:::     :::

คุยกับ สุธี สุขสมกิจ : อยากยิ่งใหญ่ต้องกล้าออกเดินก้าวแรก

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2563 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
2,293
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
หากกล่าวถึง "พี่เบิร์ท" สุธี สุขสมกิจ ภาพจำของหลายๆ คนคงนึกการจับคู่กับ บำรุง บุญพรหม ล่าตาข่ายให้ทีมชาติไทย เข้าไปร่วมศึกฟุตบอลโลก ยู-17 รอบสุดท้าย ที่ประเทศอียิปต์ เมื่อปี 1997 รวมถึงบทบาทตัวรุกริมเส้นฝั่งซ้ายที่มีจุดเด่นทั้งความเร็ว, ความเฉียบคม และลูกฟรีคิกที่หวังผลได้ แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบได้ไปค้าแข้งที่อังกฤษกับสโมสร เชลซี รวมถึงที่ เคลีก เกาหลีใต้ กับทีม ปูซาน ไอคอน มาแล้ว วันนี้ผมขอนำบทสนทนาบางส่วนที่ได้คุยกับ "พี่เบิร์ท" แบบเจาะลึกมาให้ได้ติดตามกันในบทความนี้

แมน : สวัสดีครับพี่เบิร์ท

สุธี : สวัสดีครับๆ 

แมน : เห็นว่าวันนี้พี่เบิร์ทงานยุ่งเลย มีประชุมยาวทั้งวัน เพราะตอนนี้พี่เบิร์ทเป็น ผอ.อคาเดมี่ ปตท.ระยอง อยู่ด้วย

สุธี : ใช่ครับ ตั้งแต่เช้าเลย คือช่วงนี้เด็กจะเริ่มเข้าแคมป์กันในวันที่ 20 มิ.ย. ครับ เราจะมีการปฐมนิเทศ คือปีการศึกษาใหม่ที่เราคัดเข้ามาใหม่รวมกับพี่ๆ ที่อยู่ก่อน รวมๆ ก็ประมาณเกือบ 90 คน ที่พีทีที อคาเดมี่ แม้ทีมใหญ่ยุบไป แต่ว่าผู้ใหญ่ยังเล็งเห็นถึงเยาวชน และพยายามจะผลักดันเยาวชนต่อ น้องๆ กลุ่มของเราเค้าไม่มีทีมใหญ่ก็จริงอยู่ แต่โชคดีที่ว่าเขาสามารถไปได้ในทุกๆ สโมสรครับตรงนี้ ขอแค่ว่าฝีเท้าของเขาอยู่ในระดับไหนเท่านั้นเอง T1,T2,T3 หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัย หรือถ้าเขาเก่งมาก เราก็มีออพชั่นให้เขาไปสู่เล่นลีกอาชีพเมืองนอก นอกเหนือจากนั้นก็ควบคู่ไปกับเยาวชนทีมชาติครับ


แมน : อันนี้ก็คือมีการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะของอคาเดมี่ ปตท. ระยอง ทั้งหมดเลยใช่มั้ยครับ ก็ถือว่าเน้นปั้น

สุธี : ใช่ครับ ในวันที่ 20 มิ.ย. นี้ครับ ก็ทำตามแบบแผนครับคือใบฟีฟ่าเลยครับ เพราะโค้ชทุกคนก็จบระดับของเอเอฟซีหมดครับ เอ ไลเซ่น กันหลายคน บี กันหลายคนครับ เรื่องการฝึกซ้อมก็ค่อนข้างเข้มข้น เพราะผมเน้นเรื่องการฝึกซ้อมมาก่อน ฝึกซ้อมระเบียบวินัยมาก่อนเลย ไม่งั้นสู้เขาไม่ได้ครับบอกตรงๆ 

แมน : มีส่งทีมแข่งตามทัวร์นาเม้นต์ต่างๆ ด้วยมั้ยครับ

สุธี : มีแข่งทั้งหมดแหละครับ ทั้งรายการยูธลีก ทั้งรายการใหญ่ๆ แต่ด้วยที่ว่าปีนี้ปัญหาโควิดระบาดอย่างหนักมาก ก็ทำให้หลายๆ สโมสรกระทบ แล้วก็ไทยลีกกระทบ ยูธลีกก็กระทบ คือตอนนี้กระทบไปหมดทุกภาคส่วน ทั้งประเทศชาติด้วย ก็ต้องประคับประคองกันไปครับ

แมน : มีคนถามมาว่าพี่เบิร์ทยังคุมทีมเด็กของเชียงรายอยู่ด้วยมั้ยครับ ผมตอบแทนเลยแล้วกันว่าไม่แล้วนะครับ พี่เบิร์ท มาทำอคาเดมี่ของปตท.กี่ปีแล้วนะครับ


สุธี : ปีนี้เข้าปีที่ 2 แล้วครับ ผมอยู่กับเชียงรายตอนที่ได้ 3 แชมป์ครับ ผู้ช่วยกาม่าครับ แล้วพอผมออกมาเขาได้แชมป์ไทยลีกเลย 555

แมน : ตอนนั้นบอลถ้วยนี่ต้องบอกเชียงรายเลยนะครับ บอลถ้วยนี่เชียงรายเจ๋งมาก

สุธี : ต้องชื่นชมโค้ชกาม่าเขาแน่นอนจริงๆ ผมไปอยู่ที่นั่นมาได้ความรู้จากเขามาเยอะ ดีมากตรงนี้ครับ

แมน : คือประเด็นวันเนี้ยผมมาคุยกับพี่เบิร์ท เพราะที่มาที่ไป ผมไปอ่านบทความของต่างประเทศที่เขาคุยกับ สตีฟ ดาร์บี้ (อดีตกุนซือทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ชาวอังกฤษ) ไม่แน่ใจว่าประเทศไหน สื่อไหนสักอย่าง แล้ว สตีฟ เขากล่าวเมนชั่นมาถึงพี่เบิร์ท ว่าเป็นนักเตะที่เขาชื่นชอบที่สุดในเมืองไทย คือเขาชอบหลายคนทั้งพี่แบน ธชตวัน (ศรีปาน), พี่ซิโก้ เกียรติศักดิ์ (เสนาเมือง), พี่จุ่น อนุรักษ์ (ศรีเกิด), พี่ง้วน สุรชัย (จตุรภัทรพงษ์) แต่เขาบอกว่าเบอร์หนึ่งในใจเขาคือพี่เบิร์ท ผมเลยอยากถามพี่เบิร์ทว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการเล่นอาชีพหรือว่าร่วมงานกับ สตีฟ ดาร์บี้ เขาถึงชื่นชมพี่เบิร์ทเป็นเบอร์หนึ่งครับ


สุธี : คือปี 2001 ผมไปเล่นให้กับ ตันจง ปาการ์ ตอนนั้นก่อนที่จะไปก็ไปเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่ครับ ตอนนั้นไปโชว์ฟอร์มที่เอเชี่ยน คัพ ที่เลบานอน ปี 2000 หลังจากนั้นก็ได้ไปค้าแข้งที่สิงคโปร์ครับ ไปนี่คือผมมีความตั้งใจสูงมากเลย คือเราต้องรู้จักโตและเราก็ไปเล่นที่นั่นแล้วก็ฝึกซ้อมหนักมาก อาศัยความเป็นฟุตบอลอาชีพให้ตัวเองมีความเป็นมืออาชีพมากๆ ก็ไปเล่นให้ ตันจง ปาการ์ 2 ปีครับ แล้ว สตีฟ ดาร์บี้ รู้สึกว่าจะมาสิงคโปร์ปี 2003 ครับ เขาอยู่ที่ลิเวอร์พูล เกิดที่ลิเวอร์พูล พอจบโปรแล้วก็มาคุมทีม แต่ก่อนหน้านี้ผมทราบว่าเขาคุมทีมชาติฟุตบอลหญิงของเวียดนามมา น่าจะอิ่มตัวจากที่เวียดนามมา แล้วก็มาคุมทีมลีกสิงคโปร์ช่วงปี 2002-2003 ปีนั้นผมเล่นให้ ตันจง แล้วเขาก็ทาบทามให้ผมมาเล่นกับเขา (โฮม ยูไนเต็ด)

แมน : อ๋อแสดงว่า ก่อนที่ สตีฟ ดาร์บี้ จะมาทำงานที่เมืองไทย เขาไปอยู่เวียดนามกับ สิงคโปร์ มาก่อนนะครับ

สุธี : ใช่ครับๆ คือเขาบอกว่าอยากได้ตัวจิ๊กซอว์น่ะครับ ตอนไปร่วมงานกับเขาผมเล่นศูนย์หน้านะครับ แล้วทีนี้ทีมมันไม่ลงตัว เกมสองเกมมันไม่ชนะ เขาเลยแนะนำให้ผมลองไปเล่นด้านข้างได้มั้ย ผมก็ไปเล่นปีกครับ เล่นวิงเหมือน อุ้ม ธีราทร น่ะ เราเล่น 3-4-3 เล่นเหมือนเชลซีน่ะครับ ไปเล่นวิงด้านข้างก็เปิดบอลได้ตลอด ทีมก็ชนะตลอด จากนั้นเรานำแล้วก็นำยาวจนเป็นแชมป์ ปีนั้นเราเป็นดับเบิ้ลแชมป์เลยครับ เขาก็ชื่นชอบเราครับ

แมน : คือภาพจำของแฟนบอลไทยเนี่ย หลังๆ เขาจะจำภาพพี่เบิร์ทเป็นกองหน้าริมเส้นฝั่งซ้ายมากกว่าเป็นกองหน้าตัวเป้า แต่ถ้าย้อนไปสมัยเล่นฟุตบอลเยาวชนโลกที่พี่เล่นกับพี่บุ๊ค บำรุง บุญพรหม ตอนนั้นคือคู่หูที่ยิงกันระเบิดมาก


สุธี : ตอนนั้นผมเล่นศูนย์หน้าครับ ตอนที่ผมเล่นเยาวชนน่ะ ผมยังไม่มีความเป็นเพชฌฆาต ยังออกแนวคนไทยใจดี หลุดไปก็ไม่ยอมยิงเป็นพ่อพระจ่ายให้เค้า แต่พอเราไปเสพเมืองนอกเนี่ยพอไปเล่นอาชีพปุ๊บเนี่ย คือฟุตบอลเมืองนอกเนี่ยถ้าคุณมีโอกาสคุณต้องยิง คุณต้องไม่ส่งครับ นักเตะเมืองนอกเขาจะเน้นเรื่องนี้เป็นหลักครับ เมื่อมีโอกาสคุณต้องยิงเพราะถ้าคุณยิงคุณจะมีโอกาสชนะหรือเป็นประตูมันจะมีเยอะ แต่ถ้าคุณส่งให้เพื่อน ไม่รู้ว่าเพื่อนจะยิงได้เลยหรือเปล่า แต่ถ้าคุณมีโอกาสคุณต้องยิงก่อน ตรงนี้คือบทเปรยของโค้ชอาชีพเขานะครับ มันก็เริ่มมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นครับ หลังจากนั้นเนี่ยโอเคผมมีสปีดจริงแต่ว่ารูปร่างเล็กครับ เพราะว่าเราต้องไปสู้กับกองหลังต่างชาติ ยุโรปหรือแม้กระทั่งเอเชีย ฉะนั้นผมก็ต้องถูกโยกไปเล่นทางด้านซ้ายโดยอาศัยสปีด อาศัยการเปิดบอล อาศัยการลากเลื้อย มันก็ตอบโจทย์ของเขา แล้วทุกเกมที่มันตื้อๆ เราก็พยายามทำผลงานให้ทีมให้ตัวเองออกมาให้ดีเขาก็เลยประทับใจ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากที่ตัวผมมีความตั้งใจมั้งครับ เขาเลยประทับใจในความตั้งใจตรงนั้นของผมครับ

แมน : ผมอยากถามถึงเรื่องตอนที่พี่ไปซ้อมกับเชลซี อยากให้เล่าให้ฟังว่าไปได้ยังไง แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีการจะเซ็นสัญญากันจริงมั้ยครับ

สุธี : จริงๆ แล้วตอนที่ผมเล่นอยู่ที่สิงคโปร์กับ โฮม ยูไนเต็ด หน้าอกตราของ โฮม ยูไนเต็ด คือสายการบิน ฟลาย เอมิเรตส์ เขาเป็นพาร์ทเนอร์และทุกๆ ปีจะมีการส่งนักเตะไปฝึกซ้อมกับทีมสำรองของเชลซี อันนี้คือเรื่องจริงนะครับ ตอนนั้นผมโชว์ฟอร์มค่อนข้างที่จะโอเคมากๆ พี่ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงษ์) ก็ทราบด้วย เพราะพี่ง้วนก็เล่นอยู่ที่โฮมในตอนนั้นด้วยครับ สตีฟ ดาร์บี้ เลือกไป 2 คนคือเลือก อินดรา ซาห์ดาน ซูเปอร์สตาร์สิงคโปร์ที่ดังมากๆ เพราะตอนนั้นเขาเพิ่งยิง แมนฯยูฯ ด้วย ก็ค่อนข้างดังมากๆ ในช่วงนั้นครับ และอีกคน สตีฟ ก็เลือกผมไปด้วยความที่น่าจะเป็นเรื่องของระเบียบวินัยเรื่องการฝึกซ้อม การเล่นเป็นทีมอะไรอย่างนี้มากกว่า แล้วเขาเห็นว่าผมเนี่ยน่าจะมีอะไรที่น่าจะไปต่อยอดได้อันนี้ผมก็ไม่ทราบ ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสได้ไปนะ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่จะไป เพราะว่ามันมีนักเตะในโฮม เยาวชนหลายๆ คนที่เขาน่าจะมีโอกาส คือแทนที่จะเลือกคนสิงคโปร์ไป แต่เขากลับเลือกผมไป ผมก็เลยค่อนข้างที่จะเซอร์ไพรส์นิดนึง


แมน : อ๋อ คือเอเมิเรตส์เนี่ย เขาสนับสนุนทางสิงคโปร์ ทางทีมโฮม แต่ สตีฟ ดาร์บี้ ดันมาเลือกพี่ซึ่งเป็นคนไทยไป แล้วทางสิงคโปร์เขาไม่เคืองแย่หรอครับ

สุธี : คือเขาบอกว่า คุณน่ะ น่าที่จะไปนะ เพราะมันอาจจะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์ได้ ผมไม่รู้นะ เหมือนกับว่าเขาอยากจะส่งคนที่อาจจะมี Potential หรืออาจจะมีอะไรไป ตรงนี้ล่ะมั้งครับ ผมไม่แน่ใจ ก็โชคดีครับที่ได้ไป ตอนที่ไปก็ฟรีครับ นั่งเฟิร์สคลาสของเอมิเรตส์ไปกับ อินดรา ซาห์ดาน ไปลงสนามบินฮีทโธรว์ รับจากสนามบินไปที่เชลซี วิลเลจ ไปพักผ่อนที่นั่นครับ อยู่แบบค่อนข้างสบายเลย

แมน : อย่างหรูเลยพี่

สุธี : ใช่ อู้หู! เชลซี วิลเลจ นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย โรงแรมที่ใกล้ๆ กับพระราชวังบักกิงแฮม คืนละ 300-400 ปอนด์ อย่างนั้นน่ะครับ 

แมน : ตอนนั้นเป็นช่วงที่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์ เชลซี แล้ว เชลซี กลายเป็นทีมมหาเศรษฐีแล้วนะครับ

สุธี : ใช่ครับ ผมก็ไปพักอยู่ที่นั่น 1 วัน ไปถึงก็ประมาณช่วงสายๆ แล้ว จากนั้นเขาก็พาไปที่คลับ เฮาส์ ไปที่สโมสรเลย จะมีรถแมนมารับ ผมก็ไปกับเด็กเชลซีที่ซ้อมอยู่นะครับ หนึ่งในนั้นมี จอห์น โอบี มิเกล ด้วย ตอนนั้นโอ้โห มิเกล ยังเด็ก ยังแค่ 16 ปีอยู่เลย ตอนนั้นเขามากับเพื่อนอีก 3 คน เพื่อนเขาเล่นไม่ได้ก็กลับไป แต่เขาได้ มิเกลแข็งแรงมาก เทคนิคดี แล้วเราก็อยู่ในโรงแรมนั้นเป็นเดือนๆ อยู่ในแก๊งมิเกลอยู่ในกลุ่มนั้นน่ะครับ ในนั้นก็จะมีนักเตะโมร็อคโคยังเด็กอยู่เลย (Mbark Boussoufa) แล้วก็ผู้รักษาประตูจากเบลเยียม (Yves Ma-Kalambay) สูง 190 กว่าตัวใหญ่มาก ในวันแรกก็ได้ไปเห็นนักเตะเชลซีเขาซ้อม พอวันที่สองไปรับชุดรับเสื้อ เราก็เริ่มฝึกซ้อมกันแล้วครับ ฝึกซ้อมไปได้ประมาณสักหนึ่งอาทิตย์ก็จะเริ่มมีการลงเกมกันแล้ว เราซ้อมกันเริ่มประมาณ 10 โมง จนถึงประมาณเที่ยงครับ


แมน : นักเตะเชลซีในชุดนั้น ยุคปี 2003-2004 ไล่ชื่อไปนี่มีแบบ โคล้ด มาเกเลเล่, เฮอร์นัน เครสโป, ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นสัน, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, มาร์กเซล เดอไซญี่, วิลเลี่ยม กัลลาส, เอ็มมานูเอล เปอตี, จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์, เจสเปอร์ กรุนชาร์, อเล็กเซ สเมอร์ติน, โจ โคล, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, เอเดรียน มูตู, มาริโอ สตานิช, เกล็น จอห์นสัน, จอห์น เทอร์รี่, เดเมียน ดัฟฟ์ อีกหลายคนเลย

สุธี : ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกทั้งนั้นเลยครับ เขาบอกว่าผมเล่นเหมือน เดเมี่ยน ดัฟฟ์ 555 เพราะว่าทีมสำรองผมใส่เบอร์ 11 ลงอุ่นเครื่องครับ เบอร์เดียวกับ ดัฟฟ์ เขาเรียกผมว่า ดัฟฟ้า 

แมน : ในทีมสำรองที่พี่เล่นนี่มี คาร์ลตัน โคล ด้วยนะครับ วินส์ตัน โบกาเด้, เจอร์เก้น มาโช ไล่ดูชื่อแล้วนี่คือแค่ทีมสำรองก็โหดใช้ได้เลย แล้วคือไปซ้อมเดือนนึงเป็นยังไงบ้างพี่ ลงทีมกับใครบ้างนะครับ

สุธี : ลงทีมกับทีมดิวิชั่นหนึ่งของลีกอังกฤษ ผมจำชื่อไม่ได้แล้วครับ มันนานมากแล้ว รู้สึกว่าวันนั้นจะเสมอกัน 1-1 มิเกลก็เล่นด้วยนะ วันนั้นผมเล่นค่อนข้างโอเค มีโอกาส 2 ครั้งแต่ยิงไม่ได้

แมน : นอกจากมิเกล แล้วมีใครอีกมั้ยพี่ที่ดังๆ ที่พี่ได้ร่วมลงเล่นในวันนั้น

สุธี : ช่วงนั้นรู้สึกว่าทีมชุดใหญ่เขาไปแข่ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กสำรองหมดเลยที่เล่น แล้วเขาตัดบางคนไปร่วมกับทีมที่เตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็จะเหลืออยู่แค่บางคนเท่านั้น เพราะพอกลับมาจากกลางสัปดาห์เขาต้องเตะฟุตบอลลีกในช่วงสุดสัปดาห์ด้วยครับ (เคลาดิโอ) รานิเอรี่ เขาเลยต้องแบ่งทีมเอาไว้เพื่อ 2 นัดนี้ครับ แล้วพอกลับมาเตะพรีเมียร์ลีกก็ได้เรื่องเลย วันนั้นแพ้ โบลตัน คาบ้านเลย ผมนั่งดูอยู่ด้วยในห้องวีไอพี เครียดกันมากเลยครับตอนนั้น

แมน : คือเชลซีช่วงนั้นไม่ควรแพ้โบลตันนะครับ

สุธี : ใช่ คือแมตช์นั้นแพ้โบลตัน ตอนนั้นคือ เครสโป เขาไปเล่น ชปล. พอกลับมาในลีกเขาไม่ได้ลง 11 ตัวจริงด้วยสภาพร่างกายของเขา แล้วได้ลงครึ่งหลังโชว์ผลงานดีแต่ยิงไม่ได้ ประตูโบลตัน (ยุสซี่ ยาสเคไลเน่น) เซฟน่าดูเลย โบลตันชนะ 2-1 วันนั้นแฟนบอลเชลซีโห่กันน่าดูเลย ช่วงนั้นก็ได้ไปดูอยู่หลายเกมเลยครับ แล้วก็ฝึกซ้อมมีการเทสต์สปีด ซ้อมหลายอย่าง ชุดใหญ่เขาจะซ้อมที่สนามใหญ่ คือไม่ใช่สนามแข่งที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ นะครับ สแตมฟอร์ด บริดจ์เขาจะมาซ้อมวันก่อนแข่ง 1 วัน ที่เชลซีสนามซ้อมค่อนข้างกว้างมาก ถ้าวิ่งรอบนึงนี่คือสนามฟุตบอล 7-8 สนามต่อกันอะครับ ใหญ่มากเลย มันเป็นทุ่งสีเขียวสวยมากเลยแล้วก็อากาศหนาวมาก ชุดใหญ่กับทีมสำรองก็จะซ้อมสนามข้างๆ กันครับติดกันเลย ผมจำได้ มิเกล ได้เข้าไปซ้อมกับชุดใหญ่ ผมอยู่เดือนนึง มิเกล ได้ไปซ้อมชุดใหญ่ 4 ครั้ง ไปๆ กลับๆ ชุดใหญ่กับทีมสำรอง


แมน : พี่เบิร์ทซ้อมที่สนาม ค็อปแฮม หรือเปล่าครับ

สุธี : ใช่ครับที่ค็อปแฮม ครับ สนามซ้อมเชลซี แล้วซ้อมเสร็จก็ต้องนั่งรถกลับมาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปพักที่เชลซี วิลเลจ ครับ

แมน : แล้วอินดรา ซาห์ดาน เขาอยู่กับพี่ตลอด 1 เดือนมั้ยครับ

สุธี : อยู่ด้วยกันตลอดครับ เราจะนอนห้องละ 2 คน แต่ว่าฟลอร์นั้นที่เราพักจะเป็นนักเตะทีมสำรองของเชลซีเกือบทั้งหมดเลยที่อยู่ด้วยกันครับ ช่วงที่ผมอยู่แต่ละสัปดาห์ก็จะมีนักเตะที่เอเจนต์ส่งมาทดสอบทีละ 4-5 คน ผมซ้อมนี่เจอกันแบบไม่ซ้ำหน้าเลยครับ แล้วพอเราซ้อมเสร็จช่วง 11 โมงเราจะได้อาบน้ำ เราได้อาบน้ำห้องเดียวกับ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ พี่ จิมมี่ นี่แก้ผ้าหมดเลยอย่างเนี้ย เห็นกันหมดเลย เห็นกันสนุกสนานเลยครับ 555 มาร์กเซล เดอไซญี่ หรือ โคล้ด มาเกเลเล่ นี่คออย่างหนามากครับ เราได้อาบน้ำด้วยกันหมด เฮฮากัน โดนอำโดนแกล้ง สนุกกันมากครับ

แมน : ตอนนั้นพี่เบิร์ท ภาษาอังกฤษดีแล้วหรือยังครับ

สุธี : โอ้ย ตอนนั้นยังครับ คือสตีฟสอนมาดีมาก แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ เพราะเขาพูดกันในลำคอ อย่าง โจ โคล เนี่ยเขาชอบเข้ามาคุยตอนเช้าๆ เรียกผม เฮ้ แบงค็อก ไทยแลนด์! ผมให้อินดรา ช่วยแปลให้หน่อยว่าคุณเคยไปแบงค็อกมั้ย เขาก็บอกว่าไม่เคยไป คือตอนนั้นมีอยู่ปีที่เชลซีเขามาเตะฟุตบอลที่บ้านเรา ตอนนั้นเขาจะมี เดนนิส ไวส์ แต่ โจ โคล น่าจะยังอยู่ เวสต์แฮม ล่ะมั้งครับผมไม่แน่ใจ รู้สึกว่าปีนั้นที่ผมไปซ้อม โจ โคล เพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่ เชลซี เป็นปีแรก


แมน : ใช่ๆ ครับ โจ โคล น่าจะมาเชลซี ปี 2003

สุธี : ตอนนั้นที่ผมประทับใจมากคือ โต๊ะรับประทานอาหารผมได้นั่งทานข้าวร่วมกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด, จอห์น เทอร์รี่ ตอนนั้น เทอร์รี่ เพิ่งขึ้นมาเลย แต่เขาตัวใหญ่มาก คนที่ฮาสุดคือ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ เขาฮามาก ส่วนคนนึงที่ประทับใจไม่แพ้กันก็คือ เจสเปอร์ กรุนชาร์ วิ่งเร็วมาก เป็นนักเตะที่ตัวใหญ่แต่เร็วมาก เคลื่อนที่ได้เร็วมากครับ ตอนที่ผมไปอยู่มันมีเรื่องฮาเยอะแยะมากมายเลยครับ อย่างแบบโดน โจ โคล ที่เป็นรุ่นน้องใช้ให้ผมไปหยิบสตั๊ดมาให้ คือด้วยความซี้บางทีเขามาเล่นมุกตอนเช้า ว่าเฮ้ ยูคอฟฟี่มั้ย ผมก็ไปหยิบแก้วจากในมือเขามาเลย แต่ว่า เดเมี่ยน ดัฟฟ์ เขาจะค่อนข้างเงียบๆ หน่อย เขาไม่ค่อยพูด ตอนนั้นเขาย้ายมาค่าตัว 11 ล้านปอนด์เลยครับ

แมน : ในช่วง 1 เดือนนั้นมีโอกาสได้ลงทีมดวลกันเองกับชุดใหญ่บ้างมั้ยครับ

สุธี : ไม่เลยครับ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่แข่งขันติดๆ เลย เป็นช่วงแชมเปี้ยนส์ลีกที่เตะทุกอาทิตย์และกลางสัปดาห์ต้องเดินทาง ผมก็เลยไม่มีโอกาสได้ลงทีมกันเองเลย ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงเดือนมกรา-กุมภา ช่วงนั้นมันเป็นช่วง winter ลมแรงมาก บอกเลยว่าใครไปช่วงนั้น โอ้โห มันหนาวมากครับ คือไอที่หนาวน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอลมเนี่ยล่ะครับ ลมเนี่ยแหละมันทำให้เกมฟุตบอลมันยากมาก

แมน : มีฝนตกด้วยมั้ยพี่ เห็นว่าที่อังกฤษฝนมันตกได้ทุกฤดูเลย

สุธี : มีด้วยครับ มีฝน เวลาซ้อมตอนคุณวิ่งเร็วๆ ฝนตกใส่หน้าคุณนี่คุณนี่แบบแทบจะไม่อยากลืมตาเลยล่ะครับ แล้วเวลาซ้อมกันเนี่ย หลังจากบ่ายสองบ่ายสาม พอประมาณซัก 4 โมงมันมืดแล้วนะครับ 

แมน : อันนี้ขอถามถึงตอนที่เขาคุยกับพี่เรื่องจะเซ็นสัญญาเนี่ย มันเป็นช่วงระหว่าง 1 เดือนนั้น หรือหลังจากที่ผ่าน 1 เดือนไปแล้วครับ


สุธี : เหลืออาทิตย์สุดท้ายครับ ช่วงนั้นผู้ช่วยของ รานิเอรี่ คือ มิค แม็คกิฟเว่น แต่โค้ชจริงๆ ที่คุมทีมสำรองเป็นโค้ชอีกคนนึงนะครับ เขามาคุยกับผม เขาถามว่าคุณสนใจที่จะเล่นที่นี่ ที่อังกฤษมั้ย ผมน่ะไม่รู้เรื่องตอนนั้นภาษาอังกฤษเขาพูดในลำคอเร็วมากๆ ผมเลยถามอินดราว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรอ อินดราบอกว่าเขาอยากจะเซ็นคุณ แล้วก็เลยมีการพูดคุยกันครับ ผมรู้ก่อนกลับประมาณ 1 อาทิตย์ เขาก็ขอเบอร์โทรขอคอนแท็คเอาไว้ แต่ว่าผมบอกเขาว่ามันยากมากเลย ทีมไทยไม่เคยได้ไปเล่นฟุตบอลโลก แรงกิ้งก็ไม่ได้ ผมพอรู้มาว่าเวิร์คเพอร์มิตที่เนี่ยค่อนข้างโหดเลย มีนักเตะแม้กระทั่งบราซิลที่เก่งๆ หลายคนยังมาเล่นที่นี่ไม่ได้ ติดปัญหาใบเวิร์ค คุณต้องไปเล่นที่เบลเยียม, อิตาลี, ฝรั่งเศส หรือ สเปน ก่อนถึงจะมาเล่นที่อังกฤษได้

แมน : คือต้องไปเพื่อเอาพาสปอร์ตอียูก่อนนะครับ ผมพยายามจะเช็คดูว่าผู้ช่วยของ รานิเอรี่ ตอนนั้นมีใครอีก ใช่ กวิน วิลเลี่ยมส์ หรือเปล่าครับ

สุธี : อ้า ใช่ๆ มีกวิน วิลเลี่ยมส์ อีกคนน่าจะใช่ครับ 

แมน : เห็นที่ สตีฟ ดาร์บี้ บอกว่าพี่จะถูกส่งไปที่ เบรนท์ฟอร์ด ด้วย ตอนนั้น เชลซี อาจจะยังไม่ได้ใช้งาน

สุธี : ใช่ ตอนนั้นมีประมาณนั้น แต่เขาบอกผมว่าคุณสนใจมั้ยถ้าไม่ได้เล่นที่นี่คุณจะไปเล่นที่อื่นต่อ เหมือนเขาจะหาทีมให้ เหมือนอยากให้ไป คือผมว่าถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องใบเวิร์คผมว่าน่าจะมีอะไรที่แบบค่อนข้างเซอร์ไพรส์ครับ

แมน : ผมขอเสริมพี่เบิร์ทว่า จะตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ตาม เวิร์คเพอร์มิตที่อังกฤษนี่ยากสุดๆ เป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลย เพราะว่าเขามีกฎเยอะนะครับพี่ แรงกิ้งฟีฟ่า จำนวนการลงเล่นทีมชาติของเราด้วย

สุธี : ยากมากครับ ต่อให้คุณเก่งมาก เขาเรียกว่าคุณเก่งในเนชั่นไวด์แต่คุณไม่ได้เข้าฟุตบอลโลกอะไรก็แล้วแต่ ต่อให้คุณเก่งกว่าเมสซี่ผมว่าคุณก็หมดโอกาสนะ นอกจากว่าคุณเป็นเมืองขึ้นในสหราชอาณาจักรอย่างอินเดีย อย่าง ไบชุง บูเทีย ที่เขามาเล่น (บิวรี่) หรืออย่างประตูของ โอมาน ที่มาเล่นโบลตัน (อาลี อัล ฮับซี่) อย่างเนี้ยน่ะได้ หรือพวกนักเตะออสเตรเลีย เคยเป็นเมืองขึ้นอยู่แล้ว เขาไปเล่นได้ทันทีสบายอยู่แล้ว


แมน : อ๋อ อันนั้นคือประเทศภายใต้อาณานิคม เขาไปเล่นได้ทันที

สุธี : ใช่ครับ หนังสือเวิร์คในเครือสหราชอาณาจักรน่ะ ค่อนข้างหินมากเลย หรือแม้กระทั่งพี่ อัลเฟรด (เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์) ตอนนั้น สตีฟ บรูซ สนใจเขาอยากเอาไปเล่นที่มิดเดิ้ลสโบรช์ มากเลย แต่เขาทำไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดเยอะมาก

แมน : แล้วก็พี่ซิโก้ ที่ไปฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ 

สุธี : ใช่ครับที่ฮัดเดอร์สฟิลด์ 

แมน : คือผมเห็นนักเตะดังๆ อย่างที่พี่เบิร์ทบอก อย่างเช่น อันแดร์สัน ของ แมนฯยูฯ หรือ เดนิลสัน ของอาร์เซนอล ขนาดเป็นดาวรุ่งทีมชาติบราซิล แต่ตอนแรกเขาก็ขอเวิร์คเพอร์มิตไม่ผ่านนะครับ ต้องมายื่นอุทธรณ์แล้วได้ผ่าน โดยที่อุทธรณ์คือบอกว่านักเตะคนนี้คือวันเดอร์คิด คือนักเตะที่จะมายกระดับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก จะมาสร้างมิติใหม่ๆ ซึ่งถ้าเราไปบอกว่านักเตะจากไทยแลนด์จะมาเป็นมิติใหม่ของพรีเมียร์ลีกเขาคงไม่เชื่อนะครับพี่

สุธี : ใช่ มันก็ไม่น่าเชื่อนะ ผมก็ยังงงกับตัวเองเหมือนกันที่ได้มีโอกาสไปตรงนั้น คือก่อนหน้านี้ผมเคยไปอังกฤษมา 1 ครั้ง ได้ไปซ้อมกับ มิดเดิ้ลสโบรช์, นิวคาสเซิ่ล ตอนนั้นเราไปเข้าแคมป์กับทีมชาติไงครับ ได้ไปดูลิเวอร์พูล ปีที่ลิเวอร์พูลได้ 3 แชมป์ ตอนนั้นมี ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, ไมเคิ่ล โอเว่น ไงครับ แล้วหลังจากนั้นน่ะผมไปเอง พอไปเองมันเหมือนเราได้ไปซึมซับที่เชลซีแบบจริงๆ จังๆ เลย แล้วที่วิลเลจน่ะเปิดแต่เพลง "เชลซีๆ เชลซีๆ" จนเราซึมซับเขาเปิดทุกวันๆ น่ะครับ

แมน : พี่เบิร์ทนี่แฟนเชลซีหรือเปล่าครับ ร้องเพลงเชลซีได้แล้วเนี่ย

สุธี : 555 ผมไม่ใช่แฟนเชลซี ผมแฟนแมนฯยูฯ คือมันอยู่ทุกวันเป็นเดือนน่ะครับ มันสนุกมากเลยนะ

แมน : ตอนที่ไปซ้อมเขาให้พี่เบิร์ทลงเล่นตำแหน่งไหนครับ

สุธี : เชลซีตอนนั้นเล่น 4-4-2 ผมลงเล่นปีกซ้ายครับ คือที่ผมไปเล่นมันอาจจะตรงกับโค้ชที่เชลซีเค้าแบบ คืออังกฤษตอนนั้นเขาชอบเล่นสไตล์ 4-4-2 ผมเลี้ยง, ผมกระชาก, ผมผ่าน, ผมคล้องบอลได้อะไรอย่างเนี้ย เขาก็เลยอาจจะรู้สึกว่ามันคงจะมีอะไรบ้าง อะไรอย่างเงี้ย แต่เวลาเกมรับก็ต้องรับสุดจนจบเลยนะ

แมน : ได้โชว์ฟรีคิก เตะลูกนิ่งให้เค้าดูบ้างมั้ยครับ

สุธี : 555 ไม่ได้โชว์เลย เขามีเบอร์1-2-3 ถ้าเดินเข้าไปนี่อาจจะโดนผลักอกเลย ต้องถอยออก ที่นั่นเขามีเจ้าถิ่น มีขาใหญ่ สะเออะเดินเข้าไปนี่อาจโดนผลักหน้าเลย ไม่ได้ๆ 555

แมน : ในช่วงก่อนที่พี่จะไปเชลซีเนี่ย พี่เบิร์ทเคยเล่าให้ผมฟังว่าเกือบจะได้ไปเคลีกเกาหลีใต้อยู่แล้ว เรื่องเป็นยังไงนะครับ


สุธี : มันมีอยู่ปีนึงครับ ผมเล่นอยู่โฮม ยูไนเต็ด เนี่ยแหละ มีทีม ปูซาน ไอคอน ตอนนี้เปลี่ยนเป็น ปูซาน ไอปาร์ค เขามาพรีซีซั่น ตอนนั้นโค้ชเป็นคนสกอตแลนด์ (เอียน พอร์เตอร์ฟิลด์ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) แล้วก็มีการซ้อมการแข่งขันกัน เขาก็มีความสนใจในฝีมือ พอมีความสนใจกันขึ้นมา ทีนี้ผมก็ต้องหาเอเจนต์ล่ะ ผมหาเอเจนต์เป็นคนอังกฤษครับแล้วก็ได้ไปทดสอบฝีเท้ากับปูซาน ผมนั่งเครื่องบินไปลงโซล แล้วก็จากโซลไปลงกิมโป จากนั้นเสร็จก็นั่งรถไปเองเพื่อไปลงที่นั่นแล้วก็มีเอเจนต์ไปรับ แล้วก็ไปร่วมฝึกซ้อมที่ปูซาน ประมาณ 1 อาทิตย์ ฝันกำลังจะเป็นจริงแล้วครับ ปรากฎว่าโค้ชเขาโดนไล่ออกซะก่อน เรื่องนี้ผมก็ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะครับ

แมน : โค้ชคนเนี้ยอยู่มา 6 ปีนะครับ พี่เบิร์ทไปปั๊บโดนไล่ออกเลย 555 อันนี้ล้อเล่น แซวๆๆ

สุธี : ใช่ อันนี้สงสัยเดี๋ยวชาตินี้ผมต้องทำบุญเยอะๆ 555 ต้องบอกว่าพี่ตุ๊ก ปิยะพงษ์ เนี่ยเขาเป็นนักเตะในดวงใจผมเลย ทุกอย่างที่ผมเล่นเท้าซ้ายเนี่ยอะไรก็แล้วแต่ ยิงบอลกลับตัว, พักอกยิงบอล, ฮาล์ฟวอลเลย์, กลับตัว 360 ยิงบอล อะไรเงี้ยไอดอลผมเนี่ยเอามาจากพี่ตุ๊ก ปิยะพงษ์ บอกตรงๆ เลย ฝึกซ้อมมาอะไรต่างๆ เนี่ย ส่วนไอ้การร่วมเล่นเปิดบอลต่างๆ ผมไปได้มาจากการเล่นกับโค้ชที่สิงคโปร์ แต่ไอเรื่องฟินิชชิ่งอะไรต่างๆ ตอนที่ได้ดาวซัลโวไทยลีก 2 ปีติด โหผมนี่คิดถึงแต่พี่ตุ๊ก ปิยะพงษ์ มันจำติดตามาก ซ้อมยิงประตู ซ้อมยิงอัดกำแพง นึกถึงแต่พี่ตุ๊ก แล้วถ้าผมได้ไปเล่นเคลีกเป็นคนที่สองต่อจากพี่ตุ๊ก มันจะเป็นอะไรที่สุดยอดมากเลย แต่ก็เสียดายที่มันไม่มีโอกาสตรงนั้น

แมน : ตอนที่ได้ดาวซัลโวไทยลีก 2 ปีติดนี่คือกับสโมสรกับธนาคารกสิกรไทย นะครับ

สุธี : ใช่ครับ กสิกรไทย ผมทันพี่ตุ๊กเล่นตอนช่วงปลายๆ แล้ว คือตอนเด็กๆ ที่ผมเล่นเยาวชนยู15-16 ผมเคยมีความฝันว่าอยากไปเล่นเจลีก-เคลีก คือมีความคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าจะสุดยอดมากๆ ไม่เคยคิดว่าจะไปเล่นแถวๆ ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์หรือเวียดนาม หรือฮ่องกง คือคิดอยากไปอะไรที่มันไกลกว่านี้ แต่ช่วงนั้นพอดีว่าลีกสิงคโปร์เขาบูมมากๆ เราก็เลยมีโอกาสไปตรงนั้น

แมน : แล้วหลังจากนั้นมีทีมต่างชาติติดต่ออีกบ้างมั้ยครับพี่ ก่อนที่พี่จะไปเล่นกับ เมลเบิร์น วิคตอรี่ ในเอลีก ออสเตรเลีย ก่อนจะกลับมาเมืองไทยน่ะครับ


สุธี : หลังจากนั้นหรอครับ คือทีมลีกอาชีพเขาเน้นที่ผลงานเป็นหลัก ตอนนั้นพอเราได้ดับเบิ้ลแชมป์กันแล้ว นักเตะเราก็เริ่มกระจัดกระจายกันแล้ว เริ่มออกกันหมดแล้ว ผมก็อยู่ที่นั่นอีกประมาณปีนึงแล้วเราก็แยกย้ายกัน เพราะว่ามันถึงจุดอิ่มตัวน่ะครับ มันก็ต้องแยกย้ายกันแต่ละคน โค้ชซิตาวี่ก็ย้ายไป ผมก็ไปอยู่ที่ เทมปิเนส โรเวอร์ส มันเหมือนทีมขึ้นไปสุดแระ มันแชมป์สุดแระมันก็ต้องเปลี่ยนสโมสร ช่วงนั้นมันเป็นอย่างนั้นครับ

แมน : แล้วไปยังไงมายังไง ถึงได้ไปอยู่กับ เมลเบิร์น วิคตอรี่ ได้ครับ ใครประสานให้หรือยังไงครับ

สุธี : คือตอนนั้นผมเล่นที่สิงคโปร์ได้เป็นปีที่ 9 แล้ว ก็อยากจะลองหาประสบการณ์อีกสักหน่อย คือผมเคยไปซ้อมที่เชลซี ที่อังกฤษมา ผมอยากรู้ว่าที่ออสเตรเลียฟุตบอลมันจะเป็นแบบไหน มันน่าจะคล้ายๆ กันแหละ แต่ผมมองว่าเลเวลมันน่าจะช้าลงนะ แต่ผมไปแค่ 3 เดือน ไปเลก 3

แมน : คือพี่ไม่ได้ไปเริ่มตั้งแต่พรีซีซั่น พี่ไประหว่างฤดูกาล

สุธี : ใช่ คือที่ลีกออสเตรเลียเขาเตะกัน 3 เลก เพราะเขามีแค่ 10 ทีมครับ ผมไปเล่นเลกสุดท้าย เลกนึงเขาจะเล่นกัน 3 เดือน 3 เลกก็ 9 เดือน แล้ว 9 เดือนเนี่ยมันยังไม่จบครับ เขาจะเอาที่ 1-6 มาแกรนด์ไฟนอลกันอีกทีนึง สมมติว่าคุณเล่นกัน 3 เลกจบไปเนี่ยคุณเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นแชมป์นะครับ ทีมที่ได้ที่ 6 อาจจะเป็นแชมป์ก็ได้ มันเป็นอย่างนี้ครับ ผมก็ไปเล่นเลกสุดท้าย แล้วตัดสินใจกลับเมืองไทย เพราะว่าตอนนั้นผมเล่นประมาณ 80 นาทีผมก็เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ตอนนั้นผมอายุเริ่ม 30 หน่อยๆ แล้ว ด้วยสภาพร่างกายด้วยที่มีอาการบาดเจ็บ ผิวไขข้อสึกด้วย ข้อเท้าผ่าตัดเยอะด้วย 

แมน : ตอนนั้นผมดูพี่เล่นทุกเกมเลยนะ ที่เมลเบิร์นน่ะ เพราะว่าตอนนั้นผมตามสุรัตน์ สุขะ มาก่อน ดูถ่ายทอดสดทุกเกมเลย แล้วพอพี่เบิร์ทไปก็จะสลับกันลง พี่เบิร์ทไม่ค่อยจะได้ลงพร้อมกับ สุรัตน์ หรอก เขาจะสลับกันตลอด


สุธี : ใช่ สลับกันลงครับ ผมจะลงเล่นประมาณ 2-3 เกมแรก หลังจากนั้นก็ปรับตามแท็กติกจะได้ลงเล่นครึ่งแรกบ้าง ครึ่งหลังบ้างครับ แต่ก็ได้ลงเล่นทุกเกมล่ะครับ

แมน : มองว่าลีกออสเตรเลียสำหรับนักเตะไทยในปัจจุบันเนี่ย น่าไปมั้ยครับ ถ้าเขาสนใจเรา

สุธี : ผมมองว่าน่าไปครับ แต่ต้องดูเรื่องของ 2 อย่างนะครับ คือตอนนี้ฟุตบอลไทยน่ะมันบูมมาก รายได้มันค่อนข้างสูง แต่ถ้ารายได้พอๆ กันหรือว่ามากกว่านิดหน่อยเนี่ย ผมแนะนำว่าให้ไปครับ คุณควรไป คุณเป็นนักกีฬาอาชีพนะผมแนะนำเลยคุณไม่ควรเล่นอยู่เมืองไทย โอเคล่ะเล่นที่เมืองไทย แต่ถ้าเพื่อความก้าวหน้าเพื่อประสบการณ์คุณต้องไปอยู่เมืองนอก คุณต้องไป

แมน : คือพี่เบิร์ทจะบอกว่า อยู่ต่างประเทศเถอะ ถึงจะค่าครองชีพสูงอะไรก็ตาม แต่ว่าคุณจะเปิดโลกแล้วคุณอาจจะก้าวหน้าไปได้สูงกว่าที่เป็นอยู่ เช่นจากออสเตรเลียก็จะได้เรื่องภาษาด้วย

สุธี : ใช่ มันเป็นเรื่องของโอกาสครับ มันเป็นเรื่องของก้าวแรก ถ้าคุณได้ก้าวๆ แรก ผมมั่นใจเลย คุณจะก้าวไปอีกทีละก้าวๆ แต่ถ้าคุณไม่คิดจะก้าวคุณก็จะอยู่ที่เดิม คุณอาจจะต้องเล่นก้าวแรกก่อน เงินเดือนอาจจะไม่เยอะแต่คุณได้เล่น คุณได้หาประสบการณ์ คุณได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ คุณไปก้าวนั้นน่ะ คุณอาจจะได้ก้าวที่บิ๊กดีลกว่าก็ได้ อาจจะเป็นลีกยุโรปก็ได้แต่คุณจะต้องไป เพราะท้ายสุดถ้าคุณไม่ได้ไปเล่นพวกนั้น ท้ายสุดคุณยังไงก็ต้องกลับมาเล่นที่เมืองไทย คุณกลับมาเมืองไทยยังไงคุณก็ได้เล่นอยู่แล้ว คุณกลับมาเล่นเมืองไทยขนมเลยๆ แต่ที่มันไม่ขนมคุณต้องไปเมืองนอกครับ หลายๆ คน ด้วยความที่ผมเคยมีประสบการณ์ บอกเลยว่าคุณต้องไปให้ได้ครับ

แมน : ทุกวันนี้เวลาเห็นข่าวนักเตะไทยจะได้ไปเล่นเจลีก พี่เบิร์ทยังตื่นเต้นอยู่มั้ยครับ ด้วยความที่เป็นนักบอลรุ่นพี่มาก่อน

สุธี : โห ผมดีใจมากเลย ผมดีใจ และอิจฉาอุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) ด้วย อิจฉาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอิจฉาที่เก่งกว่าอะไรอย่างนี้นะ อิจฉาที่โอกาสเขาน่ะมันยอดเยี่ยมมากเลย มันได้ไปแล้วมันทำให้น้องที่อยู่หลังๆ น่ะมีแรงบันดาลใจ มีแรงขับเคลื่อน มีแรงที่คนอื่นอาจจะได้ไป เพราะว่าเฮ้ยพี่เรามันไปแล้ว แสดงว่าเราต้องไปได้ ผมมั่นใจว่าจะมีคลื่นลูกหลังที่เก่งกว่าและไปได้ไกลกว่า เพราะว่าเรามีก้าวแรกแล้ว ฉะนั้นก้าว 2-3-4-5 มันจะมีแน่นอน และผมก็ค่อนข้างจะดีใจมากที่อุ้มได้แชมป์เจลีกอย่างเนี้ย อเมซิ่งๆ เดี๋ยวอุ้มกลับมาผมจะขอถ่ายรูปด้วยสักหน่อยแล้ว 555


แมน : สำคัญเลยคือต้องพยายามไปปรับตัวให้ได้กับสิ่งใหม่ๆ ที่เจอนะครับ

สุธี : คือผมไปมาเนี่ย ทั้งที่ไปเล่นอาชีพและได้ไปทดสอบอะไรมาเนี่ย สิ่งที่ผมมองเลยนะ น้องๆ นักเตะคนไหนที่จะไป ก็ต้องเลือกทีมที่เหมาะแล้วก็สภาพอากาศที่ไม่เลวร้ายจนเกินไป ผมรู้ดีเลยว่า เจหรืออุ้ม กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้มันเหมือนกับค่อนข้างจะ Give up เลยนะ เขาเหมือนค่อนข้างจะถอดใจ แต่มันคงมีอะไรบางอย่าง คนมันมีของน่ะครับ มันต้องฝ่าฟันได้ แล้วโค้ชเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะให้ความเชื่อมั่นให้ความไว้วางใจ จะทำให้เขามีกำลังใจสู้ต่อผ่านจุดตรงนั้น แล้วก็สามารถเล่นเข้าได้กับแท็กติกเข้ากับจังหวะในการเล่นการฝึกซ้อม สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการฝ่าฟันกับสภาพอากาศที่เลวร้าย เพราะเราเกิดมาเนี่ยประเทศไทยมันร้อนครับ มันไม่หนาวแบบขนาดที่นิ้วมือขยับไม่ได้ เตะบอลนี่เป็นแบบเหมือนกับเตะลูกหินอย่างนั้นน่ะ คุณต้องปรับมันให้ได้ ถ้าคุณปรับมันได้มันก็จะค่อยๆ ต่อยอดไป บางคนไปเฟลก็มีนะครับ จะบอกว่านักเตะที่ไปเล่นอาชีพเมืองนอกน่ะ สิ่งแรกที่ต้องมาก่อนคือเรื่องของจิตใจ เรื่องของ Mentality เลย ถ้าจิตใจคุณไม่ก้าวผ่านน่ะ สิ่งแรกที่คุณจะคิดเลยคุณก็จะกลับบ้านแล้ว คุณจะไม่สู้กับมัน คุณจะคิดว่ากลับมาเล่นไทยลีกดีกว่ากลับบ้านดีกว่า ฉะนั้นคุณต้องหาจุดลงตัวของตัวเอง ของการฝึกซ้อม ของการแข่งขัน ของจุดไทมิ่งในการทำงานกับโค้ชแล้วทำงานร่วมกัน แล้วคุณก็จะต่อยอดตรงนั้นได้ครับ

แมน : คำถามท้ายๆ แล้วนะครับ ตอนที่พี่เบิร์ทไปที่ออสเตรเลียหรือที่อังกฤษก็ตามเนี่ย การที่เราเป็นคนไทยทำให้เราถูกเขาอันเดอร์เรท หรือโดนประเมินต่ำบ้างมั้ยครับ

สุธี : แน่นอนครับ ต้องบอกเลย ขอใช้คำหยาบเลยว่า ตอนที่เราไปเนี่ยมันฟักอย่างเดียวเลย ฟักแฟงแตงไทยอย่างเดียวเลย คือไม่จ่ายบอลให้มันมันก็ฟัก จ่ายบอลเสียมันก็ฟัก จ่ายบอลแบบนี้มันก็ฟัก คือมันมองเราเป็นแบบโลว์มาก ถ้าเป็นราคาก็คือโลว์ไพรซ์ มันมองเราต่ำมากครับบอกเลย มันพร้อมจะดูถูก คุณไม่แข็งแรง คุณไม่ฉลาดหรอก แต่อันนี้มันดีนะ ถ้าคุณเข้มแข็งนะ ถ้า Phychology คุณบอกแล้วคุณพยายามทำในการฝึกซ้อมให้เป็นระดับเดียวกับเขาให้ได้ แล้วเดี๋ยวไอ้ที่เขาด่าเราทุกวันเนี่ยเดี๋ยวเขาจะยอมรับเรา เขาจะเข้ามาหาเราเอง ตราบใดที่เราแข่งขันไปแล้วเนี่ยเราจ่ายบอลคิลเลอร์พาส อย่าง เจ ชนาธิป จ่ายบอลคิลเลอร์พาสเนี่ย ปึ้ง! หรือมีการยิงประตู นั่นหมายความว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเขาแล้ว เขาจะรู้เลยว่าเราขาดนักเตะไทยคนนี้ไม่ได้แล้วคนเนี้ยเขาจะช่วยเรา ผมเคยสัมผัสแบบนั้นมาแล้วตอนที่ผมเล่นลีกที่สิงคโปร์ อาจจะไม่ใช่ระดับสูงมาก แต่คุณเป็นคนนึงที่ทีมขาดไม่ได้ครับ แล้วโค้ชก็ไม่อยากขาดคุณ นั่นหมายความว่าคุณเป็นหนึ่งในนั้นแล้ว คุณหล่อหลอมให้เป็นทีมสโมสร คุณถูกหล่อหลอมจิตใจ แล้วทุกคนก็รู้ว่าจิตใจคุณได้ถูกหล่อหลอมเป็นพวกเดียวกันแล้ว เอาง่ายๆ คือเฮ้ยมึงเป็นพวกเดียวกับกูแล้ว อะไรอย่างเงี้ย ทีนี้มันก็เดินได้แล้ว อยู่ที่ว่าคุณจะเดินแบบไหน


แมน : พอในสนามเข้ากันได้แล้ว นอกสนามก็จะได้อีกนะครับ

สุธี : เพื่อนแล้วครับ พอนอกสนามเนี่ย จริงๆ แล้วคนต่างชาติเขาไม่ได้มีจิตใจที่เลวร้ายหรอก แต่คุณต้องผ่านบททดสอบให้ได้ เมื่อคุณเป็นดีเอ็นเอตรงกันกับเขาแล้วคุณก็เป็นเพื่อนกันเลย วันที่คุณเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพไปแล้วคุณมาเจอกันในนามอะไรก็ตามคุณก็จะรักกัน

แมน : ชอบอะพี่ ที่พี่พูดมานึกภาพตามออกเลย 

สุธี : จริงครับ จากใจเลยครับ คือตราบใดที่คุณไปอยู่ประเทศไหนแล้วคุณได้ทำงานร่วมกันนะ วันนั้นคุณจะเป็นเพื่อนกันจนวันตายเลย คุณจะช่วยเหลือกัน เวลาที่เขามาเมืองไทยเขาจะนึกถึงเลย เฮ้ย อุ้ม อยู่ไหนวะ! เฮ้ย เจ อยู่ไหน! มันอย่างนี้เลย จะเป็นแบบนี้ไปตลอดเลย แล้วโค้ช วัฒนธรรมเขาก็จะนึกถึงแล้ว โหคนไทยแม่งก็สุดยอดอะ แล้วเขาก็จะนึกถึงคนไทย คิดถึงนักเตะไทย เวลาที่มองหานักเตะก็อาจจะนึกถึงนักเตะไทยว่าน่าจะเข้ามาช่วยตรงนี้ได้แฮะ จากที่มัน Can not be หรือจะ Possible เป็นไปได้หรือไม่ มันกลายเป็น Impossible is nothing ไปแล้ว ต้องขอบคุณอุ้ม,เจ, นิว นักเตะไทยทุกๆ คนที่ทำให้น้องๆ รุ่นหลังๆ ฟุตบอลไทยมันจะได้ก้าวหน้าไป แม้กระทั่ง ตอง เอง มุ้ย เองอะไรอย่างเนี้ยด้วยครับ

แมน : ต้องขอบคุณพี่เบิร์ทมากๆ เลยครับ วันนี้สนุกมากๆ ครับ

สุธี : ขอบคุณมากๆ ครับ ยินดีๆ 

ฟังบทสนทนาทั้งหมดได้ที่ : https://www.facebook.com/mankosina/videos/216635649300152/?v=216635649300152


ถ้าชอบก็กดไลค์ ถ้าใช่ก็กดแชร์กันด้วยนะครับ (แมน โกสินทร์)


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด