงหลอกจนได้จังหวะเปิดแบบน้ำหนักเหมาะเหม็งมาเข้าหัว มาร์กซียาล

p- ลูกสอง คือ การเปิดแบบ Early Cross ทแยงแนวลึกมาเสาสองให้ สมอลลิ่ง โขกจ่อๆ เข้าไปปิดฉาก 45 นาทีแรกด้วยการกลับมานำ
p- จริงๆ แล้ว เบนิเตซ เองก็คิดว่า เด็กๆ ของเขาอาจจะกลับมาได้ในครึ่งหลังหากจับผลัดจับผลูสอยประตูตีเสมอได้
p- แต่เล่นมาแค่ 9 นาทีความหวังของพลพรรค "เดอะ แม็กพายส์" ก็ดับวูบ และจังหวะนี้ต้องชม แรชฟอร์ด ที่โขกชงได้แบบมี "จินตนาการ"
p- จังหวะแบบนี้นะครับ ถ้าเป็นพวกกองหน้าธรรมดา หรือ พวกหวงบอลเลือกโขกเองแน่นอนครับ และเปอร์เซ็นต์เข้าก็น่าจะน้อย เพราะมันโหนโขก
p- แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มอย่าง แรชฟอร์ด ทำ คือ โขกเบาๆ ไปที่ว่างให้กับ ป๊อกบา ที่เติมขึ้นมาแปเน้นๆ เข้าไป

p- พอ 3-1 ปุ๊ป รูปเกมก็ดีกว่า ครองเกมมากกว่า มันก็เหมือนเกมจบแล้วกลายๆ และสุดท้าย ลูกากู ก็มาเรียกความมั่นใจได้สำเร็จ
p- ทีนี้เพื่อความเข้าใจง่ายๆ นอกเหนือไปจากรูปเกม เราลองมาซอยย่อยออกมาหน่อยดีกว่า จริงๆ แล้ว ยูไนเต็ด ในเกมนี้มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง


1. การ "มี" และ "ไม่มี" ป๊อกบา คือ "ความแตกต่าง"
p- อันนี้ชัดเจนแบบเห็นได้ด้วยตา และกองเชียร์ที่เคยอคติกับเขาก็คงต้องหยุดเถียงไปก่อน อย่างน้อยๆ ก็ชั่วคราว
p- การมี ป๊อกบา กลับมาเดินเกมในนัดนี้ทำให้ประสิทธิภาพในแดนกลางของทีมดู "Smooth & Smart" มากๆ นะครับ
p- การเชื่อมเกม การวางบอล การเล่นบอลสั้นกับเพื่อน การเปิดเกมรุก มันทำให้เกมของ ยูไนเต็ด มีมิติมากกว่าช่วงที่เขาไม่อยู่แบบไม่ต้องคิดมาก
p- นอกจากนี้เขายังทำให้ มาติช ไม่ต้องรับภาระหนัก เพราะที่ผ่านมา ทั้ง เฟลไลนี่ กับ เอร์เรร่า ที่ลงมายืนคู่กับเขา ไม่ใช่ตัวทำเกม
p- ดังนั้นที่ผ่านๆ มา นอกจากเขาเองต้องตัดเกมแล้ว ยังต้องคุมจังหวะ และเติมขึ้นมาเปิดเกมรุกไปในตัวอีกด้วยจากแถวสอง
p- 1 ประตู 1 แอสซิสต์ ในการคัมแบ็กรอบ 2 เดือนกว่า พร้อมกับเกมที่ไหลลื่น บ่งบอกในตัวเองว่า "คุณค่า" ของมิดฟิลด์ 89 ล้านปอนด์นั้นสำคัญกับทีมแค่ไหน
p- ถ้าให้พูดตรงๆ เลย เขาพลาดจังหวะเดียวจริงๆ ทั้งเกม คือ ประตูแรก เนื่องจากลงมาช่วยเกมรับไม่ทันตามที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ว่าเอาไว้จริงๆ 
p- แต่เราก็อาจจะอนุโลมได้ว่า เพราะสภาพความฟิตของเขายังไม่เข้าที่นัก และการที่ มูรินโญ่ ให้เล่นแค่ 70 นาที มันก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเขายังต้องการเวลาอีกสักหน่อย


2. ความมั่นใจที่กลับมาของ ลูกากู
p- ประตูปิดกล่องที่เขาซัดใส่ ร็อบ เอลเลียตต์ นี่้ต้องบอกว่า คือ การระบายความกดดันอย่างแท้จริง และยิงแบบไม่เกรงใจนายทวารหน้าแหกเลย 555
p- ที่จริงเขาไม่ได้เล่นเลวร้ายอะไรมากมายจนถึงกับต้องโดนกังขานะครับ แต่การยิงไม่ได้ 7 เกมติดสำหรับกองหน้าก็ถือเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงเช่นกัน
p- เกมนี้เขาเองทำหน้าที่ของเขาได้ดี ทั้งพักบอล เก็บบอล เล่นกับเพื่อน ลงมาเชื่อมเกม ขาดแค่ประตูที่ข้ามหัวเขาไป ข้ามหัวเข้ามา
p- กระทั่งท้ายเกมที่ทำชิ่งกับ มาต้า นั่นแหล่ะครับที่มันกลายเป็นการ "ปลดล็อค" ประตูให้กับเขาอีกครั้ง 
p- สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับ คือ ลูกากู "ยังไม่ใช่" กองหน้าระดับโลก แต่เขาเองก็มีศักยภาพในตัวที่สามารถพัฒนาไปได้อีก
p- ด้วยวัยขนาดนี้ การมีเขาไว้ในทีม และปล่อยให้เขายิงไปเรื่อยๆ แม้จะใช้โอกาสเปลืองแค่ไหน ก็ยังถือว่าเป็นการซื้ออนาคตอยู่ดี


3. สิงโตไม่ฟื้นฟูร่างกายเหมือนมนุษย์
p- คำพูดสั้นๆ เท่ๆ แต่เป็นเรื่องจริงของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าวัย 36 ที่คัมแบ็กครั้งแรกในรอบ 7 เดือนหลังจากบาดเจ็บหนักแทนที่ของ มาร์กซียาล ในช่วง 13 นาทีสุดท้าย
p- สำหรับตัวผมนะ ผมว่ามันน่าเหลือเชื่อมากๆ ที่เขาใช้เวลาแค่ 7 เดือนในการฟื้นฟูตัวเองกลับมาลงเล่นในระดับสูงอีกครั้ง 
p- แค่การมีเขาอยู่ในสนาม ถ้าไม่หลอกตัวเองว่า ซลาตัน มี "ออร่า" และราศีจับมากๆ ขนาดแค่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย มันก็บ่งบอกถึงคุณค่าในตัวของเขาแล้วว่ามีอิทธิพลกับทีมแค่ไหน
p- ทีมของเราจะได้ประโยชน์กับการมีเขากลับมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลงานในสนาม หรือเรื่องของคุณค่าทางจิตใจที่มีต่อเพื่อนร่วมทีม
p- เสียงแฟนบอลเฮอย่างกึกก้องทุกๆ ครั้งที่เขาสัมผัสบอลมันบ่งบอกได้ดีว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รัก และรอคอยเขามานานแค่ไหน
p- นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าลูกกระโดดวอลเลย์ลูกนั้นเสียบเสาแรกเข้าไป โรงละครแห่งนี้คงได้ถล่มครืนลงมาแน่นอน


4. ลินเดเลิฟ ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง (อีกระยะ)
p- เมื่อไม่มี โจนส์ กับ ไบยี่ ที่บาดเจ็บ นั่นทำให้ สมอลลิ่ง ได้จับคู่กับ ลินเดเลิฟ อีกครั้ง
p- โอเคแหล่ะว่า แน่นอน คู่นี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเลยามจับคู่กัน
p- เซ็ตบอลช้า ความเร็วไม่ค่อยมี เล่นไม่ละเอียด แต่ว่ากันจริงๆ เกมนี้พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย
p- ผมยังยืนยันคำเดิมว่า จังหวะแรกที่เสียประตูไม่ใช่ความผิดของแนวรับสวีดิช แม้เขาจะลื่นจนเสียจังหวะ
p- มันเป็นความผิดพลาดทั้งระบบ ทั้งแนวรับ และมิดฟิลด์คู่กลางที่ไม่บีบเกมช่วยกันให้มากกว่านี้
p- ถ้าคุณมาดูภาพช้าแบบเต็มเกมเหมือนผม คุณจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังอธิบาย
p- จากจังหวะที่ เยดลิน มาทางขวา หนี "จารย์ยัง" ไปได้แล้ว นี่ คือ ความผิดพลาดแรกที่กลางสนามบีบบอลไม่ดี เพราะตอนแรก มาติช จะครองบอลได้แล้ว

p- พอแทงมา ยัง ก็ลอยทำให้ เยดลิน ที่มีความเร็วฉีกหนีไปเปิด ซึ่งลักษณะนี้แน่นอน ถ้าไม่เปิดยัดเข้ากลาง ก็ "Cut Back Pass" หักย้อนมา
p- หน้าที่ของ ลินเดเลิฟ คือ "ยืนกั๊ก" ไม่เข้าพรวดไม่ว่าจะเปิดแบบไหน แต่ เยดลิน เลือกเปิดแบบที่สอง "Cut Back" เข้ามา
p- "ต่อให้ไม่ลื่น" ดูจากการที่เขายืนกั๊ก 100% ไม่ถึงอยู่ดีครับ และพื้นที่ที่ ดไวท์ เกย์ล วิ่งเข้ามายิง คือ พื้นที่ในความรับผิดชอบของมิดฟิลด์คู่กลางครับ
p- มาติช กำลังเสียตำแหน่ง ส่วน ป๊อกบา "เดิน" ตามอยู่ห่างๆ 

p- ลินเดเลิฟ ไม่ผิดครับ แต่เขาแค่สั่งการให้เพื่อนมาช่วยเขาไม่เด็ดขาดพอ
p- ถ้ามองภาพรวมเกมนี้ หากไม่รับลูกเสียประตู ลินเดเลิฟ เล่นดีกว่าหลายๆ เกมที่ลงเล่นให้เรา เพราะฉะนั้นก็ยังต้องให้เวลาเขาปรับตัวไปเรื่อยๆ ก่อน


5. เกมเหย้าของ มูรินโญ่
p- ประตูนี้ คือ ประตูแรกที่ ยูไนเต็ด เสียในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในฤดูกาลนี้ แต่ก็ยังคงสถิติชนะรวดเอาไว้แบบ 100%
p- ยิ่งไปกว่านั้น นี่ คือ สถิติไร้พ่ายในบ้านทุกรายการมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร 38 นัด ซึ่งบ่งบอกถึงคุณภาพของ มูรินโญ่ กับเกมในบ้าน
p- เขาสร้างสิ่งนี้มาแล้วทั้งที่ ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ฯ, เรอัล มาดริด ในทุกๆ ที่ที่เขาไป ว่าเกมต่อหน้าแฟนบอลต้องออกมาดีที่สุด !
p- ปีนี้ก่อนถึงเกมกับ นิวคาสเซิ่ล มีแค่ ซิเกิร์ดสสัน กับ จากีลก้า ที่มายิงที่นี่ได้จาก Open Play ส่วนอีก 2 เกมเป็นจุดโทษ
p- ทีมแพ้ครั้งสุดท้ายในบ้านต้องย้อนไปในเกมกับ ซิตี้ เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน และนั่นคุณต้องให้เครดิต มูรินโญ่ แบบเต็มๆ
p- ช่องว่างมันอาจจะยัง 8 แต้มเท่าเดิม แต่ใครจะรู้เล่า ? 
p- ว่าหลังจบเกมดาร์บี้เมืองแมนเชสเตอร์ต้นเดือนหน้าแล้ว ช่องว่างมันอาจจะเหลือน้อยลงก็เป็นไปได้ !
...โยอันน์...

ปล.ขอขอบคุณเครดิตรูปการวิ่งจาก สมาชิกหมายเลข 1184139 ของ Pantip


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด