:::     :::

ความจริงหลังคว้าแชมป์

วันศุกร์ที่ 03 กรกฎาคม 2563 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
1,233
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น โฟกัสของแฟนๆ ในเกมๆ นี้น่าจะอยู่ที่การ "ตั้งแถวปรบมือให้เกียรติแชมป์" (guard of honor) ของแชมป์เก่าอย่างแมนฯซิตี้ ที่จะทำให้ผู้เล่นทีมลิเวอร์์พูลมากกว่าสิ่งอื่น แต่พอหลังจบเกมนี้ไปแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเล็กและแทบจะถูกลืมไปเลยทีเดียวครับ ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น โฟกัสของแฟนๆ ในเกมๆ นี้น่าจะอยู่ที่การ "ตั้งแถวปรบมือให้เกียรติแชมป์" (guard of honor) ของแชมป์เก่าอย่างแมนฯซิตี้ ที่จะทำให้ผู้เล่นทีมลิเวอร์์พูลมากกว่าสิ่งอื่น แต่พอหลังจบเกมนี้ไปแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเล็กและแทบจะถูกลืมไปเลยทีเดียวครับ



การเอาคืนของแชมป์เก่า

          ผมมีความเชื่อเหลือเกิน ว่าแฟนๆ ลิเวอร์พูลส่วนหนึ่งที่อยากให้แต้มขาดก่อนจะถึงเกมนี้มีเหตุผลอยู่ไม่กี่อย่างครับ เหตุผลหนึ่งคือ อยากสบายใจที่มันสามารถการันตีได้แบบ 100% เสียทีว่าทีมรักของพวกเขาจะได้แชมป์อย่างแน่นอน แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็น “อยากเอาคืน” หรือ “เพื่อความสะใจ” ที่จะได้เอาคืนแชมป์เก่าอย่างแมนฯซิตี้ ที่เมื่อปีก่อนพวกเขากระชากแชมป์ไปจากอ้อมกอดของลิเวอร์พูลหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่ผลงานของทีมลิเวอร์พูลเข้าขั้นสุดยอดและทำได้ถึง 97 คะแนนแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอต่อการคว้าแชมป์ เพราะแมนฯซิตี้ของเป๊ปนั้น ยังเหนือกว่าพวกเขาอยู่อีก 1 ขั้น เพราะแบบนั้นการทำให้แชมป์เก่าที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาตั้งแถวปรบมือให้แบบนี้ มันเป็นการเอาคืนที่น่าจะชะล้างเอาความเสียใจที่เกิดขึ้นในฤดูกาลก่อนออกไปจากใจของพวกเขาได้ระดับนึงเลยทีเดียว และพอได้เห็นภาพดังกล่าวเชื่อว่า แฟนๆ หงส์แดงนั้นก็ต่างปลาบปลิ่มไปตามๆ กัน (ผมเชื่อว่าในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กคงแชร์ภาพนี้ลงอย่างเอิกเริมเต็มไปทั่วโซเชี่ยลอย่างแน่นอน 555) ... แต่กระนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ในฤดูกาลนี้ การกระทำแบบนี้มันก็ไปช่วยกระตุ้นให้อาการ “อยากทำลายแชมป์” ของพลพรรคเรือใบให้พุ่งถึงจุดสูงสุด และพวกเขาเองก็ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขายังเป็นทีมที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกอยู่เสมอให้เห็นในเกมนี้ให้ได้ !!!

 
สมาธิที่ต่างกัน

          เกมนี้ลิเวอร์พูลไม่ได้ตั้งใจจะโยนเกมอะไรแบบที่คิดกันหรอกครับ พวกเขาเองก็เล่นเต็มที่แล้ว เพียงแต่.... ยังไงก็ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นการมาเยือน “ทีมที่ดีที่สุด” ในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้อยู่ดีนั่นแหละ  เกมนี้พวกเขาเริ่มต้นได้วูบวาบกว่าด้วยซ้ำและเกือบจะได้ออกนำไปก่อนจากจังหวะ 2 ครั้งซ้อนๆ ของโม  ซาล่าห์ แต่ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็ยังไม่เป็นใจให้กับว่าที่แชมป์เสียทีเดียว จึงทำให้เกมยังเสมอกันอยู่ในช่วงต้นเกม  ซึ่งถ้าสังเกตดูสีหน้าและแววตาของผู้เล่นทั้งสองทีม ก็แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนกัน ทางฝั่งลิเวอร์พูลเองถึงแม้จะเล่นเต็มที่แล้วแต่ก็ดูจะผ่อนคลายและดูเหมือนว่าจะมีมวลความสุขตลบอบอวลออกจากใบหน้าและแววตาของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา  ถึงแม้พลาดโอกาสไปแต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังมีรอยยิ้มและมีความสุขฉาบใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับผู้เล่นแมนฯ ซิตี้ที่ดูจะมุ่งมั่นและจริงจังกว่าอย่างเห็นได้ชัด  และทั้งจากเรื่องสมาธิและความมุ่งมั่นดังกล่าวมันก็ส่งผลให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมนี้ขึ้นมาจนได้    เมื่อโจ โกเมสไปเสียท่าในการดวลตัวต่อตัวกับราฮีมม สเตอริ่ง โดยการไปเหนี่ยวรั้งนานเกินไปนิด จนกรรมการต้องเป่าฟาวล์อย่างช่วยไมไ่ด้จริงๆ และเมื่อลิเวอร์พูลเสียจุดโทษและโดนนำไปก่อนจากการยิงอันเฉียบขาดของเควิน  เด บรอยน์ เกมนี้กลายเป็นของแมนฯซิตี้โดยสมบูรณ์แบบ  และเป้าหมายของการโจมตีของพวกเขามันชัดเจนมากๆ คือเน้นไปที่ โจ โกเมส ที่ดูเหมือนว่าพอทำเสียจุดโทษกับอริเก่าแบบนั้นไป ก็ดูเหมือนว่าจะไปรบกวนสภาพจิตใจของเขาอยู่ไม่น้อย และก็มาโดนย้ำอีกเมื่อประตูที่ 2 เขาก็เสียท่าให้กับราฮีมสเตอริ่งอีกครั้ง โดยการโดนโยกหลอกจนเสียหลักแล้วยิงเข้าเสาแรกผ่านมืออลิสซงเข้าไป ทำให้หลังจากนั้นสมาธิของเขาก็หลุดลอยไปเลย และไม่สามารถกลับมาเล่นดีได้อีกแล้วในเกมนี้ และสถานการณ์์ยิ่งเลวร้ายหนักเข้าไปอีก เมื่อซิตี้ฯ นำห่างไปเป็น 3-0 จากการอ่านจังหวะผิดพลาดของโรเบิร์ตสัน ที่เกมนี้ก็ออกทะเลไม่แพ้รุ่นน้องอย่างโจ โกเมสเช่นกัน ทำให้ฟิล โฟลเด้น หลุดเข้าไปยิงสวนผ่านอลิสซงไปสบายๆ 

          แม้คล็อปป์เองก็พยายามแก้เกมอย่างเต็มที่ โดยการถอดเอาโกเมสออกไป และเอาบรรดาตัวสำรองหวังลงมาพลิกเกม แต่กระนั้นก็ไม่ช่วยให้อะไรดีชึ้นเท่าไร ซ้ำร้ายยังโดนตอกย้ำไปอีกแผลจากการทำเข้าประตูตัวเองของอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และยังเกือบจะโดนไปอีกลูกจากริยาด มาห์เรซ แต่โดนจับแฮนด์บอลไปเสียก่อน จบเกมพวกเขาโดนถล่มยับเยินไป 4-0 เป็นการฉลองแชมป์ที่ไม่สวยงามเอาเสียเลย ...แม้พวกเขาอาจจะไม่ยอมรับว่าสมาธิของพวกเขายังเหมือนเดิม แต่เมื่อผลงานออกแบบให้เห็นแบบนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ว่าการที่รู้ผลว่าพวกเขาเป็นแชมป์ไปแล้วนั้นมันส่งผลกระทบต่อพวกเขาบ้างเหมือนกัน ไม่มากก็น้อย





ความจริงที่ปรากฏ

          ถึงแม้ว่าการแข่งขันในฤดูกาลนี้นั้นจะรู้ผลไปแล้วและผลการแข่งขันของเกมนี้จะไม่มีผลอะไรมากมายแล้วก็ตาม แต่เกมนี้ก็ช่วยให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างได้ชัดเจนพอสมควรเลยครับ ความจริงที่ถูกเก็บซ่อนไว้หลายๆ อย่างในฤดูกาลนี้ได้ถูกตีแผ่ออกมาในเกมนี้อย่างชัดเจน ความจริงที่ว่าหลังจากที่พวกเขาโชว์ฟอร์มกันได้อย่างสุดยอดในฤดูกาลนี้แล้ว และก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสวยงามจนทำให้พวกเขาล่องลอยไปถึงสวรรค์ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกแมนฯซิตี้กระชากให้พวกเขาลงมาสู่พื้่นดินอีกครั้งหนึ่ง และเตือนพวกเขาว่า ในฤดูกาลหน้านั้นมันจะไม่เป็นแบบนี้แน่ๆ และคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพวกเขาอย่างแมนฯ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง และความจริงที่ก่อนหน้านี้ทีมงานของลิเวอร์พูลอาจจะคิดเองเออเองว่าผู้เล่นชุดนี้ก็เพียงพอแล้วกับการคว้าแชมป์ ก็อาจจะต้องมาทบทวนดูอีกทีให้ถ้วนถี่ครับ ว่ามันพอแล้วจริงๆ เหรอกับการที่จะไม่เสริมทีมแบบจริงจังถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

          อย่างที่คำกล่าวที่ว่า “การเป็นแชมป์นั้นว่ายากแล้ว  แต่การป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า”  ผลการแข่งขัดนัดนี้มันก็ไปเข้าทางกับบทสัมภาษณ์ที่เจอร์เก้น คล็อปป์ว่าไว้ “เราจะไม่ป้องกันตำแหน่งแชมป์ในปีหน้า เราจะจู่โจมเพื่อเป็นที่หนึ่งต่อไป" นั่นแหละครับ พวกเขาต้องเพิ่งสมาธิไปเต็ม 100% แบบฤดูกาลนี้ให้ได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ต้องทุ่มเท่สุดๆ แบบนี้อีกครั้งถึงจะได้มาซึ่งความสำเร็จดังเช่นในฤดูกาลนี้ แม้ว่าผลการแข่งขันเกมนี้จะออกมาแย่แบบนี้ก็ตาม แต่มันก็เป็น ”บทเรียนชั้นดี” ให้กับ “แชมป์มือสมัครเล่น” ได้เป็นอย่างดีครับ

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด