:::     :::

ที่สุดของการทำแฮตทริค

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
313
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เชื่อว่าแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกือบทุกคนน่าจะจำได้ว่านักเตะคนสุดท้ายที่ทำแฮตทริคใส่ ลิเวอร์พูล ได้เป็นใคร เพราะจะว่าไปแล้วมันก็เพิ่งผ่านมาไม่นาน
นั่นคือ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ในฤดูกาล 2010/11 นั่นเอง
แต่ถ้าจะบอกว่านี่คือนักเตะคนแรกในรอบ 65 ปีที่ทำแฮตทริคใส่คู่ปรับตลอดกาลได้อาจจะรู้กันไม่มากนัก
ทว่าใครจะรู้ว่าก่อนที่จะทำแฮตทริคได้นั้น เบอร์บาตอฟ ต้องเจอกับความพ่ายแพ้ 3 ครั้งแรกให้กับ "หงส์แดง" ในฐานะนักเตะของ "ปีศาจแดง"
เจ้าตัวออกมาเปิดเผยความรู้สึกของเรื่องราวการย้ายมาเป็นสมาชิกแห่งรั้้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด, การลงเล่นในศึก "แดงเดือด" ครั้งแรก และความรู้สึกในการทำแฮตทริคใส่คู่ปรับตลอดกาล
"ตอนที่ผมเติบโตขึ้นมาที่บัลแกเรีย, ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเป็นอริระหว่าง ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล"
        
"ตอนผมย้ายมาเล่นในเยอรมัน, ผมโฟกัสอยู่กับการพัฒนาตัวเองที่ เลเวอร์คูเซ่น, ตอนที่ผมมาเล่นกับ สเปอร์ส, ผมก็โฟกัสกับการเป็นศัตรูระหว่าง สเปอร์ส กับ อาร์เซน่อล แต่ผมยอมรับว่าจับตาดูเกมระหว่าง ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล"
"คุณเห็นถึงความตึงเครียด, การต่อสู้ในเกม, หนังสือพิมพ์เขียนถึงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับนักเตะ, คุณได้ยินเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการแข่งขันและคุณคิดกับตัวเอง โอเค, มันเป็นเกมที่จริงจังมาก"
"โอเค, นั่นเป็นเกมที่มีความซีเรียสอย่างสูง"
"จากนั้น, คุณลองคิดดูสัก 2-3 นาทีและกลับมามองที่ตัวเอง, เพราะคุณคิดเกี่ยวกับต้นสังกัดของตัวเองและสถานการณ์ปัจจุบัน, แต่คุณรู้ว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน"
"เมื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของยูไนเต็ด, คุณไม่มีทางเลือก, คุณต้องคิดถึงเกม, การเป็รศัตรู, ลิเวอร์พูล คือทีมที่เราพยายามเอาชนะในลีกตอนที่ผมย้ายมาอยู่ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด พวกเขาได้แชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัย, เราได้ 17"
"เซอร์ อเล็กซ์ อยู่กับผมตอนที่ย้ายทีมในช่วงนาทีสุดท้าย, มันน่ากังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน, เขาบอกกับผมว่า 'เบอร์บา, ฉันรู้ว่ามันเครียดนะ, กับสิ่งที่นายกำลังต้องเจอ, แต่เมื่อเราจัดการเรื่องนี้เรียบร้อย ฉันจะให้นายได้พักสักอาทิตย์'"
        
"โอเค, นั่นใช้ได้, แต่ทันทีที่ผมเซ็นสัญญา, มันกลายเป็นว่า 'โอเค, เตรียมพร้อมนะ, เกมต่อไปคือ ลิเวอร์พูล'"
"ในหัวผมตอนนั้นคิดแบบว่า 'แล้วไหนให้พักสัปดาห์นึงวะ'"
"แต่นั่นไม่เป็นไร, เมื่อเกมใกล้เข้ามา, ผมรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้น, ความตึงเครียด, คุณเริ่มเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเป็นศัตรูและประวัติศาสตร์ของทั้งสองสโมสร"
"ความคาดหวังที่จะชนะในเกม, มันเป็นเรื่องสำคัญ, ทุกอย่างมันก่อตัวขึ้นจนกระทั่งถึงวันแข่ง, ผมเดินลงสู่สนามเป็นครั้งแรก และนั่นเป็นอะไรที่ใหม่เลย"
"ผมเคยไปเยือนแอนฟิลด์สมัยอยู่กับ สเปอร์ส, แต่, กับครั้งนี้, มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง, มันเป็นเกมที่ต่างออกไปเลย"
"ครั้งนี้คุณรู้สึกถึงฝูงชน, สนามดูแคบลงมา, ผู้ชมอยู่ด้านบน, เมื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน, ในช่วง 2-3 วินาทีแรก คุณรู้สึกแบบว่า 'เดี๋ยวนะ, มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย'"
"แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น, นี่คือสิ่งที่คุณต้องเจอ, คุณเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ไม่มีที่ว่างสำหรับความตื่นตระหนกหรือความกลัว, แค่พยายามทำสิ่งที่คุณทำได้อย่างดีที่สุดและเล่นฟุตบอล"

"หลังผ่านไปสองนาที, ผมออกสตาร์ทได้เพอร์เฟ็คต์เลย, ผมแอสซิสต์ให้ คาร์ลอส (เตเวซ), เขาจบสกอร์ให้เรานำ 1-0, เมื่อคุณออกสตาร์ทได้อย่างนัเน คุณเริ่มคิดว่า 'เราคงมีวันที่ดีแน่วันนี้'"
"ท้ายที่สุด, มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ, วันนั้น, จากความผิดพลาด 2-3 หนทำให้เราพ่ายแพ้ในเกม, อีกเกมในฤดูกาลนั้น, เราเจอกับพวกเขาอีกครั้ง และพ่ายแพ้ 1-4 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด"
"มันเป็นอะไรที่เลวร้ายโคตรๆ"
"เมื่อคุณแพ้, ไม่ใช่แค่กับ ลิเวอร์พูล, กับใครก็ตามแต่ และเสีย 4 ประตูที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด, คุณต้องสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น, เฟร์นานโด ตอร์เรส ร้อนแรงเหลือเกินสำหรับ ลิเวอร์พูล ในตอนนั้น, เขามีความเข้าใจกับ เจอร์ราร์ด มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมสำหรับพวกเขา, แต่มันเป็นวันที่แย่สำหรับพวกเขา, เป็นผลการแข่งขันที่ยากจะรับได้"
"แต่, เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง, เราคว้าชัยในสงครามเพราะเราก้าวไปเป็นแชมป์, หลังจากผลการแข่งขันนั้น, คุณกระตุ้นตัวเองขึ้นมาและเดินหน้าต่อ, มันเป็นยาเม็ดที่ยากจะกลืนลงคอ, แต่คุณได้ข้อสรุปจากพวกเขาและเราก็ตอบโต้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ลีก, กับการจบฤดูกาลแรกของผม, มันกลายเป็น 18-18"

"โดยส่วนตัวแล้วสำหรับผม, นี่คือสิ่งที่ผมได้ทำงานมาตลอดชีวิต, ผมเดินมาตามทางของตัวเองและอยู่ในจุดพีคที่ยูไนเต็ด, มาจากประเทศเล็กๆ ไต่ขึ้นมาจนถึงที่ยูไนเต็ด, ถึงจุดพีคและกลายมาเป็นแชมป์, คุณรู้และไม่มีใครพรากมันจากผมไปได้, ผมได้รับเกียรติเล่นกับยูไนเต็ดและจบฤดูกาลแรกด้วยการเป็นแชมป์, ผมกระโดดไปรอบบ้านพร้อมกับเหรียญแชมป์อย่างกับเด็กน้อย, โชว์มันให้กับทุกคนได้เห็น"
"ฤดูกาลที่สองของผมไม่ได้จบอย่างแฮปปี้และเราเสียแชมป์ให้กับ เชลซี, เรายังแพ้ที่แอนฟิลด์อีกครั้ง, สำหรับผมมันเป็นการเจอกับ ลิเวอร์พูล 3 ครั้ง, แพ้ทั้ง 3 หนนับตั้งแต่เป็นนักเตะยูไนเต็ด"
"เริ่มต้นฤดูกาล 2010/11, พวกเขามาเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด, ผมรู้ว่ามันจะเป็นวันที่ดี, ตลอดทั้งฤดูกาล, ผมมีความรู้สึกที่ดีตลอด"
"จากมุมมองของกองหน้า, เมื่อคุณออกสตาร์ทเกม, คุณสัมผัสบอลครั้งแรก, และถ้ามันเป็นการสัมผัสที่ดี, จากนั้นคุณจะรู้สึกมั่นใจ, ถ้ามันแย่, มันจะเป็นวันที่ทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด, ดังนั้นคุณต้องทำให้มันดี, พยายามสัมผัสบอลหลายๆครั้งให้เกิดความคุ้นเคยกับลูกบอลและเข้าสู่เกม"
"ถ้าคุณทำประตูได้, แม้ว่ามันจะเป็นการสัมผัสบอลที่แย่ก่อนได้ประตู, คุณจะได้ความมั่นใจกลับมา, คุณรู้สึกว่าสามารถทำได้ทุกอย่าง, อะไรก็ได้, มันคือสันของผม, ตอนที่ผมทำประตูได้, ผมมีความรู้สึกนั้น"
        
"ผมสามารถยิงจากตรงไหนก็ได้และผมจะส่งบอลสู่ก้นตาข่าย, มีบางอย่างเกิดขี้นที่นี่, มันเป็นวันที่พิเศษมาก"
"บางทีนี่อาจจะเป็นวันที่ผู้คนได้เห็นความสวยงามของฟุตบอล, จะได้เห็นว่าผมเข้าใจฟุตบอลได้อย่างไร, มันเป็นเบสิคกับสิ่งที่เกิดขึ้น"
"ตลอดทั้งเกม, ผมรู้สึกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม, ผมรู้สึกมีความมั่นคงเช่นกันว่าเราจะชนะในเกม"
"กับประตูแรก, พูดตามตรง, มันเป็นอะไรที่เรียบง่าย, ผมพูดหลังครั้งว่ากองหน้าไม่ชอบการโดนประกบ, ใครประกบผมล่ะ? ตอร์เรส, เราทั้งคู่เป็นกองหน้า, ผมเกลียดมากที่ต้องลงไปช่วยเล่นเกมรับจากลูกเตะมุม, โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมต้องเจอกับกองหลังตัวใหญ่ที่พร้อมกระโดดเล่นบอลและเล่นงานคุณ"
"ผมโชคดีที่ ตอร์เรส เหมือนกับผมและผมรู้ว่าเขาไม่ชอบลงมาช่วยเล่นเกมรับจากลูกเตะมุมหรือลูกตั้งเตะ, เขายินตำแหน่งผิดพลาด, ดังนั้นมันง่ายที่ผมจะทำประตู, จริงๆแล้วผมไม่ต้องทำอะไรเลยถ้าคุณมองข้างหลัง, กิ๊กซี่วางบอลมาที่ตำแหน่งของผม, ผมแค่ยืนเฉยๆแล้วบอลก็ลอยมาใส่หัว, งานของผมก็แค่ส่งให้มันเข้ามุมประตูบ, แค่นั้นเอง, 1-0"
"เปเป้ เรน่า คือยอดผู้รักษาประตู, ยังแข็งแกร่งในวันนี้, และในฐานะกองหน้า, มันมีความหมายมากในการส่งผลผ่านยอดผู้รักษาประตู, กับการทำประตูได้ในการเจอกับนายทวารอย่าง ฟาน เดอร์ ซาร์, บุฟฟ่อน, นอยเออร์, นักเตะเหล่านี้, มันทำให้คุณภูมิใจ"

"กับประตูที่สองผู้คนถามผมอย่างมาก, โดยทั่วไปแล้วมันเป็นสถานการณ์ชั่วขณะที่คุณจะพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตอบสนองอะไรสักอย่าง และวิธีที่ผมทำในเสี้ยววินาทีแสดงให้โลกเห็นวาฟุตบอลเป็นยังไง"
"ตอนที่ นานี่ เปิดบอลเข้ามา, เวย์น รูนี่ย์ ยืนอยู่ข้างหน้าผมและผมเห็นเขาพุ่งเข้าหาบอล"
"วาซซ่า! วาซซ่า, ปล่อยบอลมา"
"พูดตามตรงผมไม่ได้คิดว่าเขาปล่อยให้มันผ่านมา, ดังนั้นผมจับบอลอย่างอย่างเซอร์ไพรส์, จากจุดนั้นในช่วงเวล 1-2 วินาที, คุณต้องคิดให้เร็ว, หากฟุตบอลของผมอิงกับการเล่นด้วยความน่าเบื่อ, ด้วยการเล่นนั้นผมคงจะหยุดบอลและคงมองหาคนอื่นมายิงประตู, เขาสามารถยิงได้ แต่, เพราะฟุตบอลของผมอยู่บนพื้นฐานของรูปแบบการเล่นที่ไม่ปกตินัก, พยายามเล่อย่างสวยงาม, ทำในสิ่งที่เด็กๆจะเอาไปพยายามทำที่บ้าน, นั่นคือเหตุผลที่ผมคิดถึงร่างกายและการเคลื่อนไหวของผม, เมื่อผมอยู่ในตำแหน่งนั้น และบางทีนี่อาจจะฟังดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ - มันช่วยคุณได้เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เพราะถ้าคุณไม่มีความเข้าใจ ร่างกายจะมีปฎิกริยาตอบโต้"
"ร่างกายของคุณเคลื่อนไหวเพราะมันอยู่ในจุดนั้น, เพราะคุณเคยขี้จักรยาน, เพราะคุณเคยตวัดบอลแบบนี้มาก่อน, นั่นคือเหตุผลที่มันเป็นไปได้สำหรับผมในการอยู่มันด้วยต้นขาและจากนั้นก็ท่าจักรยาน"
"นี่นคือสิ่งที่ผมเห็นในฟุตบอล, ผมมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้"

"แน่นอนเมื่อผลคือมันเข้าประตู, 10 คะแนนเต็ม, บางทีถ้าผมทำมันอีกครั้งในครั้งต่อไป, มันอาจจะขึ้นไปบนสแตนด์, แต่ในตอนนั้น, ทุกอย่างมันลงตัว, การคอนโทรลบอล, ท่าจักรยาน, จากนั้นบอลเช็ดคานเข้าประตูมันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก"
"ผมคิดว่านั่นคือคำตอบ, ผมเพิ่งเห็นฟุตบอลแบบนั้น, นั่นไม่ใช่วิธีที่ธรรมดา, แต่มันต้องการผลการแข่งขันในท้ายที่สุด, ไม่งั้นมันก็เป็นแค่ลูกสวยๆลูกนึงเท่านั้น, คุณสามารถทำได้อีกครั้งที่สกอร์ 5-0, 6-0 แต่ถ้าไม่, คุณก็ไม่เห็นประเด็นของมัน"
"ดังนั้นทุกอย่างไปได้สวย, ทันใดนั้น ลิเวอร์พูล ก็ทำได้ 2 ประตูจากสองลูกตั้งเตะจากไม่มีอะไรและทำให้สกอร์เท่ากันที่ 2-2, ไม่กี่วินาที เพราะคุณเป็นมนุษย์, คุณสงสัยว่าเรามีปัญหา, แต่จากนั้นคุณสะบัดความคิดเหล่านั้นออกไปอย่างเร็วที่สุดและโฟกัสกับการทำประตูต่อไป, เมื่อคุณเขี่ยบอลจากวงกลมกลางสนามอีกครั้ง, ความคิดในเชิงลบก็จบลงไป"
"คุณมีสมาธิกับการทำประตูถัดไป"
"เมื่อคุณเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด, แน่นอนคุณมีความกดดัน, เรามักยิงประตูในช่วงท้ายเกมได้อยู่เสมอ, มันอยู่ในอากาศ, คุณเห็นบางอย่างเข้ามา, คุณได้กลิ่นบางอย่าง, และผมก็มั่นใจมากในวันนั้น, ผมมั่นใจถ้าผมได้โอกาสอีกครั้ง, มันจะเป็นประตู"
        
"เมื่อ เชียซี่ย์ (จอห์น โอเช) เปิดบอลเข้าเขตโทษ, ในฐานะกองหน้าคุณต้องมองและเคลื่อนไหวหาพื้นที่ว่างในกรอบเขตโทษ, แม้ว่าจะมีผู้เล่นมากมายในกรอบเขตโทษ, ถ้าคุณรู้ว่าต้องอยู่ตรงไหน, วางตำแหน่งของตัวเอง, บางครั้งบอลมันจะลอยมาหาคุณ, นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น"
"ตอนยังหนุ่ม, หลายคนบอกว่าเวลา 1 วินาทีในฟุตบอลสามารถเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ, ถ้านายกระโดดขึ้น 1 วินาทีก่อนหน้าคนอื่น, ทุกอย่างจบ, นายชนะ, เชียซี่ย์ เปิดบอลเข้ามา, ผมกระโดดขึ้นก่อน คาร์ราเกอร์ 1 วินาที, มันเป็นอะไรที่ง่ายสำหรับผมที่จะถึงบอล, โหม่ง, ส่งมันเข้าประตู"
"เกมโอเวอร์, เราชนะ"
"หลังจากนั้น, ทุกอย่างเบลอไปหมด, คุณแทบจะกลายเป็นตาบอด, คุณไม่เห็นอะไรนอกจากสี, ผมบอกคุณได้เลย, มันเป็นความรู้สึกที่โคตรเหลือเชื่อจริงๆ"
"1-2 วันหลังจากนั้น, ผมได้รู้ว่ามันเป็นแฮตทริคแรกสำหรับยูไนเต็ดในการเจอกับ ลิเวอร์พูล ในรอบ 65 ปี, ผมไม่รู้มาก่อน, มันทำให้ผมยิ้มออกเพราะมันทำให้ยิ่งทวีความพิเศษ"
"แฮตทริค, ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด, เจอกับ ลิเวอร์พูล, คว้าชัยชนะ"
"เพอร์เฟ็คต์"


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด