:::     :::

น้อง...พี่ ที่ (ไม่ค่อย) น่ารัก

วันอาทิตย์ที่ 02 กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
2,070
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
สิ่งที่เจอร์เก้น คลอปป์กล่าวไว้ก่อนเกมว่า รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนที่ผ่านมาสมควรเป็นของ ราล์ฟ ฮาเซ่นฮึทเทิ่ล ซึ่งดูเผินๆ เหมือนว่าคล็อปป์นั้นพูดจาเกินจริงหรืออวยเกินไปหรือเปล่า แต่กับผลงานที่เซาท์แฮมป์ตันแสดงให้เห็นในเกมนี้ ต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ธรรมดาและยอดเยี่ยมเหมือนที่คล็อปป์ยกย่องจริงๆ ครับ


      

 
          ถ้ากล่าวถึงทีมพี่ - น้อง ในพรีเมียร์ลีก ที่ดูจะมีความผูกพันธ์กันซักทีม ต้องมีคู่่ลิเวอร์พูลกับเซาธ์แฮมป์ตันในความคิดของหลายๆ คนแน่นอน แม้ว่าแฟนๆ เซาธ์แฮมป์ตัน (ไม่รู้ในไทยมีเยอะไหม) จะไม่อยากนับญาตด้วยก็ตาม แต่ทั้งสองทีมนี้มีความผูกพันกันในระดับนึงจากการที่ลิเวอร์พูลมักจะเป็นลูกค้าชั้นยอดกับทีมนักบุญอยู่เรื่อยๆ ในความสัมพันธ์กันในช่วงแรกอาจจะเป็นไปอย่างไม่สวยเท่าไร เพราะจะว่าไปลิเวอร์พูลก็เหมือนชอบไปดึงดาราของเซาธ์แฮมป์ตันมาตลอด และหนำซ้ำยังมีการทาบทามอย่างผิดกฏให้เห็นด้วยซ้ำ กับ กรณีฟาน ไดค์ แต่หลังจากปรับความเข้าใจกันได้และมีการปล่อยตัวแดนนี่ อิงส์ให้กับเซาธ์แฮมป์ตันไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองทีมก็ดูจะดีงามขึ้นกว่าช่วงแรกๆ มาก เวลาพูดถึงกันก็ให้เกียรติกันเสมอ คล็อปป์เองก็กล่าวว่าเขาเอาใจช่วยแดนนี่ อิงส์อยู่ตลอดและเพื่อนๆ ที่ลิเวอร์พูลเอาใจช่วยให้เขาประสบความสำเร็จกับเส้นทางอาชีพของเขาเสมอ แต่ก็ยกเว้นเกมที่เจอกันเองแบบนี้ไว้เกมนึง ที่ต้องใส่กันเต็มที่และทิ้งความสัมพันธ์ทีดีไว้ข้างหลังก่อนนั่นแหละครับ





นักบุญมาดี


          เซาธ์แฮมป์ตันนั้นกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ แม้ว่าทั้งสองทีมแต้มจะห่างกันถึง 42 แต้ม แต่ในสนามนั้นทั้งสองทีมสู้กันได้อย่างสูสีมากจริงๆ และต้องยอมรับตามตรงว่า ในครึ่งแรกเซาธ์แฮมป์ตันนั้นทำได้ดีกว่าทางฝั่งลิเวอร์พูลเสียอีก พวกเขาเพรสซิ่งใส่กองกลางลิเวอร์พูลตลอดเวลา และจากการที่เกมนี้เจอร์เก้น คล็อปป์เลือกที่จะให้ฟาบินโญ่ลงสนามมาเคาะสนิมในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับแทนที่จะใช้เฮนโด้ตามปกติ ทำให้การประสานงานของผู้เล่นลิเวอร์พูลมีความติดขัดและสับสบกันอยู่บ้างพอสมควร พวกเขาตั้งเกมถนัดของตัวเองไม่ได้เลย และบ่อยครั้งที่ก่อเกิดความผิดพลาดจนทำให้เกือบโดนลงโทษหลายต่อหลายครั้ง ในครึ่งแรกนั้นถ้าถามว่าทีมที่สมควรจะได้ประตูนำไปก่อนเป็นใคร ก็ต้องชี้ไปที่ทางฝั่งเซาธ์แฮมป์ตันมากกว่าลิเวอร์พูลจริงๆ แต่ด้วยความยอดเยี่ยมของฟาน ไดค์ และ อลิสซง ที่่ช่วยเซฟประตูและสถานการณ์ที่เลวร้ายแบบนี้ของทีมเอาไว้ได้ ทำให้ลิเวอร์พูลยังประคองตัว ให้สกอร์เท่ากับเซาธ์แฮมป์ตันอยู่จนหมดครึ่งแรกไปได้ เซาธ์แฮมป์ตันทีมนี้ เซอร์ไพรซ์และสร้างความอึดอัดและสับสนให้กับกองเชียร์และนักเตะลิเวอร์พูลอย่างมากมายจริงๆ



พัง!


          ลิเวอร์พูลชุดนี้ มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมอยู่ 1 อย่างครับ คือพวกเขามักจะหาจังหวะและฉกฉวยโอกาสมาเป็นของพวกเขาได้เสมอ และมักจะทำได้ในช่วงเวลาที่ถูกที่ควรเสียด้วย ในเกมนี้ก็เช่นกัน เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 3 นาที จากจังหวะที่แดนนี่ อิงค์ตะลุยเข้ามาในเขตโทษหวังจะยิงประตูแต่ก็ถูกสกัดไว้ได้ก่อน แต่ในจังหวะนั้นจากภาพช้าจะเห็นว่ามีการเกี่ยวขานิดๆ ระหว่างฟาบินโญ่กับอิงส์ และมีการประท้วงในจังหวะนั้นเกิดขึ้นมา แต่ทางลิเวอร์พูลก็ไม่ได้สนใจและเดินหน้าเล่นจังหวะสวนกลับทันที และได้เประตูขึ้นนำในจังหวะนั้นจากการลากมายิงเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงามของอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน !!!  จากจังหวะที่จะเสียประตูพวกเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นประตูขึ้นนำได้หน้าตาเฉย และในปีนี้พวกเขาได้ประตูในจังหวะการเล่นแบบนี้เยอะมากจริงๆ นี่คือความโหดเหี้ยมและความร้ายกาจอย่างสุดยอดของลิเวอร์พูลในยุคนี้อย่างแท้จริง และพอหลังจากนั้นเกมของเซาธ์แฮมป์ตัน ก็เรียกได้ว่าพังไปเลย เพราะกลายเป็นว่าพวกเขาเจอลิเวอร์พูลย้อนเกล็ดเล่นเกมสวนกลับเข้าโจมตีและได้ผลอย่างชะงัดจริงๆ จากจังหวะประตูที่ 2 ที่ได้จากลูกเปิดยาวแล้วฟิร์มิโน่ดูดบอลลงแล้วไหลมาให้เฮนโด้ยิงเหน่งๆ แล้วก็มาเสียประตูเพิ่มอีกจากจังหวะสวนกลับเช่นกันที่เฮนโด้เปิดบอลตัดหลังให้ซาล่าห์หลุดเดี่ยวไปยิงโล่งๆ แล้วยิ่งไปกันใหญ่เมื่อพวกเขาโดนประตูที่ 4 จากซาลาห์ย้ำเข้าไปอีก 1 ประตู ... ทั้ง 4 ลูกนี้มาจากจังหวะสวนกลับแทบทั้งสิ้น และถ้าดูฟอร์มจากครึ่งแรกแล้ว นี่เป็นสกอร์ที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ที่มันออกมาห่างขนาดนี้ เพราะรูปเกมของทั้งสองทีมนั้นไม่ได้ต่างอะไรกันมากมายขนาดที่สกอร์ออกมาเลย


พักเบรค!

          ตอนนี้ลิเวอร์พูลหนีผู้ตามอย่างแมนฯ ซิตี้ไปไกลสุดกู่ที่ 22 แต้มแล้วครับ และหลังจากนี้จะเป็นการพักเบรคของพรีเมียร์ลีกที่จัดให้เป็นปีแรก ถ้าเทียบกับช่วงที่ลิเวอร์พูลพาทีมไปพักเบรค (จากการชิงตกรอบ FA Cup) การพักเบรคของปีนี้กับปีที่แล้ว บรรยากาศดูผ่อนคลายอย่างชัดเจน ปีก่อนถึงแม้ลิเวอร์พูลจะนำก็ตาม แต่ก็โดนกดดันมากมายเหลือเกินจากแชมป์เก่าอย่างแมนฯ ซิตี้ แต่ครั้งนี้พวกเขาทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถทิ้งทีมตามได้อย่างขาดลอย ทำให้ครั้งนี้พวกเขาพักผ่อนได้อย่างสบายใจและผ่อนคลายอย่างมากต่างไปจากปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีปัญหาดราม่าเรื่อง FA Cup นัดรีเพลย์มาให้สะดุดความรู้สึกอยู่บ้าง แต่คล็อปป์ก็เลือกที่จะปล่อยให้ดราม่านั้นเป็นหน้าที่ของคนอื่นไป เป็นหน้าที่หรือภาระของทาง FA และ พรีเมียร์ลีกให้จัดการและหาทางออกของเรื่องนี้กันต่อไปในปีข้างหน้า

          เพราะภาระหน้าที่ของพวกเขาที่สำคัญที่สุด คือการ “เอาชนะในนัดต่อไป”  ให้ได้เท่านั้น
   

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด