:::     :::

พลิกสถานการณ์

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
1,031
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แข่งขันกันครบทั้ง 8 คู่แล้วสำหรับเกมนัดแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกประจำฤดูกาล 2019/20
ดูจากสถานการณ์แล้ว เชลซี น่าจะเป็นทีมที่เจองานหินที่สุดหลังโดน บาเยิร์น มิวนิค บุกมาถล่มถึงบ้าน 0-3 ส่วนอีกคู่ที่สกอร์ขาดลอยก็คือเกมที่ อตาลันต้า เปิดบ้านชนะ บาเลนเซีย 4-1
ส่วนคู่ที่เหลือล้วนชนะ-แพ้กันด้วยสกอร์ที่ห่างกันแค่ประตูเดียวเท่านั้น โดยมี เรอัล มาดริด กับ สเปอร์ส ที่อาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะเป็นการแพ้จากการเล่นในบ้าน
ซึ่งว่ากันแล้วแต่ละคู่ก็ไม่ได้ถือว่าพลิกล็อคชนิดถล่มทลายอะไร "ราชันชุดขาว" เจอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้มันสมองของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า การแพ้ไม่ใช่เรื่องแปลก ขณะที่ ลิเวอร์พูล "แชมป์เก่า" พ่ายบอลเขี้ยวลากดินอย่าง แอตเลติโก มาดริด แต่สกอร์ก็เกิดขึ้นแค่ลูกเดียวเท่านั้น

หรือจะ บาร์เซโลน่า บุกเสมอ นาโปลี ด้วยศักยภาพทีมดังจากอิตาลีนักเตะถือว่าประสบการณ์ไม่น้อย, อาจจะมีแค่ ยูเวนตุส ที่ตามหน้าเสื่อแล้วควรจะดึงผลเสมอกลับมาได้จากเกมเยือน ลียง แต่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ไป
แน่นอนว่ายังมีอีก 90 นาทีให้ลงสนาม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเยอะแยะที่ทีมแพ้จากเกมนัดแรกพลิกสถานการณ์จากแพ้เกมแรกกลับมาชนะและผ่านเข้ารอบ
ไม่ต้องมองให้ไกล ดูจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วในรอบเดียวกันนี้ก็มีหลายคู่ที่พลิกล็อคจากเกมแรกแล้วเข้ารอบชนิดที่เรียกว่าหักปากกาเซียนเลยก็คงไม่ถือว่าเกินไปนัก
ลองย้อนกลับไปดูว่ามีคู่ไหนกันบ้าง
ฤดูกาล 2018/19
แมนฯ ยูไนเต็ด เสมอ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง 3-3 (แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)
เกมแรก : แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง 0-2
เกมสอง : ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-3
        
ด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำการเปลี่ยนตัวกุนซือจาก โชเซ่ มูรินโญ่ มาเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หลายคนมองว่าคงต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นฟูทีมกลับมา
โดยเฉพาะในเวทียุโรปที่ต้องบอกว่านายใหญ่ชาวนอร์เวย์มีประสบการณ์เพียงน้อยนิดเท่านั้น
แล้วก็ไม่ผิดอย่างที่คาดเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก "ปีศาจแดง" ลงเล่นในโอลด์ แทรฟฟอร์ด เจอทีเดียวของ เปแอสชเ บุกมาสอยสองประตูจาก เพรสเนล คิมเปมเบ้ และ คีลิยัน เอ้มบั๊ปเป้ ช่วยให้ทีมเยือนกุมความได้เปรียบอย่างมหาศาลจากชัยชนะก่อน
แน่นอนว่าทุกคนมองว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทีมของ โซลชา จะพลิกสถานการณ์ได้ในเกมที่สอง และคงต้องกระเด็นตกรอบไปอย่างแน่นอน
        
ลูกฮึดของขุนพลยูไนเต็ดได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 2 นาทีแรกจาก โรเมลู ลูกากู แต่ก็มาโดน ฆวน เบร์นาต ตีเสมอนาทีที่ 12 ทำให้เกมต้องจบลงใน 90 นาทีอย่างแน่นอน 
ลูกากู มาบวกประตูเพิ่มนาทีที่ 90 ทำให้ทีมต้องการอีกแค่ประตูเดียวเพื่อเข้ารอบ เกมยื้อมาจนถึงนาทีสุดท้ายทีมเยือนมาได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะเยือกเย็นพอจะสังหารประตูสำคัญให้ทีมชนะ 3-1 รวมผลสองเกมเสมอ 3-3 แต่เข้ารอบไปด้วยกฎประตูทีมเยือน
ฤดูกาล 2018/19
ยูเวนตุส ชนะ แอตเลติโก มาดริด 3-2
เกมแรก : แอตเลติโก มาดริด ชนะ ยูเวนตุส 2-0
เกมสอง : ยูเวนตุส ชนะ แอตเลติโก มาดริด 3-0 

แอตเลติโก มาดริด ภายใต้การทำทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ถือเป็นขาประจำของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ช่วงหลังทักจะผ่านเข้ารอบลึกๆตลอด
และในฤดูกาล 2018/19 ก็ดูเหมือนจะไปได้สวยอีกครั้ง เมื่อทีมเปิดบ้านเอาชนะคู่แข่งอย่าง ยูเวนตุส มาได้ก่อน 2-0 จากประตูของสองกองหลังอย่าง โฮเซ่ มาเรีย คีเมเนซ และ ดีเอโก้ โกดิน
แต่ทว่า "ม้าลาย" มีอาวุธเด็ดอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เจอกับ "ตราหมี" มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ในเกมที่อิตาลีในเลกที่สองก็เช่นกัน ทีเด็ดจากสตาร์ทีมชาติโปรตุเกสจัดการเหมาคนเดียว 3 ประตูให้ทีมพลิกสถานการณ์กลับมาแซงเอาชนะ 3-2 อย่างสะใจ

ฤดูกาล 2018/19
อาแจ็กซ์ ชนะ เรอัล มาดริด 5-3
เกมแรก : อาแจ็กซ์ แพ้ เรอัล มาดริด 1-2
เกมสอง : เรอัล แพ้ อแจ็กซ์ 1-4
ต้องบอกว่านี่เป็นอีกหนึ่งเกมสุดพลิกล็อค ไม่ใช่แค่ไหนฤดูกาลที่ผ่านมา แต่สำหรับการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลย
แน่นอนว่าหากมองที่ตัวเลขประตูจากเลกแรกมันไม่ได้ห่างมากมายขนาดนี้ แต่ด้วยชื่อชั้นแล้วย่อมไม่มีใครคาดคิด

เรอัล มาดริด จัดการบุกชนะ อาแจ็กซ์ ถึงที่ฮอลแลนด์ก่อน 2-1 จากประตูของ คาริม เบนเซม่า และ มาร์โก อาเซนซีโอ ในขณะที่ อาแจ็กซ์ ได้ประตูจาก ฮาคิม ซีเย็ค การกลับไปเล่นที่เบร์นาเบวยังไม่มีใครคิดว่า "ราชันชุดขาว" จะพ่ายแพ้
แต่ทว่ามันก็เกิดขึ้น ครึ่งแรกทีมดังจากแดนกังหันออกนำก่อน 2 ประตูจาก ฮาคิม ซีเย็ค และ ดาวิด เนเรส พลิกสถานการณ์สกอร์รวมจากตามหลังมาแซงนำแล้ว
เท่านั้นไม่พอ ดูซาน ทาดิช ยังมาบวกประตูที่ 3 ทำให้ตอนนี้ เรอัล มาดริด ต้องทวงประตูคืนให้ได้ถึง 3 ลูกเพื่อกลับมาเข้ารอบ

ท้ายที่สุดแล้วเจ้าถิ่นยิงคืนได้แค่เม็ดเดียวจาก มาร์โก อาเซนซีโอ แถมยังมาโดน ลาสเซ่ โชน ซัดปิดตูปิดปล่องให้ อาแจ็กซ์ บุกถล่ม 4-1 รวมผลสองเกมเอาชนะไปได้ 5-3 เข้ารอบแบบช็อคสายตาแฟนบอลทั้งโลก
ฤดูกาล 2011/12
เชลซี ชนะ นาโปลี 5-4 (หลังต่อเวลาพิเศษ)
เกมแรก : นาโปลี ชนะ เชลซี 3-1
เกมสอง : เชลซี ชนะ นาโปลี 3-1 (รวมผลสองเกมเสมอ 4-4 ต่อเวลาพิเศษ เชลซี ชนะ 5-4)
เชลซี ภายใต้การนำทีมของ อันเดร วิลลาช-โบอาช ที่มาจาก ปอร์โต้ พร้อมความคาดหวังอย่างสูงว่าเขาจะเป็น "โชเซ่ มูรินโญ่ 2" 
แต่ตลอดทั้งซีซั่นทีมเจอกับความยากลำบาก รวมถึงเกมเลกแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่บุกไปโดน นาโปลี ทุบมาก่อน 1-3 
อันที่จริงทีมออกสตาร์ได้ดีและได้ประตูขึ้นนำก่อนจาก ฆวน มาต้า แต่ทว่าท้ายครึ่งแรกมาเสียสองประตูจาก เอเซเกล ลาเวซซี่ และ เอดินสัน คาวานี่ ก่อนที่ครึ่งหลัง ลาเวซซี่ จะมาบวกเพิ่มอีกเม็ดให้เจ้าถิ่นคว้าชัยเกมแรก

เกมเลกที่สอง เชลซี เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อ อันเดร วิลลาช-โบอาช โดนปลดโดย โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เข้ามาคุมทีมแทน และทำได้ดีเลยด้วยสองประตูที่ออกนำก่อนจาก ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ จอห์น เทอร์รี่ แต่ก็เจอความยากลำบากเมื่อ โกคาน อินแลร์ ตีไข่แตกให้นาโปลี
แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ก็มาสังหารจุดโทษให้ทีมคว้าชัย 3-1 ใน 90 นาที ก่อนที่ช่วงต่อเวลา บรานิสลาฟ อีวาโนวิช จะมาพังตาข่ายให้ทีมชนะ 4-1 รวมผลสองเกมชนะไปได้ 5-4
และบทสรุปของปีนั้น เชลซี ก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ยุโรปสมัยแรกของสโมสรในบั้นปลายด้วย

ฤดูกาล 2016/17
บาร์เซโลน่า ชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 6-5
เกมแรก : ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ชนะ บาร์เซโลน่า 4-0
เกมสอง : บาร์เซโลน่า ชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 6-1
อีกเกมที่อยู่ในใจแฟนบอลทั่วทั้งโลกกับการพลิกสถานการณ์เข้ารอบของ บาร์เซโลน่า ชนิดที่ต้องลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้าย
เปแอสเช ภายใต้การนำทัพของ อูไน เอเมรี่ ระเบิดฟอร์มสุดยอดในเกมเลกแรกด้วยการปูพรมไล่ถล่ม "เจ้าบุญทุ่ม" เละเทะ 4-0 แทบจะแหย่ขาเข้ารอบไปแล้วข้างหนึ่ง
แน่นอนด้วยศักยภาพของ บาร์เซโลน่า พวกเขามีดีพอที่จะแซงเข้ารอบได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมต่างห่างที่ทำให้คนมองว่า "มันจบแล้ว"

บาร์ซ่าทำเกมได้อย่างยอดเยี่ยมพร้อมกับทะลวงตาข่ายออกนำ 3-0 ขอแค่อีกประตูเดียวเท่านั้นก็จะตีเสมอ แต่แล้วกลับโดน เอดินสัน คาวานี่ สอยตาข่ายในนาทีที่ 62 หมายความว่าทีมต้องการถึง 3 ประตูในช่วงเวลาอีกราว 30 นาทีที่เหลือ
เกมดำเนินไปจนกระทั่งนาทีที่ 88 กว่า บาร์เซโลน่า จะมายิงเพิ่มได้อีกลูก แต่ทดเจ็บนาทีแรกก็เหมือนมีแสงรำไรในการเข้ารอบต่อไปเมื่อ เนย์มาร์ ยิงจุดโทษให้ทีมนำ 5-1 รวมผลสองเกมกลับมาเสมอแล้วแต่ยังแพ้ด้วยกฎประตูทีมเยือนอยู่
แต่ในช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย เซร์จี้ โรเบร์โต้ สอดมายิงประตูจังหวะฟรีคิกให้ทีมชนะ 6-1 รวมสองเกมแซงชนะสุดมัน 6-5 ชนิดที่ช็อคแฟนบอลปารีสทั่วโลก
        
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด