:::   20:33 - มิลานยันซลาตันตรวจโควิด-19เป็นบวก   :::   16:14 - สิงห์ทางการเซ็นเมนดี้โกลใหม่5ปีพร้อมแข่งสิ้นวีก   :::

คืนหั่นซามูไร!

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560 คอลัมน์ ฉันดูบอลที่ร้านเหล้า โดย ดากานดา
3,601
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ค่ำวันเสาร์ที่เงียบงันราวกับปลูกป่าช้าไว้ในใจ ฉันพาตัวเองไปฝังอยู่ในบาร์เล็กๆแห่งหนึ่งย่านถนนพระอาทิตย์
ค่ำวันเสาร์ที่เงียบงันราวกับปลูกป่าช้าไว้ในใจ ฉันพาตัวเองไปฝังอยู่ในบาร์เล็กๆแห่งหนึ่งย่านถนนพระอาทิตย์
อาจเพราะพระอาทิตย์เพิ่งตอกบัตรลาไม่นาน ภายในร้านจึงมีแค่ฉันกับฝรั่งแปลกหน้าที่นั่งอยู่คนละมุม เบียร์สีเขียวสัญชาติไทยพร้อมไอแพดคู่ใจ (ที่ฉันเรียกกวนตีนๆว่ากระดานชนวน) ถูกวางบนโต๊ะไม้ ใช่...ฉันเตรียมตัวมานั่งดูบอลที่ร้านเหล้า เหมือนชื่อคอลัมน์นั่นแหละ
ไทย U-23 พบ ญี่ปุ่น เอาเข้าจริงฉันไม่ได้คาดหวังผลการแข่งขันฟุตบอลคู่นี้เท่าขวดเบียร์ตรงหน้า กับเพลงยุค 90 ในร้านหรอก ในมุมมองฉัน แม้จะหยิบเหรียญทองซีเกมส์มาครอง แต่ทีมชุดนี้ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ทรงบอล" ให้เห็น 
แต่แล้วภาพในจอไอแพดก็เปลี่ยนความคิดฉันไป
เด็กชุดนี้กลายเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ สไตล์การเล่นต่างจากที่กัวลาลัมเปอร์ ไม่โยนสุ่มสี่สุ่มห้า กล้าเพรสซิ่งใส่มหาอำนาจลูกหนังเอเชียไม่เกรงกลัว สปีดบอลเร็วขึ้นกว่าเก่า แม้แท็คติกยังเข้าใจไม่ขาดบางจังหวะ มีหลายจุดที่ขัดใจ แต่ดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน
หนึ่งในนักเตะที่เปลี่ยนไปอย่่างเห็นได้ชัดสำหรับฉันคือ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์
"ไอซ์" ที่ฉันรู้จักก่อนถูกส่งไปโรงเรียนลูกหนังระดับเอเชียที่โตเกียว เป็นปีกที่มีแต่ความเร็วเข้าว่า โค้ชทีมชาติหลายคนที่ฉันรู้จักมักจี่เลือกใช้เป็น "ทีเด็ด" ในครึ่งเวลาหลัง
แต่จากการไปเก็บเลเวลที่ญี่ปุ่นกับ เอฟซี โตเกียว U-23ไม่กี่เดือน "ไอซ์" เปลี่ยนเป็นคนละคน
บทบาทใหม่ที่ถูกรีเซตเป็นแบ็กขวา เจ้าตัวนิ่ง แกร่ง เหนียวแน่น คิดเร็วทำเร็ว เสียบอลยาก ความฟิตมีเต็มตลอด 90 นาที ถูกเพรสซิ่งแล้วไม่ออกอาการ "ลน" ให้เห็นเหมือนคนอื่นๆ ที่สำคัญ...เขาไม่มีความเกรงกลัวคู่ต่อสู้ที่ชื่อญี่ปุ่นแม้แต่น้อย
สำหรับฉันมันน่าดีใจที่ทีมชาติไทย U-23 ชุดนี้มีผู้เล่นที่ "ดีเอ็นเอ" เหมือนเจนรบขึ้นมาอีกคน ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะหน้าไหนดีกรีหรูเพียงใดก็พร้อมบวกอย่างไม่แยแส
ชอตที่ ชัยวัฒน์ บุราณ ตวัดด้วยซ้ายให้ทีมขึ้นนำ 2-1 ฉันเผลอชูมือสะใจออกมาโดยสัญชาตญาณ จนเจ้าของร้านเดินมาเหลือบที่หน้าจอไอแพด
หลังนั่งเกร็งเยี่ยวเหนียวกว่าครึ่งชั่วโมง เสียงนกหวีดจากผู้ตัดสินชวนให้ฉันฉีกยิ้มพร้อมควันบุหรี่ แน่นอนว่านี่คือครั้งแรกที่ฉันเห็นทีมชาติไทยเอาชนะญี่ปุ่นกับตาตัวเอง
อาจถูกแย้งจากนักแซะทั้งหลาย ผู้เล่นญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่มาเป็นเพียง U-20 ที่สมาคมฟุตบอลบ้านเขาเตรียมปูทางไว้สู้ศึกโอลิมปิก 2020 
แต่...มองไปที่ไลน์อัพทีมชาติไทย ฉันเห็นเพียง เจนรบ และ ชัยวัฒน์ เท่านั้นที่อายุเต็มเกณฑ์ ขณะที่หลายคนอยู่ในวัยเดียวกับเด็กญี่ปุ่นที่ลงเล่นด้วยซ้ำ
นนท์ ม่วงงาม (20 ปี), ชินภัทร ลีเอาะ (20 ปี), ศฤงคาร พรหมสุภะ (20 ปี), วันชัย จารุนงคราญ (20 ปี), วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ (20 ปี), สุภโชค สารชาติ (19 ปี), รัตนากร ใหม่คามิ (19 ปี), อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ (20 ปี) เหล่านี้คือแข้งที่อยู่ในวัยเดียวกับทัพ "ซามูไรบลู"
แต่นั่นไม่เท่ากับสไตล์บอลทีมชุดนี้มากกว่าที่เปลี่ยนไปในทางบวก ฉันไม่เคยเห็นฟุตบอลไทยชุดเล็ก ปิดบัญชีอย่างเด็ดขาดจากโอกาสที่มีจำกัดจำเขี่ย ไม่เคยเห็นบอลสองจังหวะเปลี่ยนเป็นประตู ไม่เคยเห็นการเพรสซิ่งจนชาติต้นตำรับเอเชียที่ใช้ระบบนี้ "เป๋" ให้เห็น 
สิ่งที่ โซรัน ยานโควิช และนักเตะทุกคนแสดงบนฟลอร์หญ้า ทำให้ฉันคิดว่าก่อนรอบชิงแชมป์เอเชีย U-23 ต้นปีหน้าที่จีน ยังพอมีแสงแห่งความหวังแง้มออกมาบ้าง
และวันนี้ฉันเข้าใจความรู้สึกของแฟนบอลเวียดนามในวันที่ชนะทีมชาติไทยแล้ว ว่าเป็นเช่นไร
..........................
"พี่ชาย ... ขอเบียร์อีกขวด"


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด