:::     :::

เมื่อปีศาจแดงโบกมือลาแชมป์ลีก

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560 คอลัมน์ The Column โดย โยอันน์
3,817
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เมื่อ (แทบจะ) หมดลุ้นแชมป์ลีก แต่ผลการจับฉลาก แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นใจ - มูรินโญ่ ต้องรวบรวมเด็กๆ ให้กลับมามุ่งมั่นในช่วงที่เหลือ - อะไรที่ดีๆ เก็บไว้ อะไรที่เป็นเนื้อร้ายก็ต้องยอมเฉือนทิ้ง...คุยกับ "โยอันน์" คอลัมนิสต์เด็กผีโลกไม่สวยถึงควันหลงหลังเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้กันดีกว่า


p- ครับ ! ผมหมายความตามอย่างนั้นจริงๆ เพราะด้วยเงื่อนไขต่างๆ ด้วยช่องว่าง ด้วยฟอร์มการเล่น หนทางกลับมามันแทบเป็นไปไม่ได้ !
p- 11 คะแนนเมื่อผ่านแค่เพียง 16 นัดเท่านั้นยังไม่ถึงครึ่งฤดูกาลดี ขณะที่ฟอร์มของ "ว่าที่แชมป์" อย่าง แมนฯ ซิตี้ ร้อนแรงเกินห้ามใจ
p- คว่ำทีม Top 6 หรือว่าทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันทั้ง 4 ทีม ลิเวอร์พูล (เหย้า), เชลซี (เยือน), อาร์เซน่อล (เหย้า) และล่าสุด แมนฯ ยูไนเต็ด (เยือน)
p- สถิติที่เคยมีมาบ่งบอกว่าทีมที่ชนะ 13 เกมรวดระหว่างซีซั่นทั้งสองครั้งทะลุไปเป็นแชมป์ (อาร์เซน่อล 2002 กับ เชลซี 2017)

p- พลพรรคเรือใบสีฟ้า ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปได้ไกลกว่านั้น นั่นคือ 14 เกมหลัง 3 คะแนนที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
p- นี่ คือ สถิติที่ดีที่สุดเท่าที่ พรีเมียร์ลีก เคยมีมาด้วยซ้ำกับการออกสตาร์ต 16 เกม ชนะ 15 เสมอ 1 ไม่พ่ายแพ้ต่อทีมใดเลย
p- เหลียวกลับมามองทีมของเรา อย่างที่ผมย้ำเสมอๆ ว่า 16 นัด 35 คะแนน ไม่ขี้เหร่เลยกับผลงานของลูกทีม มูรินโญ่
p- หากแต่...
p- เป็น เป๊ป แอนด์ โค ที่สร้างมาตรฐานใหม่ของลีกขึ้นมาจนหลายๆ ทีมเอื้อมตามไม่ถึง และต้องกลับไปสร้างทีมเพื่อท้าชิงใหม่
p- ใครบางคนสะกิดว่า มูรินโญ่ เล่นด้วยหมากที่ "เพลย์เซฟ" เกินไปในเกมสุดสำคัญเช่นกันที่ต้องการร่นระยะห่าง 
p- แต่ใครจะกล้ารับประกันว่า หากกุนซือโปรตุกีส เลือกเปิดหน้าแลกหมัดกับ เป๊ป จุดจบอาจเลวร้ายกว่าที่คาดคิด
p- เกมนี้ มูรินโญ่ เลือกหมากที่จะออกสตาร์ตเกมถูกแล้วด้วยการเล่นแบบ "รอจังหวะ" เหมือนเช่นเคย หากแต่รายละเอียดในเกมต่างหากที่ต่างออกไป
p- 4-2-3-1 ที่ถูกหยิบมาแทนที่ 3-5-2 ที่มักใช้เล่นในเกมใหญ่ หรือเกมเยือนไม่ทำงาน แต่นั่นก็ต้องให้เครดิต เป๊ป ที่ "กด" เกมของ ยูไนเต็ด จนอยู่หมัด
p- มูรินโญ่ เลือกที่รับจริง แต่เขาเองก็คงไม่คิดว่า เด็กๆ ของเขาจะโงหัวไม่ขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งนั่นต้องโทษตัวเขาเอง
p- การทิ้ง แรชฟอร์ด กับ มาร์กซียาล ไว้ริมเส้น แน่นอน มูรินโญ่ ต้องหวังใช้ความเร็วของ 2 คนนี้เล่นงาน ซิตี้ ในจังหวะโต้กลับ
p- แต่ถามว่า ใครจะเป็นวางบอล หรือกำหนดจังหวะช้า-เร็วของเกม ในวันที่ ป๊อกบา ถูกโทษแบนขังไว้บนอัฒจันทร์ ?
p- คำตอบคือไม่มี ?

p- ปัญหาตัวแทน ป๊อกบา หรือการไม่มีกองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ลงเล่นยังคงตามหลอกหลอน ยูไนเต็ด อีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งที่เขาบาดเจ็บยาว
p- แต่นั่นทำให้เราเท่ากับยอมรับกลายๆ ว่า ขุมกำลังที่เหลือมันยังไม่ดีเพียงพอ เพราะขาดแค่คนเดียว เกมรุกก็กลายเป็นบ้าใบ้ทันที
p- นอกจากนี้การไม่มี มารูอาน เฟลไลนี่ ที่ไม่สมบูรณ์ยังทอนศักยภาพ และวิธีการเล่นของ ยูไนเต็ด อีกทางหนึ่ง
p- กล่าว คือ เมื่อเกมคุณออกริมเส้นไม่ได้ ไม่ถึง แรชฟอร์ด-มาร์กซียาล แถมกลางโดนเพรสซิ่งคายบอลไม่ได้
p- หมากถนัดของ มูรินโญ่ คือ ?
p- ครับ ! สาดยาวขึ้นหน้าจากแดนหลัง
p- ถามว่าตลอดทั้งเกมคุณเห็นกองหน้าตัวเป้าอย่าง โรเมลู ลูกากู ที่ค่าตัว 90 ล้านปอนด์เก็บบอล หรือโขกทำทางให้เพื่อนได้กี่ครั้ง ?
p- ผมนับได้ว่าไม่เกินนิ้วมือข้างเดียวแน่นอน และตลอด 90 นาที ผมแทบหาประโยชน์จากกองหน้ารายนี้ไม่เจอ
p- มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ ลูกากู เล่นไม่ออก หรือ "ไม่ตอบสนองแท็คติก" ของ มูรินโญ่ เขาเป็นอย่างนี้มาตลอด 10 กว่านัดหลัง
p- เมื่อทีมเล่นไม่ออก เมื่อทีมมองหาทางเลือก มูรินโญ่ มักฝากบอลไปที่แดนหน้าให้กับกองหน้าตัวใหญ่ๆ ในแท็คติกของเขา
p- ปัญหา คือ ณ เวลานี้ ลูกากู ไม่ตอบโจทย์ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย !
p- ซ้ำร้ายไปกว่านั้น 2 ประตูที่เสียไปในเกมนี้ดาวยิงทีมชาติเบลเยียมยังมีส่วนต้องผิดชอบทั้งหมดไม่ว่าจะลูกแรก หรือ ลูกสอง

p- จังหวะแรกบอลจากเตะมุมลอยมาชนตัวเขากระดอนมาเข้าทาง ซิลบา กระโดดยิงจ่อๆ เข้าประตูไปช่วงท้ายครึ่งแรก
p- เท่านั้นไม่พอครึ่งหลังยังมาเคลียร์จังหวะโยนด้วยเท้าขวาข้างไม่ถนัดโดนตัว สมอลลิ่ง กระดอนอยู่หน้าประตูให้ โอตาเมนดี้ ซัดเข้าไปอีก
p- ที่เหลือ ลูกากู ทำอะไรได้อีกบ้าง นอกจากจังหวะชาร์จจ่อๆ ติดหน้า เอแดร์ซ่อน ช่วงท้ายเกม แต่ที่เหลือล่ะ ?
p- มึงลงสนามด้วยหรือ ?????
p- เสียงจากหลายฝ่ายเริ่มไม่เข้าใจ มูรินโญ่ มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เขาจะปกป้อง หรือ "เข็น" ลูกากู ลงสนามโดยไม่เปลี่ยนออกต่อไปอีกนานแค่ไหน ?

p- การให้กำลังใจ ยืนเคียงข้างนักเตะในเวลาที่ลำบากถือเป็นเรื่องดีที่หัวหน้าคนควรทำครับ อันนี้ไม่เถียง
p- แต่ถ้าเข็นแล้วไปต่อไม่ไหว หรือทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งดุน แต่ก็ขุนไม่ขึ้น คนที่รับผิดชอบก็ คือ ไอ้คนที่พยายามดันทุรังนั่นแหล่ะครับ
p- ในเรื่องรูปเกม อย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับ คือ เราต้องให้เครดิต เป๊ป และเด็กๆ ของเขา ว่าปีนี้ครบเครื่องมาดีจริงๆ 
p- เกมรุกวันทัช เท้าต่อเท้า รวดเร็วแน่นอน ลื่นไหล การเข้าทำหลากหลาย ตัวผู้เล่นเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ
p- ถ้าพูดถึงรูปแบบสไตล์การเล่น วิธีการเล่นแล้ว ผมนั่งดูหลายๆ เกม หลายๆ ลีกในฤดูกาลนี้นะครับ ผมบอกเลยว่า
p- แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป ดูดีกว่าทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค หรือกระทั่ง เรอัล มาดริด ไปแล้วในฤดูกาลนี้
p- ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่นักเตะ "ปีศาจแดง" ไม่สามารถรับมือได้เมื่อวัดกันซึ่งๆ หน้า เลยต้องปรับมาเป็นการ "ฉวยโอกาส" แทน แต่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี
p- ถามว่าก่อนหน้าที่นักเตะดีๆ เหล่านี้จะย้ายมาเล่นในรังเอติฮัด พวกเขาก็ไม่ใช่นักเตะระดับท็อปคลาสอะไรมากมายนะครับ
p- ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ฟาเบียน เดล์ฟ, เลอรอย ซาเน่ หรือแม้กระทั่ง กาเบรียล เชซุส
p- ผมถึงบอกไงครับ ต้องให้เครดิตกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า รวมถึงทีมสตาฟฟ์ของเขา ในการหล่อหลอมนักเตะพวกนี้ให้เล่นตามแท็คติกของเขาได้
p- กลับกันมาดูที่ทีมของเขา สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ มูรินโญ่ ยังต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเลือกวางแท็คติกเป็นแบบนัดๆ ไป
p- ทั้งในลีก และในบอลยุโรป ว่าจะเล่นแบบไหน ยังไง จะบุก จะรับ จะรอสวน จะหลัง 3 หรือจะหลัง 4 นั่นแหล่ะครับ ความแตกต่าง
p- "คุณภาพของผู้เล่น" คือ สิ่งที่จะตอบโจทย์เหล่านั้นครับ เพราะต่อให้เชฟทำอาหารเก่งแค่ไหน แต่ถ้าวัตถุดิบมันห่วยแตก ก็ยากที่จะทำออกมาให้อร่อย

p- มูรินโญ่ เขาก็พูดหลังเกมนะครับ ทั้งในแง่ที่ว่า การตามหลัง 11 แต้มมัน "ยากเกินไป" สำหรับการลุ้นแชมป์ แต่ยังไงก็ขอเต็มที่ไว้ก่อน
p- นี่ คือ การยอมรับกลายๆ ครับว่า ด้วยระบบลีก ด้วยฟอร์มการเล่น 11 คะแนนมันยากเอามากๆ ที่จะกลับมา ถ้า ซิตี้ ยังเล่นได้แบบนี้
p- ความเครียดมันเกาะกุม มูรินโญ่ กับทีมงานขนาดไหนก็ดูได้จากข่าวหลังเกมนี่แหล่ะครับที่เกิดคดีตะลุมบอนในห้องแต่งตัว และอุโมงค์
p- ว่ากันว่า นักเตะ ซิตี้ เฉลิมฉลองแบบสุดเหวี่ยง และเสียงดังราวกับได้แชมป์แล้วก็ไม่ปาน และนั่นทำให้ มูรินโญ่ ไม่พอใจ
p- เขามองว่า การที่พวกซิตี้ มาทำแบบนี้มันทั้งหยามกันซึ่งๆ หน้า แถมยังเป็นการบั่นทอนกำลังใจของลูกทีมเขาอีก
p- ดังนั้น มูรินโญ่ จึงเดินเข้าไปเคาะประตูห้องแต่งตัวทีมเยือนพร้อมกับพูดแกมๆ ว่าให้เบาๆ หรือสงบกันมากกว่านี้หน่อย

p- ฝั่งผู้ชนะมีหรือจะยอม ? ทั้ง เอแดร์ซ่อน ทั้ง ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นานดินโญ่ ก็ไม่พอใจเช่นกัน เกิดการโต้เถียงกัน
p- สุดท้ายนักเตะ และสตาฟฟ์ปีศาจแดง ออกมาร่วมผสมโรงรวมเป็น 20 กว่าคน ซึ่งพอแยกจากกัน มูรินโญ่ ก็เลอะเทอะไปด้วยขวดนมที่โดนสาด
p- ด้านฝั่งผู้มาเยือน มิเกล อาร์เตต้า อดีตกองกลางอาร์เซน่อลที่ตอนนี้เป็นสตาฟฟ์ให้ เป๊ป ก็เลือดตก ปากแตกจากการวิวาท
p- สรุปแล้วมันไม่ต่างจากศึกเดิมพันเมื่อหลายปีก่อนที่จบลงด้วยการที่ เชส ฟาเบรกาส ปาพิซซ่าใส่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในอุโมงค์
p- มองในแง่ดีนะครับ เท่ากับว่าตอนนี้ เหมือนนักเตะยูไนเต็ด ปลดเปลื้องความกดดันเรื่องการลุ้นแชมป์ไปแล้วครับ
p- เพราะเอาตรงๆ ไม่มีใครมองว่าจะกลับมาได้แล้ว (ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเอง)
p- หน้าที่จากนี้ คือ เล่นไปเรื่อยๆ ทำผลงานของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วรอให้ ซิตี้ พลาด ถ้าไม่พลาดก็ไม่เป็นไร
p- นั่นก็เพราะล่าสุดเมื่อสักครู่ที่ผ่านมามีการจับฉลาก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งหากไม่สะดุดเงาตัวเอง "ปีศาจแดง" มีโอกาสตีตั๋วรอบ 8 ทีมสุดท้ายสูงทีเดียว

p- เซบีย่า ชื่อนี้อาจจะไม่ใช่สมันน้อย แต่ถ้าเทียบกับ ยูไนเต็ด ในช่วงที่สมบูรณ์ ก็แน่นอนว่า ฝั่งไหนมีภาษีที่ดีกว่า
p- ถ้าเข้ารอบ 8 ทีมไปได้ เท่ากับว่าเตะอีกแค่ 5 นัดก็ได้แชมป์ยุโรปแล้ว ซึ่งบอลนัดต่อนัดเหย้า-เยือน มูรินโญ่ ไม่เป็นสองรองใคร
p- ทำเป็นเล่นไปนะครับ มันเริ่มจะเหมือนฤดูกาลที่แล้วอีกครั้ง ครั้งนั้นผมก็เคยบอกแล้วว่า "แชมป์ยูโรปา" ง่ายกว่า "ติด Top 4" อีก
p- มาคราวนี้ก็เช่นกันครับ ผมว่า มูรินโญ่ อาจจะอยากแก้มือ เป๊ป ด้วยระบบเหย้า-เยือน 2 นัดในบอลยุโรป มากกว่าดวลกันในลีกก็เป็นได้
...โยอันน์...


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด