:::     :::

ของถูกสุดคุ้มแห่งพรีเมียร์ลีกศตวรรษที่21

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 คอลัมน์ Football Therapy โดย บี้ เดอะสปา
6,022
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ฟุตบอลอังกฤษมีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายแง่มุม เช่นเดียวกับตลาดซื้อขายที่นับวันมีแต่จะค่าตัวแพงกระฉูดขึ้นเรื่อยๆ

แต่นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา มีการย้ายทีมที่สุดแสนจะคุ้มค่าเกิดขึ้น ด้วยค่าตัวที่น้อยนิด แต่กลับพุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาต่อมา หลายคนเป็นนักเตะโนเนมที่ไม่มีใครคุ้นหูมาก่อน

นี่คือสิบเอ็ดรายชื่อทีมที่ค่าตัวย้ายทีมถูกแสนถูก (ไม่เกิน 10 ล้านปอนด์) ก่อนสร้างชื่อในพรีเมียร์ลีก จนบางคนกลายเป็นตำนานสโมสรไปแล้วด้วยซ้ำ
ผู้รักษาประตู - เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (2 ล้านปอนด์)
ฟาน เดอร์ ซาร์ เริ่มต้นประสบการณ์แรกในพรีเมียร์ลีกกับ ฟูแล่ม ที่จ่ายเงินไม่เบา 7 ล้านปอนด์ซื้อมาจาก ยูเวนตุส ในปี 2001 หลังจาก 4 ฤดูกาลในถิ่น คราเวน ค็อทเทจ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็สั่งการให้บอร์ดบริหารไปสอยผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์รายนี้มาให้ได้
ค่าตัวเพียง 2 ล้านปอนด์คือตัวเลขที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่ายให้ ฟูแล่ม ในปี 2005 ด้วยเงื่อนไขเรื่องอายุที่ตอนนั้นปาเข้าไป 35 ปีแล้ว และสัญญาที่เหลือกับต้นสังกัดเดิมอีกไม่มาก แต่ เซอร์ อเล็กซ์ เชื่อมั่นว่า คนนี้แหละที่จะสร้างชื่อในตำแหน่งผู้รักษาประตูนับตั้งแต่หมดยุค ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล
และการย้ายทีมครั้งนี้เป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าสุดๆ ของ ปีศาจแดง ยุค เฟอร์กี้ จากความสำเร็จที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ และ ลีกคัพ อีกอย่างละสมัย รวมถึงเกียรติประวัติส่วนตัวอีกเพียบ ระหว่างปี 2005-2011 ที่ค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
แบ็กขวา - เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า (6.5 ล้านปอนด์)
เด็กปั้นของ โอซาซูน่า สร้างชื่อกับทีมชาติชุดเยาวชนของ สเปน มาทุกชุด ก่อนย้ายไป โอลิมปิก มาร์กเซย ตอนอายุ 21 แต่ด้วยการประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ โอแอ็ม ตอบรับข้อเสนอขายไปให้ เชลซี ในอีก 2 ปีต่อมา ด้วยค่าตัวเพียง 6.5 ล้านปอนด์ (บางแหล่งอยู่ที่ 7 ล้านปอนด์)
ด้วยสไตล์ที่แข็งกร้าว เกรี้ยวกราด พร้อมโวยผู้ตัดสิน พร้อมที่จะไฟท์กับทุกคน แถมยังเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรับ ทำให้แบ็กขวาชาวสเปนที่นามสกุลเรียกยาก อัซปิลิกวยต้า แฟนๆ จึงตั้งให้เรียกง่ายๆ ว่า 'เดฟ' กลายเป็นขวัญใจของทุกคนอย่างรวดเร็ว
เข้าสู่ฤดูกาลที่ 8 ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ 'อัซปิ' ตอบแทนค่าตัว 6.5 ล้านปอนด์ไปจนครบแล้ว และยังสร้างกำไรให้กับสโมสรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยร่วมกับ โชเซ่ มูรินโญ่ และ อันโตนิโอ คอนเต้ และยังมีแชมป์ยูโรปาลีก 2 สมัย, เอฟเอคัพ กับ ลีกคัพ อีกอย่างละสมัย
เซนเตอร์แบ็ก - แว็งซ็องต์ ก็องปานี (6 ล้านปอนด์)
จาก อันเดอร์เลชท์ สู่ ฮัมบูร์ก ไม่มีอะไรหวือหวา เช่นเดียวกับตอนย้ายมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2008 ด้วยค่าตัวเพียง 6 ล้านปอนด์ ก็ไม่ได้ทำให้แฟนๆ เรือใบสีฟ้า ตื่นเต้นกับการเสริมทัพครั้งนี้มากนัก
แต่เวลาผ่านไปปีเดียว จากสัญญาฉบับแรกที่เซ็น 4 ปี ถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาใหม่ถึงปี 2014 อย่างรวดเร็ว และยิ่งเล่น ก็องปานี ก็ยิ่งกลายเป็นตัวหลักในแนวรับของกุนซือทุกคนที่ผ่านเข้ามาคุมทีมในช่วงเวลาของเขา
จบ 11 ฤดูกาลในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ก็องปานี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปมากถึง 4 สมัย (ฤดูกาล 2011-12 กับ โรแบร์โต้ มันชินี่, 2013-14 กับ มานูเอล เปเยกรีนี่ และ 2017-18, 2018-19 กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า) บวกกับ เอฟเอคัพ 2 สมัย และ ลีกคัพ อีก 4 สมัย ทำให้เซนเตอร์แบ็กชาวเบลเยียมกลายเป็นตำนานของสโมสรไปเรียบร้อย
เซนเตอร์แบ็ก - เนมานย่า วีดิช (7 ล้านปอนด์)
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไปค้นพบปราการหลังกระดูกเหล็กจาก สปาร์ตัก มอสโก ในปี 2006 หลังจากก่อนหน้านั้น 2 ปี สปาร์ตัก ก็ไปค้นพบมาจาก เร้ดสตาร์ เบลเกรด อีกที
ค่าตัวเพียง 7 ล้านปอนด์ จึงไม่ได้ทำให้แฟนๆ ผีแดง คาดหวังอะไรกับการย้ายทีมครั้งนี้มากนัก แต่ทุกคนกลับต้องผิดคาด เมื่อ วีดิช ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการปรับตัวเข้ากับทีมและระบบการเล่นของ เฟอร์กี้
ตลอด 9 ฤดูกาลในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เซนเตอร์แบ็กชาวเซิร์บ ลงเล่นครบ 300 เกมพอดี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปถึง 5 สมัย, แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ อีกอย่างละสมัย, ลีกคัพ อีก 3 สมัย โดยมีฤดูกาลที่ดีที่สุดซีซั่น 2008-09 ที่คว้าสองรางวัลใหญ่ประจำปีของสโมสร
แบ็กซ้าย - แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (8 ล้านปอนด์)
ผ่านไปสามปี หลังจาก ฮัลล์ ซื้อ โรเบิร์ตสัน มาจาก ดันดี ยูไนเต็ด 2.85 ล้านปอนด์ ในปี 2014 แฟนบอล ลิเวอร์พูล ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากกับการจ่ายเงิน 8 ล้านปอนด์ แต่อย่างน้อยๆ ก็หวังว่าจะดีกว่า อัลเบร์โต้ โมเรโน่ และทำให้ เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ต้องไปยืนแบ็กซ้ายจำเป็นอีกต่อไป
ซีซั่นแรกยังเป็นปีที่ต้องปรับตัวอยู่บ้าง แต่พอปรับตัวเข้ากับทีมได้เรียบร้อย 'ร็อบโบ้' ก็กลายเป็นตัวหลักตำแหน่งแบ็กซ้ายที่แม้รูปร่างเล็กและบอบบาง แต่กลับแข็งแกร่งเกินคาด และมีจุดเด่นอยู่ที่ลูกครอสอันมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเพื่อนร่วมทีมในแนวรุกมีแต่ตัวเล็กๆ กันทั้งนั้น
ฤดูกาล 2018-19 เป็นปีที่สุดยอดของแบ็กซ้ายทีมชาติสกอตแลนด์ ที่มีแอสซิสต์ถึง 11 ประตูในพรีเมียร์ลีก กลายเป็นอันดับ 5 ในตาราง ตามหลังท็อปแอสซิสต์ เอแดน อาซาร์ เพียง 4 ประตู และที่สำคัญที่สุดคือแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นแชมป์แรกอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนจะมี ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ กับ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ ตามมา
กองกลาง - เดเล่ อัลลี (5 ล้านปอนด์)
แม้แต่แฟนบอล ท็อตแน่ม เอง อาจจะยังงงงงอยู่ว่า บามิเดเล่ อัลลี เจ้าหมอนี่คือใคร? หลังจากสโมสรเจียดเงิน 5 ล้านปอนด์ซื้อมาจาก มิลตัน คีน ดอนส์ ช่วงตลาดวินเทอร์ปี 2015 แต่ทำสัญญาปล่อยให้ต้นสังกัดในลีกวันยืมใช้งานไปจนจบฤดูกาล 2014-15 เสียก่อน
เพียงแค่ช่วงปรีซีซั่น อัลลี ก็ปล่อยของออกมาให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ได้ยลเพียบ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้จบซีซั่นแรก มิดฟิลด์วัยละอ่อนได้ลงเล่นไปมากถึง 46 เกมรวมทุกรายการ และเป็น 33 เกมพรีเมียร์ลีกที่ยิงกระฉูดถึง 10 ประตู
เข้าสู่ซีซั่นที่สอง อัลลี ปล่อยทีเด็ดกว่านั้น ตะบันไป 22 ประตูจาก 50 เกมรวมทุกรายการ กลายเป็นตัวหลักในทีมชาติอังกฤษของกุนซือ แกเร็ธ เซาธ์เกต ด้วย ทำให้ค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์ ถอนทุนไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีแรกแล้ว
กองกลาง - เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (5.6 ล้านปอนด์)
เลสเตอร์ ไปค้นพบมิดฟิลด์ร่างเล็ก ที่กลับแข็งแกร่งเกินคาดมาจาก ก็อง ในปี 2015 ด้วยค่าตัวเบาๆ 8 ล้านยูโร หรือ 5.6 ล้านปอนด์ และเพียงฤดูกาลแรก ก็องเต้ ลงเล่นไป 37 เกมพรีเมียร์ลีก มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในแดนกลางที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งประวัติศาสตร์ซีซั่น 2015-16
แม้เพียงฤดูกาลเดียว ก็องเต้ จะย้ายไป เชลซี แต่เขาก็ไม่ได้จากไปมือเปล่า หากแต่ตอบแทนต้นสังกัดเก่าด้วยค่าตัวที่พุ่งขึ้นเป็น 32 ล้านปอนด์ หรือเกือบๆ 6 เท่า สร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่าย
หลังจากนั้น กองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศส ก็กลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสองปีติดต่อกันร่วมกับสองสโมสร นับตั้งแต่ที่ เอริก ก็องโตน่า เคยทำเอาไว้ในปี 1993 ที่คว้าแชมป์กับ ลีดส์ ต่อด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
กองกลาง - ชูเอา มูตินโญ่ (5 ล้านปอนด์)
มิดฟิลด์โปรตุกีสรายนี้เคยตกเป็นเป้าหมายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่หลังจากอำลา สปอร์ติ้ง ไป ปอร์โต้ ในปี 2010 โมนาโก กลับเป็นทีมที่ได้ตัวไปครอบครองในอีก 3 ปีต่อมาในราคา 25 ล้านยูโรตามคาด (เพราะย้ายรวมกับ ฮาเมส โรดริเกซ 70 ล้านยูโร)
เวลาผ่านไป 5 ปี ในที่สุด มูตินโญ่ ก็ตัดสินใจย้ายมาหาประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกจนได้ ร่วมกับ วูลฟ์แฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์ เหตุผลหลักเป็นเพราะอายุอานามที่แตะหลักสามไปแล้ว และสัญญาที่เหลืออีกไม่มากกับทีมดังลีกเอิง
มูตินโญ่ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความโรยราเลย เพราะซีซั่นแรกในถิ่น โมลินิวซ์ ลงเล่นไปถึง 44 เกมรวมทุกรายการ มีส่วนสำคัญพา วูลฟ์แฮมป์ตัน จบอันดับ 7 คว้าตั๋วลุยยูโรปาลีก
ปีกขวา - ริยาด มาห์เรซ (450,000 ปอนด์)
ในบรรดาสิบเอ็ดนักเตะในทีมชุดนี้ มาห์เรซ คือนักเตะที่มีค่าตัวถูกที่สุดเพียง 450,000 ปอนด์ เรียกได้ว่าถูกเหมือนได้มาฟรี หลังย้ายมาจาก เลอ อาฟร์ เมื่อเดือนมกราคมปี 2014 ความสำเร็จแรกคือการพาทีมเลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิพ และความสำเร็จที่สองคือการพาทีมรอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อร่วมกับกุนซือ ไนเจล เพียร์สัน
หากว่าการรอดตกชั้นเหลือเชื่อแล้ว ซีซั่นถัดมาเป็นปีที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าหลายท่า เพราะปีกแอลจีเรียมีส่วนสำคัญมากๆ ในการพา เลสเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งประวัติศาสตร์ จากผลงาน 17 ประตูกับ 11 แอสซิสต์ จาก 37 เกมลีก
แต่การที่ เลสเตอร์ ไม่ต้องการเสีย มาห์เรซ ไปพร้อมๆ กับ ก็องเต้ ทำให้การจากลาในอีกสองปีต่อมาจบลงแบบไม่สวยนัก อย่างไรก็ตาม เรื่องดีของ จิ้งจอกสีน้ำเงิน คือค่าตัวที่ได้มาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สูงถึง 60 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 133 เท่า
ศูนย์หน้า - โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (2.75 ล้านปอนด์)
อาร์เซน่อล ฉวยโอกาสจากสัญญาที่กำลังจะหมด บวกกับปัญหาส่วนตัวระหว่าง ฟาน เพอร์ซี่ กับ เบิร์ท ฟาน มาร์ไวค์ เทรนเนอร์ เฟเยนูร์ด ในเวลานั้น ซึ่งเป็นจุดด่างพล้อยของ 'อาร์วีพี' ที่เคยมีปัญหากับสต๊าฟฟ์โค้ชมาตั้งแต่สมัยอยู่ทีมเยาวชนของ เอ็กเซลเซอร์ แล้ว
ค่าตัวที่ เฟเยนูร์ด ร้องขอไปเพียง 5 ล้านปอนด์ สุดท้ายต้องจำใจขายให้ อาร์เซน่อล ในราคาเพียง 2.75 ล้านปอนด์ เพราะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกกระบวนท่า ขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็หวังปรับบทบาทจากปีกซ้ายมาให้เป็นศูนย์หน้าตัวเป้าเหมือนอย่างที่เคยปลุกปั้น เธียร์รี่ อองรี แบบนี้มาแล้ว
132 ประตูจาก 278 เกม ตลอด 8 ฤดูกาลกับ เดอะ กันเนอร์ส ตอบแทนค่าตัวเพียง 2.75 ล้านปอนด์ได้หลายเท่า ถึงแม้จะเมินสัญญาใหม่ และบีบให้ขายให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2012 แต่ก็ได้ค่าตัวกลับมาสูงถึง 24 ล้านปอนด์สำหรับนักเตะที่เหลือสัญญาปีสุดท้าย
ปีกซ้าย - ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (8.5 ล้านปอนด์)
มิดฟิลด์จอมทัพร่างจิ๋วไม่ประสบความสำเร็จในเวที เซเรียอา ร่วมกับ อินเตอร์ มิลาน จนต้องปล่อยยืมกลับทีมเก่า วาสโก ดา กาม่า และปล่อยให้ เอสปันญ่อล ยืมด้วย ก่อนที่จะขายขาดให้ ลิเวอร์พูล ในเดือนมกราคมปี 2013 ด้วยค่าตัวเบาๆ เพียง 8.5 ล้านปอนด์
คูตินโญ่ ปรับตัวได้เร็วในพรีเมียร์ลีก กลายเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่ช่วงเวลาของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มาจนถึง เจอร์เก้น คล็อปป์ และพีคสุดๆ ซีซั่น 2016-17 ที่ซัลโวไป 13 ประตูจาก 31 เกมในพรีเมียร์ลีก
หลังจากถูก บาร์เซโลน่า ตามตื้อคาราคาซังอยู่นาน ในที่สุด ลิเวอร์พูล ก็ตอบตกลงขายในช่วงเดือนมกราคมปี 2018 ค่าตัวมหาศาล 105 ล้านปอนด์ที่อาจเพิ่มเป็น 142 ล้านปอนด์ตามเงื่อนไขต่างๆ แต่ไม่ว่าจะราคาไหน หงส์แดง ก็ทำกำไรได้มากเกิน 10 เท่าเห็นๆ

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด