:::     :::

แชมป์สบาย

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
1,102
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เห็นผลงานของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้แล้ว บวกกับความผิดพลาดของบรรดาคู่แข่งคงต้องบอกว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกตกเป็นของพวกเขาไปนานแล้ว
แม้จะเหลือการอีกเกือบ 1 สามของฤดูกาล แต่ด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างแบบสุดกู่คงไม่พลาดคว้าแชมป์แถมต้องใช้คำว่าแบบสบายๆด้วย
ตอนนี้แฟนๆ "หงส์แดง" แต่งองค์ทรงเครื่องรอฉลองแชมป์หนแรกในรอบ 30 ปีของสโมสรกันอย่างยิ่งใหญ่
แต่ที่ผ่านมาก็มีแชมป์ลีกของอังกฤษที่เดินหน้าเข้าป้ายได้แชมป์ไปแบบไม่ยากเย็นอะไร พร้อมกับทิ้งห่างคู่แบบสุดกู่
เรียกได้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกของฟุตบอลลีกอังกฤษเลยทีเดียว!
เปรสตัน : ฤดูกาล 1888/89

ในการแข่งขันฟุตบอลลีกครั้งแรกของประเทศอังกฤษ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 12 ทีม ในยุคที่ยังไม่มี แมนฯ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, เชลซี หรือ สเปอร์ส
เปรสตัน คือทีมแชมป์ในปีแรกของการแข่งขัน ซึ่งมาพร้อมกับการสร้างสถิติไม่แพ้ใครตลอดทั้งฤดูกาลด้วยการชนะ 18 เสมอ 4 ทำได้ถึง 74 ประตูและเสียเพียง 15 ลูกเท่านั้น เก็บไปทั้งสิ้น 40 คะแนน  (ชนะ 2 คะแนน)
ในขณะที่ทีมอันดับ 2 อย่าง แอสตัน วิลล่า ตามมาห่างๆด้วยการมีเพียง 29 คะแนน โดยในซีซั่นนี้ เปรสตัน ได้แชมป์ในตอนที่เหลืออีก 3 เกมของฤดูกาล
แถมปีนี้พวกเขาได้แชมป์เอฟเอ คัพไปครอง ถือเป็นการเปิดซีซั่นแรกที่เรียกเสียงฮือฮาได้ในทันทีเลย
แอสตัน วิลล่า : ฤดูกาล 1896/97
        
เกือบ 10 ปีต่อมา ฟุตบอลลีกอังกฤษมีทีมเข้ามาเพิ่มเป็น 16 ทีม การแข่งขันรวม 30 เกม และปีนี้แชมป์ตกเป็นของ แอสตัน วิลล่า ที่ก่อนหน้านี้เคยได้แชมป์มาแล้ว 2 สมัย
แต่กลับครั้งนี้ถือว่าทำได้อย่างดีเยี่ยมโดยทีมแพ้แค่ 4 เกมตลอดทั้งฤดูกาล เก็บไปทั้งสิ้น 47 คะแนน  (ชนะ 2 คะแนน) เหนือผู้ตามอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไกล 9 แต้ม
นอกจากนี้ในปีนี้พวกเขายังได้แชมป์เอฟเอ คัพ ไปครองอีกด้วย ถือเป็นทีมที่สองต่อจาก เปรสตัน เมื่อปี 1888/89 ที่ได้ดับเบิ้ลแชมป์ไปครองด้วย
สเปอร์ส : ฤดูกาล 1960/61

สเปอร์ส ภายใต้การคุมทีมของ บิลล์ นิโคลสัน ที่เป็นทั้งตำนานนักเตะและกุนซือผู้ประสบความสำเร็จกับทีมอย่างยิ่งใหญ่
ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่คุมทีม นิโคลสัน พาทีมกวาดแชมป์ทั้งในประเทศและในฟุตบอลยุโรป ไล่ตั้งแต่แชมป์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, คอมมูนิตี้ ชิลด์ 3 สมัย, ยูฟ่า คัพ และ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ อีกอย่างละ 1 สมัย
โดยในปี 1960/61 ที่ลีกมี 22 ทีมในเวลานั้น, นิโคลสัน พาทีมคว้าแชมป์ลีกด้วยการพังประตูถึง 115 ลูกจาก 42 เกม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมได้เฮคือการเล่นนอกบ้านที่ชนะถึง 16 จาก 22 เกม จบซีซั่นด้วยการมี 66 คะแนน (ชนะ 2 คะแนน)
ในปีนี้ทีมยังได้ชูโทรฟี่แชมป์เอฟเอ คัพอีกใบ กลายเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ปี 1987 ที่ได้ดับเบิ้ลแชมป์ในปีเดียว
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ : ฤดูกาล 1977/78

นอกจากจะเป็นการได้แชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของสโมสรด้วยการทิ้งห่างผู้ตาม 7 คะแนนแล้ว (ระบบชนะได้ 2 แต้ม) ความยิ่งใหญ่มันเกิดขึ้นเพราะพวกเขาเพิ่งเลื่อนชั้นมาจากดิวิชั่น 2 นั่นเอง
ตลอด 42 เกมทั้งฤดูกาล ฟอเรสต์ แพ้แค่ 3 เกมเท่านั้น โดยเฉพาะเกมในบ้านที่สุดยอดไม่แพ้ใครเลยตลอดทั้งซีซั่น คว้าชัยชนะรวม 25 เสมอ 14 แพ้ 3 ทำไป 69 ลูกเสีย 24 ประตู
ภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน คลัฟ สุดยอดประมาจารย์ ในอีกปีถัดมานอกจากจะพาทีมได้รองแชมป์ เจ้าตัวยังพา ฟอเรสต์ ผงาดไปถึงตำแหน่งแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปัจจุบันได้ถึง 2 สมัยติดในปี 1978/79 และ 1979/80
กลายเป็นจ้าวยุโรปชนิดที่หลายสโมสรดังในโลกยังได้แต่ฝันถึงเท่านั้น
ลิเวอร์พูล : ฤดูกาล 1978/79
        
หลังสะดุดให้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้แชมป์ไปครอง, ลิเวอร์พูล ก็กลับมาอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของตารางอีกครั้งในซีซั่นนี้และถือเป็นแชมป์สมัยที่ 11 ของสโมสรด้วย
"หงส์แดง" เข้าป้ายคว้าแชมป์ด้วยการมีแต้มเหนือ ฟอเรสต์ 8 แต้ม หัวใจหลักในความสำเร็จของฤดูกาลนี้คือเกมในบ้านที่เดินหน้าเก็บคะแนนเป็นว่าเล่นถึง 40 จาก 42 คะแนนเต็ม ยิงไปถึง 51 ลูกและเสียแค่ 4 ประตูเท่านั้นจาก 21 เกมในรัง
น่าเสียดายที่ปีก่อนหน้าโดน ฟอเรสต์ แย่งซีนไป ไม่งั้นจะเป็นการคว้าแชมป์ลีก 3 สมัยติดต่อกันของทีมด้วย
ลิเวอร์พูล : ฤดูกาล 1987/88 
        
มองที่ตารางคะแนนในซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล อาจจะทิ้งผู้ตามอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงแค่ 9 คะแนน แต่หากเจาะลงไปตลอดทั้งซีซั่นคือความยอดเยี่ยม
ภายใต้การนำทัพของ เคนนี่ ดัลกลิช ฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" แม้ทีมต้องเสียกองหน้าตัวเก่งอย่า งเอียน รัช ไปให้กับ ยูเวนตุส ในช่วงซัมเมอร์ ทว่าผลงานของทีมกลับยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยน
แต่เม็ดเงินที่ได้มาแปรเปลี่ยนเป็น จอห์น บาร์นส์ และ ปีเตอร์ เบียดสลี่ย์ ที่ต้องบอกว่าคุ้มค่าทุกบาท ซึ่งกว่าทีมจะแพ้เกมแรกของซีซั่นก็ปาเข้าไปเดือนมีนาคมแล้ว โดยสรุปทั้งฤดูกาลแพ้แค่ 2 เกม
นี่ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมของ ลิเวอร์พูล แม้ว่าช่วงต้นฤดูกาลจะไม่ได้เล่นในแอนฟิลด์เนื่องจากปิดปรับปรุงจนถึงกลางเดือนกันยายน แต่ก็เร่งเครื่องขึ้นนำจ่าฝูงและนำยาวตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนจบฤดูกาลเลย
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ฤดูกาล 1999/00

หลังจากปี 1999 อันยิ่งใหญ่ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผงาดคว้า 3 แชมป์ทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฟอร์มการเล่นของพวกเขาก็ยังติดลมบนอยู่
"ปีศาจแดง" เริ่มต้นฤดูกาลไปตามเกมของตัวเอง ก่อนจะมาเร่งเครื่องในช่วงครึ่งซีซั่นหลังที่นับตั้งแต่เดือนมกราคม พวกเขาขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงและอยู่ยาวจนกระทั่งจบฤดูกาล
18 เกมสุดท้ายของซีซั่น ทีมของ "ป๋า" แพ้แค่เกมเดียว จบซีซั่นด้วยการมี 91 คะแนน ทิ้งห่าง อาร์เซน่อล ทีมอันดับ 2 ที่เก็บได้เพียง 73 คะแนน ไกลถึง 18 แต้ม
พระเอกของทีมคงเป็น ดไวท์ ยอร์ค และ แอนดี้ โคล คู่กองหน้าที่ช่วยกันยิง 39 ประตูในลีก รวมถึง เดวิด เบ็คแฮม ที่จัด 15 แอสซิสต์ มากที่สุดในลีก รวมถึง ไรอัน กิ๊กส์ ที่มีอีก 12 แอสซิสต์ด้วย
อาร์เซน่อล : ฤดูกาล 2003/04

จะถือว่าไม่สมบูรณ์แบบเลยสำหรับทีมแชมป์ลีกของอังกฤษ หากไม่มีการพูดถึง อาร์เซน่อล ในฤดูกาล "ไร้พ่าย"
นี่ถือเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ เปรสตัน ในปีแรกของการก่อตั้งลีกเมื่อปี 1888/89 ที่มีทีมที่ลงสนามตลอดทั้งฤดูกาลโดยไม่แพ้ใคร
ตลอดทั้งฤดูกาล "ปืนใหญ่" ในมือของ อาร์แซน เวนเกอร์ สมดุลสุดๆทั้งเกมรุกและเกมรับ ทีมทำได้ 73 ลูกมากที่สุดในลีกและเสียแค่ 26 ประตู น้อยที่สุดในลีกเช่นกัน โดยที่ เธียร์รี่ อองรี ทำถึง 30 ประตูให้ทีม คว้าดาวซัลโวไปครอง
เชลซี : ฤดูกาล 2004/05

ปีแรกของฟุตบอลอังกฤษที่เต็มไปด้วยสีสันเมื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ โผล่มาคุม เชลซี พร้อมนิยาม "สเปเชี่ยล วัน" อันเลื่องลือ
เม็ดเงินของ โรมัน อบราโมวิช ที่หว่านไปพาให้ เชลซี แข็งแกร่งเหลือเกิน บวกกันมันสมองของ มูรินโญ่ เสกให้ "สิงห์บลูส์" ได้แชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 50 ปีมาพร้อมผลงานอันสุดยอดด้วย
ตลอดทั้งฤดูกาล สิงโตแห่งกรุงลอนดอนแพ้แค่เกมเดียวเท่านั้นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จบฤดูกาลด้วยการเก็บไปถึง 95 แต้ม มากที่สุดเท่าที่เคยมีมากของฟุตบอลอังกฤษ พร้อมกับเกมรับอันแข็งแกร่งเสียแค่ 15 ลูกจาก 38 เกม!
เชลซี ได้แชมป์ในเดือนเมษายน ถือเป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษของสโมสรและเป็นการสร้างมาตรฐานของลีกขึ้นมาอีกระดับ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ฤดูกาล 2012/13

ฤดูกาลสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนวางมือพร้อมกับพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 เป็นการปิดฉากที่ยิ่งใหญ่
การมาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กลายเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้ทัพ "ปีศาจแดง" เถลิงบัลลังค์แชมป์อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทะลวงตาข่าย 26 ประตู คว้าดาวซัลโวไปครอง รวมถึงการเรียกตัว พอล สดคลส์ กลับมาแก้ไขปัญหาในแดนกลาง
ยูไนเต็ดชุดสุดท้ายต้องบอกว่าไม่ได้เป็นทีมที่แข็งแกร่งในทุกตำแหน่ง ไม่งั้นคงไม่ดึง สโคลส์ กลับมา แต่ด้วยฝีมือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผสมผสานทุกอย่างให้ออกมาลงตัวอย่างที่สุด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์พร้อมมีคะแนนเหนืออันดับ 2 อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 11 คะแนน ถือเป็นการคว้าแชมป์ลีกหนสุดท้าย และหลังจากนั้นพวกเขาก็แทบไม่เข้าใกล้กับการได้แชมป์ลีกอีกเลยจนถึงทุกวันนี้
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : ฤดูกาล 2017/18

ถือเป็นปีแห่งการทำลายสถิติเลยสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2017/18  
เก็บชัยชนะมาที่สุดในฤดูกาลเดียว 32 เกม, ชนะนอกบ้านมากที่สุด 16 เกม (รวม 50 คะแนน), ยิงประตูมากที่สุด 106 ลูก, ประตูได้-เสียบวกมากที่สุด 79 ลูก, ชนะติดต่อกันนานที่สุด 18 เกม, และเก็บแต้มมากที่สุด 100 คะแนน
นักเตะในทีมเดินหน้ายิงประตูกันเป็นว่าเล่น โดยดาวยิงสูงสุดของทีมคือ เซร์คิโอ อเกวโร่ 21 ลูก, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง 18 ลูก และ กาเบรีย เชซุส 13 ลูก หรือแม้แต่ แฟร์นันดินโญ่ ยังกดไป 5 ประตู โดยเฉพาะเหล่าผู้นำในเรื่องของแอสซิสต์แข้งซิตี้พาเหรดติดหัวตารางกันหมดทั้ง เควิดน เดอ บรอยน์ (16 ครั้ง), เลรอย ซาเน่ (15 ครั้ง), ดาบิด ซิลบา และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (11 ครั้ง เท่ากัน)
นอกจากนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนถึง 4 ครั้งติด นานที่สุด
"เรือใบ" ในซีซั่นนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก จากผลงานและสถิติอันยอดเยี่ยมที่สร้างขึ้นในแบบที่ไม่คิดว่ามีใครจะทำได้อีก
รอดู ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้อาจจะมีการทำสถิติขึ้นมาใหม่ก็ได้


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})