:::     :::

ก็แค่แพ้!!!

วันอาทิตย์ที่ 01 มีนาคม 2563 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
1,133
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ก่อนเกม ถ้ามีใครมาบอกว่าลิเวอร์พูลจะแพ้รองบ๊วยอย่างวัตฟอร์ด คงโดนหาว่าบ้าแหละครับ และยิ่งถ้าบอกสกอร์ว่า ลิเวอร์พูลจะแพ้ 3-0 น่าจะโดนข้อหาบ้า + เมายากันยุงด้วยแน่นอน ....แต่ก็นั่นแหละครับ แม้มันจะน่าเหลือเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว นี่แหละครับเขาถึงเรียกว่าฟุตบอลลูกกลมๆ



ช่วงฟอร์มตก ?

          ถ้าเราสังเกตกันดีๆ หลังจากได้เบรคหนีหนาว (สั้นๆ) มา  ลิเวอร์พูลโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีเหมือนก่อนหน้านั้นเลยนะครับ ว่ากันตามตรงหลายๆ เกมนั้นนั้นพวกเขามีโอกาสที่จะสะดุดมาก่อนหน้านี้แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังประคองตัวเอาตัวรอดมาได้อยู่เรื่อยๆ ทั้งเกมการเจอกับนอริชในบ้านที่ดูน่าจะเป็นเกมง่ายแต่ก็สร้างความอึดอัดให้พอสมควร ต่อด้วยนัดเจอแอตฯ มาดริด ที่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นนัดสำคัญที่พรากความมั่นใจไปจากพวกเขาได้อย่างมหาศาลเลยก็ว่าได้ เมื่อทั้งเกมพวกเขาไม่สามารถยิงตรงกรอบได้แม้แต่หนเดียว และพ่ายแพ้ไปอย่างน่าแค้นใจ และต่อเนื่องมากับนัดเจอเวสต์แฮมที่ดูเหมือนว่าพวกเขาเร่งไม่ขึ้นและเกมรุกดูจะฝืดเคืองเหลือเกิน เกมรับที่เคยแข็งแกร่งก็เหมือนจะมีช่องว่างให้เห็นเรื่อยๆ จนมาเกมนี้ที่ทุกๆ อย่างระเบิดออกมาพร้อมๆ กัน มันก็เลยเละเทะอย่างที่เห็นนี่แหละครับ น่าจะเป็นเห็นพ้องกันหมดแล้วว่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลิเวอร์พูล ฟอร์มเริ่มดาวน์ลงมาจริงๆ หน้าที่ของคล็อปป์คือต้องหาจุดเปลี่ยนให้เจอให้ได้ครับ เพื่อที่จะยกระดับทีมมาให้ดีได้เหมือนเดิมอีกครั้ง






ปราการเหล็กเริ่มร้าว ...
         

          เอาล่ะ .... ถึงแม้เกมนี้แฟนๆ จะไปสรรเสริญเดยัน ลอฟเรน กันเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไงก็ต้องไม่ลืมนะครับ ว่านี่คือเกมแรกในรอบหลายเดือนของเจ้าตัว และเขาขาดแมชต์ฟิสเนตอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว แต่คล็อปป์เองก็ไม่มีทางเลือกจำต้องส่งเขาลงมาแทนโจ โกเมสที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่ถึงอย่างนั้นเกมนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าตัวคนเดียวครับ ประตูที่เสียไปทั้ง 3 ประตู ผู้เล่นในแนวรับของลิเวอร์พูลทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบจริงๆ ประตูแรก ลอฟเรนนั้นมัวแต่ไปพะวงกับดีนีย์จนไม่เข้าเล่นบอลก็จริง แต่ฟานไดค์เองก็เนือยเสียจนโดนดูกูเร่ โฉบตัดหน้าไปปาดเข้ากลางให้ อิสไมล่า ซาร์ วิ่งมาจิ้มบอลก่อน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ผ่านตัว อลีสซง เข้าไปง่ายๆ ประตูนี้ต้องรับผิดชอบกันทั้ง 3 คนจริงๆ ส่วนประตูที่ 2 ถึงจะดูเป็นความโชคร้ายที่โรเบิร์ตสันตัดสินใจผิด ไปเสียดายบอลกลัวจะเสียทุ่มทำให้บอลที่เหมือนแค่ตั้งใจจะเตะอัดเอาทุ่มกลายเป็นบอลทะลุช่องอย่างสวยงามไปเสียอย่างนั้น และจริงๆ ในจังหวะนี้ก็เป็นฟาน ไดค์เช่นกันที่ดูเนือยและดูบอลผ่านหน้าทะลุช่องไปเสียดื้อๆ ทำให้ อิสไมล่า ซาร์ หลุดเดี่ยวไปดวล ตัวต่อตัวกับ อลิสซง (ที่ก็ดูเหมือนว่าจะออกมาช้าไปนิดๆ เหมือนกัน) และยกเข้าไปแบบเหนือๆ และมาปิดท้ายด้วยประตูที่ 3 ที่ต้องบอกว่าประตูนี้เทรนท์คงต้องรับไปเต็มๆ เมื่อเจ้าตัวส่งคืนหลังแบบทะเล่อทะล่า ทำให้โดนอิสไมล่า ซาร์ ฉกง่ายๆ และส่งคืนให้ดีนีย์แปบอลลอยเสียบตาข่ายเข้าไปแบบสบายๆ เกมนี้ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเกมรับของพวกเขามีปัญหาค่อนข้างเยอะ จากการที่ขาดการประสานงานที่ดี อาจจะเนื่องมาจากลอฟเรนที่เพิ่งลงมาใหม่ แต่สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ สมาธิในเกมรับของพวกเขาในเกมนี้ไม่เหมือนเดิมจริงๆ โดยเฉพาะเสาหลักที่นัดนี้ได้สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมอย่างฟาน ไดค์ ที่ดูเหมือนจะขาดสมาธิขั้นรุนแรงจริงๆ หวังว่าพวกเขาจะกลับไปทบทวนการเล่นและกลับมาเล่นได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเดิมอีกครั้ง  ผมเชื่อว่าทั้งคล็อปป์และตัวนักเตะเองถ้าย้อนกลับไปดูเกมนี้คงไม่มีทางอยู่เฉยๆ แน่นอน 






วันที่เธอไม่อยู่ ..... 
  


          ถ้าวัดเสียงก่นด่าที่แฟนๆ มอบให้นักเตะลิเวอร์พูลมากที่สุดมารวมๆ กันเป็นจำนวนครั้ง ไม่มีใครจะได้รับคำด่ามากกว่าจอร์แดน เฮนเดอร์สัน แน่นอนครับ แฟนๆ หลายคนเคยด่าเขาไว้ว่านักเตะคนนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ หรือทำได้เพียงแค่ “แปะบอลไปมา” แค่นั้น และถึงแม้ตอนนี้เจ้าตัวจะยกระดับตัวเองขึ้นมาระดับนึงแล้ว แต่ก็ยังมีแฟนบอลบางจำพวกละครับ ที่ยังมีเครื่องหมายคำถามกับความสามารถของเฮนโด้อยู่ ผู้บรรยายภาษาไทยเกมนี้ยังเผลอพูดเลยว่า ตอนเฮนโด้อยู่ไม่รู้สึกอะไร แต่พอขาดเฮนโด้ไปนี่สะเทือนไปทั้งทีม (ขออภัยถ้าจำคำพูดคลาดเคลื่อน แต่ก็แนวๆ นี้ล่ะครับ)  ซึ่งนั่นแหละครับ คือความสำคัญและความสามารถของเฮนโด้ที่ทำ “เพื่อทีม” มาโดยตลอด  เขานำความนิ่งหรือความเสถียรภาพมาให้กับทีมได้อยู่ตลอด ถ้าเปรียบเป็นเครื่องจักรเฮนโด้ก็เหมือนน้ำมันหล่อลื่น ที่ทำให้ทีมขับเคลื่อนไปได้อย่างไม่สะดุดและไหลลื่น แต่คนก็มักจะมองข้ามและไปมองกันที่ความแรงของเครื่องยนต์ แรงม้า หรืออะไรทำนองนั้นกันไปเสียหมด แต่ถ้าไม่มีน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่ว่าแรงๆ ก็พังเอาง่ายๆ เหมือนกัน และนอกเหนือกว่านั้นเฮนโด้ยังโดดเด่นเรื่องการ “กระตุ้นเพื่อนร่วมทีม” เพื่อให้ทั้งทีมตื่นตัวและมีสมาธิอยู่ในเกมเสมอๆ ก่อนหน้านั้นก็มีคนมาค่อนขอดว่ากัปตันกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมไม่เป็น ตะโกนสั่งอะไรมั่วซั่ว เรื่อยเปื่อยไม่มีสง่าราศี ด่าแต่คนอื่นไม่สนผลงานตัวเอง แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ พอไม่มีเฮนโด้มาคอยตะโกน คอยด่า คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมแบบนี้ มันส่งผลมากมายอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ และถ้าถามว่าตอนนี้แฟนบอลคิดถึงใครมากที่สุดในทีมลิเวอร์พูล ชื่อนั้นคงต้องเป็น เฮนเดอร์สัน อย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลยล่ะครับ





กลับสู่ความจริง


          เกมนี้สำหรับแฟนๆ หลายๆ คนอาจจะเป็นเรื่องช๊อค หรือเลวร้ายมากๆ แต่จริงๆ แลัวมันคือเรื่องธรรมดานั่นแหละครับ เกมฟุตบอลมันคาดเดาอะไรมากมายไม่ได้ขนาดนั้นอยู่แล้ว และการพ่ายแพ้ครั้งนี้อาจจะทำให้ทุกอย่างๆ กลับมาสู่ความจริงอีกครั้ง ความจริงที่ว่าลิเวอร์พูลก็เป็นแค่ทีมที่ดีทีมหนึ่งไม่ใช่ทีมเทวดาที่เหาะเหินเดินอากาศได้แต่อย่างใด และอีกความจริงก็คือ พรีเมียร์ลีกนั้นมันไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายๆ คนมาคอยแซะมาก่อนหน้านี้ครับ พรีเมียร์ลีกนั้นทุกทืมอยู่ในระดับสูงทั้งนั้นและมันสามารถพลิกผันได้ทุกเกมอย่างที่เห็นในวันนี้จริงๆ เกมนี้น่าจะทำให้หลายๆ อย่างกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง  

          และนั่นก็รวมกับความจริงที่ต้องบอกแฟนๆ ลิเวอร์พูลว่า เป้าหมายของพวกเขา คือ “แชมป์พรีเมียร์ลีก” เท่านั้น ไม่ใช่ “แชมป์ไร้พ่าย” เสียหน่อย ..... YNWA ครับ

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด