:::     :::

"Glazer Requiem ลูปนรกของเกลเซอร์" ความสำเร็จไม่ใช่เป้าหมาย รายได้เท่านั้นที่แคร์

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
7,491
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ซัดกันตรงๆถึงลูปนรกและความทะเยอทะยานของตระกูลเกลเซอร์ ที่พอใจเพียงแค่ติดอันดับไปUCLในแง่ของการรับประกันรายได้มหาศาลเข้ามาเฉยๆเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความสำเร็จ มีแต่เรื่องธุรกิจ

ธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจมอยู่กลางตารางที่อันดับ7ในพรีเมียร์ลีก โอเล่ กุนนาร์ โซลชานั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง และเอ็ด วู้ดเวิร์ดก็บอกกับสื่ออังกฤษว่าสโมสรกำลังมองหา Director of Footballอยู่

แฟนผีจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เพราะมันใกล้เข้ามาแล้วที่จะได้เห็นมหากาพย์การซื้อขายที่ลากยาวออกไปตามที่หลายฝ่ายคาดกันอีกครั้ง

มันเป็นเรื่องซ้ำซากที่แฟนผีเห็นกันอยู่เป็นประจำ และก็น่าเจ็บปวดที่สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราสันนิษฐานได้ว่า เกลเซอร์และเอ็ด วู้ดเวิร์ดนั้นคิดว่าแฟนผีโง่ ทั้งหมดทั้งมวลการเซ็นสัญญาบรูโน่ แฟร์นันด์สก็เพื่อที่จะลดเสียงด่าไล่เกลเซอร์กับเอ็ดในช่วงกลางฤดูกาลถือว่าพวกเขาอาจจะทำถูกก็ได้

เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าตระกูลเกลเซอร์และมิสเตอร์วู้ดเวิร์ดนั้นห่วงแต่เรื่องของรายได้ กับแค่เรื่องทำอันดับไปเตะแชมเปี้ยนส์ลีกเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของรายได้อีกเช่นกันหากได้ไปเตะในรายการดังกล่าว แค่นี้พอสำหรับพวกเขามันคือแฮปปี้แล้ว แต่มันไม่มีความทะเยอทะยานใดๆเลยที่จะลดช่องว่างระหว่างเรากับแมนเชสเตอร์ซิตี้ และลิเวอร์พูล เพื่อที่จะเข้าไปแย่งแชมป์กับพวกเขาอีกครั้ง และพวกเขาก็ไม่สนใจถึงเรื่องราวความสำคัญของวิธีการว่า ต้องทำยังไงเราถึงจะได้ไปเตะในระดับยุโรป ตราบใดที่เรายังอยู่ในรายการแข่งขันของทางยูฟ่าอยู่

หลักฐานในเรื่องนี้ก็คือให้ดูความแตกต่างกันของการใช้จ่ายในตลาดซื้อขายช่วง7ซัมเมอร์ที่ผ่านมา เปรียบเทียบระหว่างปีที่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกแล้ว กับปีไหนที่ไม่ได้ไป

ปี2013พวกเราจ่ายเงินเพียงแค่29mในวันเดดไลน์ของตลาดซื้อขายเพื่อดึงเอาตัวของมารูยาน เฟลไลนี่เข้ามา

แต่พอปีนั้น(มอยส์)เราทำได้เพียงแค่อันดับ7 ตลาดซื้อขายแมนยูก็กลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้งด้วยเงิน 140m เน็ตๆในตลาดหน้าร้อนปีต่อมาเพื่อที่จะกลับไปสู่พื้นที่ท็อปโฟร์

เคสปี 2015 หลังจากที่จบอันดับ4 เงินเสริมทัพที่ลงทุนไปก็ตกลงมาอยู่ที่50ล้านเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นก็เดาได้เลยไม่ต้องแปลกใจ เป็นเช่นนั้นเราก็จบซีซั่นด้วยอันดับต่ำนอกท็อปโฟร์อีกในที่สุด แล้วหลุยส์ฟานกัลก็ถูกถอดออก โดยมีมูรินโญ่เสียบเข้ามาในซัมเมอร์ปี2016 กับเม็ดเงินมหาศาลอีกครั้งถึง 125m

เราได้แชมป์ยูโรป้าลีกก็จริงแต่ก็ยังจบนอกท็อปโฟร์อยู่ดี ดังนั้นยูไนเต็ดจึงมีการผลาญท้องพระคลังอีกครั้งในปี2017ด้วยเงินสุทธิทั้งหมดที่ใช้ไป 110m ซึ่งการจบอันดับสองทำให้ยูไนเต็ดปลอดภัยสำหรับแชมเปี้ยนส์ลีกและอยู่ในสถานะที่ดีที่จะสร้างทีมกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดตลอดกาลและผู้ท้าชิงโดยตรงของแมนซิตี้

แต่เปล่าครับ ไม่ได้จะเป็นเช่นนั้นเลย เป็นเพราะว่าเราได้"จบอยู่ในท็อปโฟร์แล้ว" ดังนั้นเราจึงได้เซ็นสัญญาแค่สองคนเท่านั้นเอง นั่นก็คือเฟร็ด กับดิโอโก้ ดาโลต์

รูปแบบมันชัดเจนแจ่มแจ้งมาก เป็นลูปนรกไม่รู้จบยังกะ "Glazer Requiem" บทสวดส่งวิญญาณจากเกลเซอร์เลย นั่นก็คือ

ถ้าจบในท็อปโฟร์ได้สำเร็จ = งบเสริมทัพน้อยนิดเพียงกระหยิบมือ

จบนอกท็อปโฟร์ = งบเสริมทัพมหาศาลอู้ฟู่

ลูปนี้วนๆอยู่ทุกปี : ปลด > ตั้งใหม่ > อัดงบ > ติดท็อป4 > ลดเงิน > หลุดท็อป4 > ปลด

มันกำลังจะเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ยกเว้นว่านี่คือ "แผนทางธุรกิจ" ในทุกๆไตรมาสอยู่แล้วของทางกลุ่มเจ้าของตัวแสบและหุ่นชักใยคนโปรดของพวกเขาอย่างวู้ดเวิร์ด

หากเรามองไปที่คู่อริตัวฉกาจของเรานั้น attitudeไม่ควรจะแตกต่างกันมากนัก เชลซีนั้นจบด้วยแต้มเท่าเราเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่มันมีอยู่สโมสรนึงที่พยายามจะขยับให้เข้าไปใกล้กับซิตี้และลิเวอร์พูล และทีมที่ว่านั่นไม่ใช่สีแดงด้วย

ใช่แล้ว เชลซีนั่นเอง

ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาแวร์ทซ, ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชิลเวลล์ คือการเสริมทัพที่แสดงเจตจำนงที่ว่านั้น รวมถึงตัวที่ยังซื้อขายกันไม่เสร็จด้วย

โชคยังดีที่เหลือเวลาในหน้าต่างซื้อขายนี้สำหรับศักดิ์ศรีระดับยูไนเต็ด ที่จะรีบตื่นจากภวังค์และระลึกได้ว่าพวกเราคือหนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เอาเงินไปฟาดให้เสร็จๆซะสำหรับเจดอน ซานโช่, ดึงตัวแจ็ค กรีลิช เข้ามาเป็นกองหนุนตัวเลือกในตำแหน่งมิดฟิลด์ของทีม และเซ็นกองหลังระดับโลกเข้ามาเป็นคู่หูให้แฮรี่ แมกไกวร์ สิ่งเหล่านี้คือความคาดหวัง "ขั้นต่ำ" ที่สุดที่ควรจะเป็นของซัมเมอร์นี้ และคิดว่าตัวโซลชาเองก็เรียกร้องสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน ซึ่งผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ทำผลงานได้ดีมากในซีซั่นที่ผ่านมา และสมควรจะได้รับโอกาสต่อยอดทีมที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ จากตำแหน่งอันสำคัญที่โอลด์แทรฟฟอร์ด

หากโซลชาถูกทิ้งไว้กลางทางเหมือนผู้จัดการทีมคนอื่นๆ รับรองมีประท้วงกันแน่นอนงานนี้

ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องของความสำคัญที่ว่า ทำไมถึงควรจะต้องมีเงินเสริมทัพ และทำไมแฟนบอลของเราถึงไม่พอใจในเรื่องนี้กัน

การใช้วิธี"นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว"บางครั้งมีพลังมากมาย และหลายๆคนเรื่องที่จะใช้ในการรับมือกับปัญหาในโลกของความเป็นจริง ก็คือเงียบไว้ก่อน หลายๆครั้งการกระทำเช่นนี้มันก็ทำให้สถานะที่มีอยู่มั่นคงมากกว่าในสถานการณ์ยากลำบากที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหลายๆครั้ง ดังนั้นเมื่อมีการโต้เถียงกันเกิดขึ้นในระหว่างที่มีคนนิ่งเงียบอยู่ เสียงมันจึงดังกว่าปกติ

บรรยากาศของตลาดซื้อขายปีศาจแดงนั้นค่อนข้างเงียบจนน่ากลัว ไม่มีเีสียงอะไรเลยแม้แต่แอะเดียว แม้ว่าจะมีข่าวลืออยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรที่มีน้ำหนักมากพอที่จะแสดงให้เห็นว่า มันมีการแอคทีฟทำงานของเหล่าสตาฟฟ์ทีมเราในตลาด ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่เกมการคาดเดาเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่มากที่แอบซ่อนอยู่ระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งแฟนบอล นักข่าว และพวกผู้เชี่ยวชาญทางโทรทัศน์ต่างๆที่ต่างผลักดันเรื่องเป้าหมายเสริมทัพของแมนยูไนเต็ดประมาณ 2-3คนในตลาดซื้อขายที่ถูกผลกระทบจากโคโรน่าไวรัส

แท้จริงแล้วย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน โซลชาชี้ว่าผู้มีอำนาจเบื้องบนนั้นจะลุยเรื่องนี้แน่นอน ด้วยการที่แกย้ำเรื่องที่ว่า "เราคือแมนยูไนเต็ด เราเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีสถานะทางการเงินที่สุดยอด"

น้ำเสียงของชายนอร์วีเจี้ยนผู้นี้ฟังดูสมเหตุสมผล เป็นไปได้จริง และมองก้าวไกลมาก เขาตื่นเต้นที่พลังอันยิ่งใหญ่ในระดับโลกของปีศาจแดงที่น่าจะเสริมทัพด้วยนักเตะที่ราคาจับต้องได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม 4เดือนต่อมามู้ดมันไม่เหมือนตอนนั้นแล้ว

ช่วงนี้ความร้อนแรงของแสงแดดเริ่มจางไปแล้วที่สหราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หายไปพร้อมกับแสงสว่างแห่งความหวังก็จางหายไปจากความชื่นมื่นเมื่อตอนท้ายฤดูกาลที่ผ่านมาของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเช่นกัน การซื้อตัวนักเตะระดับโคตรอภิมหึมามหาเศรษฐีของโรมัน อับราโมวิชกับเชลซีนั้น ได้ทำให้เห็นชัดเจนว่า แมนยูไนเต็ดใช้ปัญหาโคโรน่าเป็นข้ออ้างแก้ตัวในการขาดงบเสริมทัพ

นอกจากนี้แล้ว 16ทีมจาก20สโมสรพรีเมียร์ลีกนั้นยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นในช่วงสามสัปดาห์ก่อนจะเริ่มฤดูกาลใหม่กันทั้งนั้น แต่ปีศาจแดงคือหนึ่งใน4ทีมที่ยังไม่มีอะไรเลยแม้แต่จะขยับตัว จนมันทำให้เกิดข้อโต้แย้งที่แสดงให้เห็นชัดเจนเจนว่าพวกเขาอ่อนแอเพียงใด

อาจจะจำเป็นต้องพูดว่าเรื่องนี้มันมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย ยูไนเต็ดนั้นมองว่าเป้าหมายเสริมทัพนั้นใหญ่มากหากเทียบกับทีมอื่นๆ นอกจากนี้สถานการณ์ปัจจุบันยังมีน้ำหนักพอจะพูดว่า ปีศาจแดงนั้นไม่กังวลกับสถานการณ์นี้โดยประเด็นหลักนั่นก็คือที่มักจะพูดกันว่า "มันยังเหลือเวลาอีกตั้งเยอะ"

ประเด็นเรื่องเสริมทัพนี้สามารถปัดตกลงไปได้ง่ายๆอย่างรวดเร็วโดยแฟนบอลฝ่ายที่ไม่พอใจเลยด้วยเหตุผลที่ว่า "เชลซีมันยังทำได้เลย ทำไมเราทำไม่ได้" หรืออาจจะมีข้อโต้แย้งเพิ่มขึ้นมาอีกว่า "สโมสรเราใหญ่กว่าเชลซีมันอีกนะ" ก็สามารถพูดได้

มันอาจจะไม่สัมพันธ์กันเล็กน้อยเพราะในขณะนี้แมนยูไนเต็ดยังไม่ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเลย ถ้าเทียบกับทีมคู่แข่งอื่นๆที่เขาลุยตลาดเสริมทัพกันโครมๆ ปัจจัยภายนอกที่สโมสรต้องเอาใจใส่พิจารณาให้ดีที่สุดนั้นคือเรื่องของ impactของการทำงานของบอร์ดเองที่จะมีต่อแฟนบอลที่ภักดีกับสโมสรทั้งหลาย

โซเชียลมีเดียต่างๆของสโมสรนั้นเต็มไปด้วยคอมเม้นต์เดือดดาล และโกรธที่ทำงานเรื่องซื้อนักเตะใหม่กันช้ายังกะหอยทากแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เอ็ดกับเกลเซอร์แฟมฯนั้นมองดูแย่จริงๆในเรื่องนี้และแฟนบอลหลักๆทุกคนต่างก็รู้เรื่องนี้กันดีว่าเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง บอร์ดนั้นทำตัวเองให้ดูแย่และมีชื่่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องนี้ จนต้องมานั่งก่นด่ากันว่าเมื่อเราเราจะได้ตัวใหม่ซักทีในซัมเมอร์นี้ ซึ่งมันก็คือประเด็นเรื่องการขาดความทะเยอทะยานที่สะท้อนในวิธีการซื้อขายนักเตะของพวกเขา

เทรนด์บนโซเชียลและเม้นเดือดในเน็ตนั้นไม่ได้ทำให้ผู้มีอำนาจเหล่านั้นกระเทือนได้เลยอย่างที่เห็น ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม รีทวีตกันหนักหน่วงกว่าเดิมก็อาจจะแค่ทำให้มันขึ้นฟีดเกี่ยวกับสโมสรมากขึ้นที่จะทำให้มีการพูดคุยถกประเด็นกันกว้างกว่าเดิมในระหว่างที่ตลาดซื้อขายกำลังดำเนินไปอยู่ขณะนี้เท่านั้น

ชื่อของเจดอน ซานโช่ถูกเสิร์ชถึงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนตลาดซัมเมอร์นี้จากแฟนปีศาจแดง เราได้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ว่าตอนนี้ก็กลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง หลายคนอาจจะตีความว่านี่คือเป็นสไตล์การต่อรองอย่างหนึ่งโดยการถอยตัวเองออกจากแสงไฟสื่อ หลายคนก็อาจจะมองว่านี่เป็นสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องการขาดความทะเยอทะยานของแมนยูไนเต็ดในการยอมจ่ายตามค่าตัวที่เขาตั้งราคาไว้

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมหลายๆคนถึงได้เซ็งและเบื่อมหากาพย์นี้จนหายตื่นเต้นกันไปหมดแล้ว

บางทีเรื่องนี้มันอาจจะเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของดีลที่เอ็ดกับเกลเซอร์นั้นยังเซ็นมาไม่ได้ ซึ่งเมื่อ1ปีครึ่งที่ผ่านมาเราจะได้เห็นการยืนยันอย่างหนักแน่นเหลือเกินว่าเขาคือเป้าหมายเบอร์หนึ่งของเรา และด้วยจากความรักความชื่นชอบจากทางตัวนักเตะซุปตาร์ชาวอังกฤษรายนี้เองด้วย มีการวางแผนดีลกันเป็นเดือนๆเพื่อจัดการให้เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทั้งในแง่การทำธุรกิจและแง่ของทัศนคติที่เรามีต่อบอร์ดบริหารนั้น หากดีลนี้ล้มเหลวมันจะเกิดความไม่พอใจมหาศาลขึ้นมาอย่างแน่นอน

นอกจากนี้สิ่งที่อาจเสียหายเพิ่มเติมอีกก็คือชื่อเสียงของผู้ที่ดำเนินงานขององค์กรเองอีกด้วย ในเดือนมกราคมเอ็ด วู้ดเวิร์ดถูกกลุ่มคนบางส่วนบุกรุกบ้าน และอาจส่งผลให้ครอบครัวเขามีความเสี่ยงเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเป็นเช่นนั้นดังนั้นเอ็ดย่อมจะรู้ตัวอยู่แล้วแน่นอนว่า หากเขาทำผิดพลาด ไม่มีใครบอกได้เลยว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนั้นอีกหรือไม่ (ซึ่งจริงๆไม่ควรทำกันถึงขนาดนั้น)

ดังนั้นมันจึงเป็นเดิมพันที่สูงลิบลิ่วจริงๆของเอ็ดในการจะคว้าตัวซานโช่มาให้ได้ด้วยการทุ่มเงินใส่หน้าโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์เพื่อคว้าตัวนักเตะรายนี้มา

การต่อสัญญาสำเร็จของดีน เฮนเดอร์สันล่าสุดเมื่อวานนี้นั้นได้แสดงให้เห็นอีกครั้งเรื่องที่เสียงเหล่านี้กำลังจะดังขึ้นเรื่อยๆยิ่งกว่านี้อีก ในสองอาทิตย์ข้างหน้า อาจเป็นไปได้ที่สิ่งนี้จะเป็นโดมิโน่เอฟเฟ็กต์กับดีลซื้อขายทีเหลือของยูไนเต็ด คือไม่ว่าแมนยูไนเต็ดจะสามารถเรียกกระแสเชิงบวกให้สโมสรได้หรือไม่จากการประกาศเรื่องดีนล่าสุดนี้นั้น ความคาดหวังก็คือ มิสเตอร์วู้ดเวิร์ดจะต้องเซ็นสัญญานักเตะใหม่มาเข้าทีมให้ได้อย่างน้อยๆสามตัวขั้นต่ำในตลาดฤดูร้อนนี้ ถึงแม้ว่าเมฆหมอกของผลกระทบโคโรน่าจะปกคลุมการดำเนินงานของสโมสรก็ตามที แต่เชลซีที่จบคะแนนเท่ากันในลีกกับเรานั้นก็เสริมทัพจะ5คนแล้ว ในขณะที่ปีศาจแดง ยังไม่ได้เซ็นใครมาสักคนเลย

เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมเสียงที่มีต่อแมนยูไนเต็ดช่วงนี้จึงมีแต่เรื่องของอุปสรรคต่างๆและความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น เหล่าแฟนบอลนั้นไม่พอใจที่ไม่มีการเคลื่อนไหวด้านซื้อขายเลยแม้แต่น้อย และความคาดหวังที่มันถูกลดระดับลงจากสิ่งที่เคยหวังกันไว้

เจดอน ซานโช่ก็คือเป้าหมายที่ต้องซื้อคนนึงที่ว่านั้นละ แต่ว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชานั้นยังต้องการเพิ่มอีกสองคนเพื่อที่จะสามารถยืนหยัดสู้กับทีมอื่นๆได้ แต่ที่ชัดเจนสุดคือ อารมณ์แฟนผีตอนนี้ขุ่นกันแบบสุดๆแล้ว

คงต้องรอเวลาเท่านั้นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงจากนี้ไหม

#GLAZEROUT

-ศาลาผี-

References

จากบทวิพากษ์ของ A. Delaney และ O. Garrick

https://utdreport.co.uk/2020/08/25/different-summer-same-mistakes-from-the-manchester-united-board/?amp=1

https://utdreport.co.uk/2020/08/26/explained-why-some-manchester-united-supporters-are-frustrated-money-must-be-spent/?amp=1

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด