:::     :::

ความท้าทายของบาเลนเซีย

วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
1,929
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ซานติอาโก้ มีน่า กับ กอนซาโล่ เกเดส สองแข้งดาวรุ่งอายุน้อยของ บาเลนเซีย ต่างโชว์ฟอร์มโดดเด่นในฤดูกาลนี้จนมีส่วนช่วยให้ทีมค้างคาวบินสูงตั้งแต่ช่วงออกสตาร์ตและทำผลงานดีสุดในประวัติศาสตร์สโมสรจากการคว้าชัย 8 นัดติดต่อกัน

    ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เคยนำ แอตเลติโก มาดริด เก็บ 30 คะแนนจากการลงเล่น 12 นัดแรกของฤดูกาล 2013-14 ก่อนพลพรรคตราหมีจะผงาดคว้าแชมป์ลีกาซีซั่นนั้น
   
    แล้วทำไม? บาเลนเซีย จะเดินตามรอยทีมตราหมีไม่ได้หลังทัพค้างคาวของ มาร์เซลีโน่ การ์เซีย โตราล ทำผลงานเทียบเท่าทีมของซิเมโอเน่เมื่อ 3 ปีก่อน

   
    บาเลนเซีย เกาะอยู่อันดับ 2 ตามหลังจ่าฝูง บาร์เซโลน่า 4 แต้ม และทิ้งทั้ง เรอัล มาดริด กับ แอตเลติโก มาดริด ถึง 6 คะแนน

    แอตเลติโก มาดริด เป็นเพียงทีมเดียวที่สอดแทรกขึ้นมาแย่งแชมป์ลีกเมืองกระทิงท่ามกลางสงครามระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด ซึ่งคว้าแชมป์ 8 กับ 4 สมัยตลอดช่วง 13 ฤดูกาลที่ผ่านมา
   
    ซิเมโอเน่นำทีมตราหมีออกสตาร์ตฤดูกาล 2013-14 ด้วยการเก็บ 30 คะแนนจากสถิติชนะ 10 แพ้ 1 ยิง 30 ประตู เสียเพียง 8 ประตูเกาะอยู่อันดับ 2 เหมือนบาเลนเซียตอนนี้
   
    ขณะที่ มาร์เซลีโน่ นำทีมค้างคาวเก็บ 30 แต้มจากผลงานชนะ 9 เสมอ 3 ยิง 32 ประตู เสีย 11 ประตูพร้อมผ่านของแข็งอย่าง เรอัล มาดริด, แอตเลติโก มาดริด และ เซบีย่า มาแล้ว 3 ทีม ขณะที่ บาร์เซโลน่า ยังไม่พบกับทีมชุดขาวเหมือนทีมค้างคาวเท่านั้น
   
    เทรนเนอร์วัย 52 ปี ทำผลงานเริดหรูด้วยการนำบาเลนเซียเดินหน้ากำชัยบนเวทีลีกา 8 นัดติดต่อกันเหนือ มาลาก้า (5-0), เรอัล โซเซียดาด (2-3), แอธเลติก บิลเบา (3-2), เรอัล เบติส (3-6), เซบีย่า (4-0), อลาเบส (1-2), เลกาเนส (3-0) กับ เอสปันญ่อล (0-2)
   
    นั่นคือผลงานดีสุดในประวัติศาสตร์สโมสร หลังทีมค้างคาวเคยทำสถิติชนะ 7 เกมติดต่อกันมาแล้ว 2 ครั้งในฤดูกาล 1946-47 กับ 1947-48
   
    ก่อนหน้าที่ แอตเลติโก มาดริด ของ ซิเมโอเน่ จะเข้ามาคั่นกลางการแย่งชิงความสำเร็จระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด ในฤดูกาล 2013-14 บาเลนเซีย ของ ราฟาเอล เบนีเตซ คือทีมสุดท้ายที่เคยปาดหน้าคว้าแชมป์ลีกาช่วงฤดูกาล 2003-04 ซึ่งคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ในซีซั่นเดียวกันด้วย ก่อนที่ทีมค้างคาวจะคว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ ช่วงฤดูกาล 2007-08 ซึ่้งเป็นความสำเร็จครั้งล่าสุดของพวกเขา

    จากปัญหาด้านการเงินและการบริหารงานผิดพลาดทำให้ทีมค้างคาวทำผลงานตกต่ำจนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดมาตลอดช่วง 2 ฤดูกาลหลัง ก่อนที่ มาร์เซลีโน่ จะเข้ามาช่วยพลิกสถานการณ์จนกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

    มาร์เซลีโน่ เข้ามาปรับโครงสร้างทีมค้างคาวไม่มากนักหลังการดึง กาเบรียล เปาลิสต้า กองหลังบราซิเลียนจาก อาร์เซน่อล กับ เฮยซอน มูรีโย่ เซนเตอร์ฮาล์ฟชาวโคลอมเบียนมาจาก อินเตอร์ มิลาน พร้อมด้วย เจฟเฟร่ กอนด็อกเบีย มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสมาจากค่ายงูใหญ่ด้วยสัญญายืมตัวสลับกับการย้ายข้ามฟากของ ชูเอา กานเซโล่ ขณะที่ กอนซาโล่ เกเดส ดาวรุ่งชาวโปรุกีส กับ อันเดรียส เปเรยร่า ดาวรุ่งชาวบราซิเลียนถูกดึงมาจาก เปแอสเช และ แมนฯยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัวตามลำดับ
   
    ส่วน นอร์แบร์โต้ มูราร่า เนโต้ นายทวารชาวบราซิเลียนถูกดึงมาจาก ยูเวนตุส เพื่อทดแทน ดีเอโก้ อัลเวส ผู้รักษาประตูร่วมชาติที่ย้ายกลับไปเฝ้าเสาให้ฟลาเมงโก้ สำหรับ เนมานย่า มักซิโมวิช มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวเซิร์บที่ดึงมาจาก อัสตาน่า เป็นเพียงอะไหล่สำรองเท่านั้น
   
    จากผลงานการออกสตาร์ตสุดหรูบนเวทีลีกาด้วยสถิติชนะ 9 เสมอ 3 ซึ่งเป็นการนำทีมกำชัย 8 นัดติดต่อกันดีสุดในประวัติศาสตร์สโมสร มาร์เซลีโน่ ยังนำทัพค้างคาวไม่แพ้ทั้ง 13 เกมที่ลงเล่นในซีซั่นนี้เมื่อนับรวมเกมบุกเชือด เรอัล ซาราโกซ่า 2-0 บนเวทีโกปา เดล เรย์ รอบ 32 ทีมนัดแรก
   
    มาร์เซลีโน่ ยังเปิดโอกาสให้แข้งดาวรุ่งลงสนามอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ การ์ลอส โซเลร์ มิดฟิลด์ดาวโรจน์เนื้อหอมวัย 20 กะรัตซึ่งเล่นได้ทั้ง มิดฟิลด์ตัวกลาง, ตัวริมเส้นและมิดฟิลด์ตัวรุก ขณะที่ อันโตนิโอ ลาโต้, อิ๊กนาซิโอ บีดาล หรือ อิ๊กนาซิโอ คิล จะสลับลงเล่นตามความเหมาะสม
   
    บาเลนเซีย เคยคว้าแชมป์ลีกา 2 สมัยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2003-04 จากแท็กติกอันแยบยลของ ราฟาเอล เบนีเตซ ทว่าทีมของมาร์เซลีโน่เล่นด้วยรูปแบบที่แตกต่างจาก'เอล ราฟา'
   
    มาร์เซลีโน่ เป็นเทรนเนอร์แนวอนุรักษ์นิยม เขาจะเลือกใช้แผน 4-4-2 เป็นระบบการเล่นหลัก แต่อาจปรับเปลี่ยนเป็น 4-2-3-1 บ้างตามโอกาสที่เหมาะสม เมื่อพิจารณจากขุมกำลังปัจจุบันของทีมค้างคาวต้องถือว่าเป็นการนำต้นสังกัดออกสตาร์ตที่สมบูรณ์แบบของมาร์เซลีโน่ หลัง บาเลนเซีย เป็น 1 ใน 3 ทีมที่ยังไม่แพ้ใครร่วมกับ บาร์เซโลน่า และ แอตเลติโก มาดริด    
   
    จุดเด่นของทัพ'โลส เช'ยุค มาร์เซลีโน่ คือการเล่นเกมรุกทรงประสิทธิภาพจากผลงานการยิง 32 ประตูเป็นรองทัพอาซูลกราน่าเพียงประตูเดียวเท่านั้น โดยมี ซิโมเน่ ซาซ่า เป็นดาวซัลโวตัวท็อปที่กดไปแล้ว 9 ประตูตามหลัง ลิโอเนล เมสซี่ ซุปตาร์อาร์เจนไตน์ของ บาร์เซโลน่า เพียง 3 ประตู ขณะที่ โรดริโก้ โมเรโน่ ที่ว่าฝืดๆยังยิงถึง 7 ประตู ส่วน ซานติอาโก้ มีน่า ซึ่งส่วนใหญ่จะรับบทซูเปอร์ซัพยังยิงได้ 5 ประตู
   
    อีกหนึ่งจุดแข็งคือขุมกำลังแดนกลางโดยเฉพาะสองแข้งตัวยืมอย่าง เจฟเฟร่ กอนด็อกเบีย กับ กอนซาโล่ เกเดส สามารถปรับตัวเข้ามาทีมใหม่และฟุตบอลลีกเมืองกระทิงได้เป็นอย่างดีจนมีส่วนทำให้ทีมค้างคาวบินสูงหลังกดไปคนละ 3 ประตูในซีซั่นนี้
   
    หากถามว่า บาเลนเซีย พร้อมจะกลับมาลุ้นแย่งแชมป์ลีกาซีซั่นนี้หรือไม่? แน่นอนว่า มาร์เซลีโน่ พร้อมจะตอบข้อสงสัยด้วยการเปิดสังเวียนเมสตาย่ารับมือจ่าฝูง บาร์เซโลน่า ในวันอาทิตย์นี้ ถ้าทีมค้างคาวสามารถยัดเยียดความพ่ายแพ้ครั้งแรกของฤดูกาลให้ทีมเยือนจากแคว้นกาตาลุนญ่าตามเป้าหมาย มันคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนจากเทรนเนอร์วัย 52 ปี
   
    อย่างไรก็ตาม มาร์เซลีโน่ อาจจะหมดสิทธิ์ลงบงการเกมข้างสนามเนื่องจากติดโทษแบนหลังเทรนเนอร์วัย 52 ปีถูก อาเลฆานโดร เอร์นานเดซ เอร์นานเดซ ไล่ตะเพิดออกจากสนามช่วงนาที 62 ในเกมบุกสอย เอสปันญ่อล 2-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่ง บาเลนเซีย ยื่นอุทธรณ์โทษดังกล่าวถึงคณะกรรมการควบคุมวินัยของฟุตบอลลีกาโดยหวังว่าความพยายามของพวกเขาจะประสบความสำเร็จจนเทรนเนอร์วัย 52 ปีสามารถกลับมาคุมทีมข้างสนามในวันอาทิตย์นี้
   
    'ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีความสับสนบางอย่างเมื่อมีผู้เล่นเข้ามาดื่มน้ำ ผมไม่ทราบว่าผู้ตัดสินไล่ผมออกเพราะสาเหตุใดเพราะตอนที่ผมอยู่ข้างๆเขา ผมไม่ได้ดูถูกหรือแสดงปฏิกิริยาต่อต้านเขาแม้แต่น้อย เขาตำหนิผมและผมไม่ได้ตอบโต้อะไร ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกไล่ออกและผมไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้'มาร์เซลีโน่เผยหลังเกม
   
    ขณะที่ บาร์เซโลน่า ยื่นเรื่องอุทธรณ์โทษใบเหลืองของ เคราร์ด ปีเก้ เช่นเดียวกันเนื่องจากเป็นการสะสมใบเหลืองครบ 5 ใบของปราการหลังทีมชาติสเปนซึ่งจะทำให้เขาพลาดลงช่วยต้นสังกัดในเกมเยือนสังเวียนเมสตาย่าโดยอัตโนมัติ ทีมอาซูลกราน่าจึงต้องพยายามทุกวิถีทางโดยหวังว่าปีเก้จะสามารถลงเล่นในวันอาทิตย์นี้แม้ว่าจะเป็นไปได้ยากเนื่องจากกองหลังวัย 30 ปีทำผิดจริง
   
    บาร์เซโลน่า มีสถิติข่มคู่แข่งชัดเจน ทว่าการมาเยือนเมสตาย่าก็ไม่ใช่เกมง่ายสำหรับทัพอาซูลกราน่าเช่นเดียวกัน แม้ครั้งล่าสุดที่มาเล่นสนามแห่งนี้จะลงเอยด้วยการคว้าชัยชนะของทีมยักษ์กาตาลุนย่าก็ตามจากการเหมาสองประตูของ เมสซี่ บวกอีกหนึ่งจาก หลุยส์ ซัวเรซ ส่วนทีมค้างคาวได้สองประตูจาก มูนีร์ เอล อัดดาดี้ กับ โรดริโก้ โมเรโน่ ก่อนพ่ายคารังด้วยสกอร์ 2-3
   
    ตลอด 10 ครั้งก่อนหน้าที่มาเยือนถ้ำค้างคาวปรากฎว่า บาร์เซโลน่า คว้าชัยชนะ 5 ครั้งและเสมอ 5 ครั้ง หนล่าสุดที่ บาเลนเซีย พลิกชนะทีมอาซูลกราน่าเกิดขึ้นในฤดูกาล 2006-07 ทีมค้างคาวสอยทีมเยือนด้วยสกอร์ 2-1 จากการทำประตูของ มิเกล อังเคล อังกูโล่ กับ ดาบิด ซิลบา ก่อนทีมอาซูลกราน่าจะได้ประตูตีไข่แตกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจาก โรนัลดินโญ่
   
    บิ๊กแมตช์บนสังเวียนเมสตาย่าคืนวันอาทิตย์นี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า บาเลนเซีย ของมาร์เซลีโน่มีดีพอสำหรับการยกระดับขึ้นมาท้าทายอำนาจของสองขาใหญ่อย่างบาร์ซ่าและมาดริดหรือไม่...


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด