:::     :::

ภารกิจของคุณปู่ ลาเกอร์บัค

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563 คอลัมน์ ฟุตบอลข้างถนน โดย โกสุ่ย
413
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ในเส้นทางอาชีพกุนซือของ ลาร์ส ลาเกอร์บัค อาจจะไม่หวือหวา แต่เขากลับสร้างปรากฏการณ์มากมายในการคุมทีมชาติ

ไล่ตั้งแต่ สวีเดน มาจนถึง ไอซ์แลนด์ ซึ่งทีมหลังเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ในการพาทีมเล็กๆ ให้เข้ารอบสุดท้ายรายการ ยูโร 2016 

แม้ท้ายที่สุดจะถูกมองว่าเป็นเพียงไม้ประดับรายการ แต่สำหรับผองชนชาวไอซ์แลนด์แล้ว ลาเกอร์บัค เปรียบได้กับตำนานและคนที่ทำให้ฝันของพวกเขาเป็นจริง

มาถึงตรงนี้ ลาเกอร์บัค ตัดสินใจอีกครั้งในการทำหน้าที่กุนซือ นอร์เวย์ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2017 พร้อมกับภารกิจในการพาทีมกลับไปเล่นในรายใหญ่ให้ได้อีกครั้ง

สิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะมาอย่างถูกจังหวะเวลา นักเตะดาวรุ่งของนอร์เวย์ต่างพาทีมแจ้งเกิด และการมาของ ลาเกอร์บัค ทำให้เด็กหนุ่มเหล่านี้ได้รับประสบการณ์และแรงกระตุ้นยามที่ลงเล่นให้กับชาติบ้านเกิด

นั่นคือสิ่งที่กุนซือชาวสวีเดนวัย 72 ปีวางเป้าหมายไว้กับการพา นอร์เวย์ กลับไปเล่นรายใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งภารกิจสำคัญกำลังรอพวกเขาอยู่ในเดือนหน้ากับการลงสนามรอบเพลย์ออฟของยูโร 2020 (ที่โยกไปเตะกลางปี 2021 แทน)



ลาร์ส มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกที่และยากสำหรับทุกๆ คน แล้วคุณรวมไปถึงครอบครัวรับมือกับช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?

"เราทุกๆ คนไม่เป็นอะไร ขอบคุณมาก ลูกสาวของผมคิดเชื้อโคโรนาไวรัสแต่เธอฟื้นตัวแล้วและมีสิ่งที่ต้องทำมากมายที่นี่ ดังนั้นผมจึงยุ่งอย่างมาก ผมมีหน้าร้อนที่ยอดเยี่ยม แม้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลกๆ มีเวลาให้ทำอะไรมากมายนั่นเป็นเรื่องปกติ เพราะว่างานและมีนักเตะที่ต้องให้ไปดูกว่า 14 หรือ 15 ประเทศ ผมไม่สามารถมองหาเวลาว่างได้เลย"



คุณเคยพูดก่อนหน้านี้อาจจะไปใช้ชีวิตในฟาร์มแบบเต็มตัว หลังจากมีการวางแผนตอนที่เป็นโค้ชของไนจีเรีย และหลังจากนั้นไอซ์แลนด์ แล้วอะไรที่ยังคงทำให้คุณกลับมารับงานคุมทีมข้างสนาม?

"มันก็แค่เป็นงานที่แสนวิเศษ และผมยังคงสนุกกับการได้ทำงานร่วมกับนักเตะหนุ่ม นักเตะที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ มันเป็นเรื่องจริงที่คนรอบๆ ตัวคิดว่าผมบ้า แต่มีไม่กี่งานที่มอบโอกาสให้คุณทำให้สิ่งที่โค้ชได้ทำ และในตอนที่ผมมองไปถึงสิ่งที่อาจจะพลาดถ้าหากผมตัดสินใจรีไทร์ก่อนทำงานร่วมกับไอซ์แลนด์ ผมมีสุขกับการตัดสินใจของตนเองอย่างมาก มันเป็นแบบเดียวกันกับนอร์เวย์ในตอนนี้ มันนานมากแล้วที่ทีมผ่านข้ารอบสุดท้ายรายการใหญ่หนล่าสุดและผมตื่นเต้นกับความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น แถมยังมีดาวรุ่งที่ยอดเยี่ยมในทีม ผมทำงานโค้ชมานานและผมไม่คิดว่าผมเคยมีกลุ่มนักเตะหนุ่มเหมือนแบบนี้มาก่อน"



มันเป็นความท้าทายหรือไม่ เมื่อตัดสินจากจำนวนดาวรุ่งที่ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในทันทีและมองหาการผสมผสานที่ลงตัวกับนักเตะที่อายุมากกว่า?

"ในฐานะโค้ชคุณต้องทำให้หลายๆ สิ่งสมดุลอยู่เสมอ แต่ผมโชคดีที่นักเตะเหล่านี้ทุกๆ คน (ทั้งหนุ่มและแก่) ต่างมีบุคลิกที่ดีและสนุกกับการเล่นให้ทีมชาติ ทุกๆ คนเข้ากันได้ดีและเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกๆ คนให้ความสำคัญกับทีมเป็นอันดับแรก ผมคิดว่านั่นเป็นบุคลิกจากผู้คนในแถบประเทศนอร์ดิก ซึ่งผมคิดว่าตนเองโชคดีที่มีนักเตะที่มีความคิดเช่นนี้"



ตอนคุมทีมสวีเดน คุณทำงานกับสองกองหน้าที่ยอดเยี่ยมและมีบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างมากทั้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ เฮนริค ลาร์สสัน แล้วคุณคิดว่า เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ใกล้เคียงกับใครมากกว่าในแง่ของบุคลิกและนิสัยใจคอ?

"เขาเหมือนกับ เฮนริค มากกว่าในแง่ของบุคลิกส่วนตัว แต่คุณต้องมองวิธีการที่เขาเล่นในสนามและเขาเกือบที่จะเหมือนส่วนผสมของทั้งสองคน สิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดคือเขาถ่อมตัวมากๆ แม้ว่าความเป็นจริงที่ว่าเขาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เขาติดดิน และด้วยการที่พ่อของเขาเคยเป็นนักเตะอาชีพมาก่อน จึงชัดเจนว่าเขามีสภาพแวดล้อมที่ดีพร้อมกับค่านิยมที่ถูกต้อง เขายังเป็นคนที่อ่อนไหวเช่นเดียวกัน และเขาเป็นคนที่ต้องการทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งในและนอกสนาม เขาสามารถกลายมาเป็นนักเตะที่พิเศษได้ ผมมั่นใจ แน่นอนว่าเขาเป็นนักเตะที่ดีได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาสามารถผ่านไปยังระดับโลกในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้"



คุณได้ออกมาชมเชย มาร์ติน โอเดการ์ด เช่นเดียวกัน โดยบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เทคนิคดีมากที่สุดคนหนึ่งในโลก อะไรทำให้เขาพิเศษ?

"ไม่ใช่แค่เพียงเทคนิคของเขา ผมหมายถึงเขาสามารถทำอะไรก็ได้กับบอล บางทีมีเพียงการใช้ศีรษะกับบอลเท่านั้นที่เขายังต้องพยายามต่อไป! แต่เขามีมุมมองและการเข้าใจเกมที่ยอดเยี่ยม และการควบคุมเกมให้เป็นไปในสนาม ซึ่งสำหรับนักเตะที่มีเทคนิค เขาเป็นคนที่ป้องกันได้ดีมากๆ ผมพูดได้เลยว่าเป็นนักเตะที่แข็งแกร่งใน 'สองทิศทาง' บ่อยครั้งที่คุณมีนักเตะที่มีทักษะในแบบที่เขามี พวกเขาไม่ชอบวิ่งกลับลงไปและทำงานหนักเพื่อทีม แต่เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและเด็กที่ชาญฉลาดด้วย (สนใจสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากฟุตบอล) และเขากลายมาเป็นสิ่งที่มีค่าของนอร์เวย์"



ดูเหมือนว่าคุณมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับนักเตะหนุ่มเหล่านี้แม้ว่าอายุจะต่างกันมากๆ จอช คิง เคยนิยามคุณไว้ว่า "เหมือนพ่อ - คุณปู่" ซึ่งไม่แน่ใจว่าคุณจะมองคำดังกล่าวว่าเป็นคำชมหรือไม่?

"ไม่ได้ต้องการให้ถูกมองอายุของผมว่าเป็น 'คุณปู่' (หัวเราะ) บางทีบรรดานักเตะอาจจะมองในทิศทางเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีและผมมีสนุกกับการทำงานร่วมกับพวกเขาจริงๆ พวกเขาต้องการพัฒนาและมันเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานสำหรับโค้ชเมื่อคุณมีนักเตะแบบนั้น การทำซ้ำไปซ้ำมาคือส่วนสำคัญของการฝึกสอนของผม และผมรู้ตัวเองว่าการฝึกซ้อมของผมอาจจะไม่ได้เป็นช่วงที่ตื่นเต้นสำหรับพวกเขา แต่นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำในฐานะทีมรองบ่อนบนเวทีฟุตบอลระดับนานาชาติ และเด็กๆ เหล่านี้ปฏิบัติอย่างเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมชอบมองดูสิ่งนั้น"



คุณจะดวลกับ เซอร์เบีย ในรอบเพลย์ออฟของศึกยูโร และ ลูบีซ่า ตุมบาโควิช โค้ชของพวกเขาเผยว่าพวกคุณเป็นทีมที่เขาอยากเลี่ยงในการเจอกัน นั่นคือคำชมเชยที่ยิ่งใหญ่สำหรับงานที่คุณกำลังทำออกมา

"เราสามารถมานั่งคุยกันได้ว่ามันคือคำชมหรือเป็นเพียงแค่เขาต้องการไม่ให้นักเตะของเขามองข้ามพวกเรา เซอร์เบีย มีทีมที่ดีจริงๆ และมันจะเป็นเกมที่สูสี ผมมั่นใจในเรื่องนั้น"



พวกคุณเป็นเจ้าภาพในรอบดังกล่าว แต่การหายไปของแฟนบอลจะทำให้ความได้เปรียบลดลงไปหรือไม่?

"ใช่ นิดหน่อย มันจะดีกว่านี้สำหรับเราหากมีแฟนบอลเต็มสนามเพราะนักเตะมีแรงกระตุ้นจากแฟนๆ ของพวกเขาอยู่เสมอ ผมหวังไว้จริงๆ ว่าเราจะสามารถผ่านไปได้ นั่นคือเป้าหมายในตอนที่ผมเข้ามารับงานและมันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมในการพา นอร์เวย์ เข้ารอบสุดท้ายในรอบกว่า 20 ปี"



คุณมีส่วนร่วมกับการทำงานฟุตบอลทีมชาติมากว่า 3 ทศวรรษแล้วในตอนนี้ มีเทคนิคพิเศษสำหรับการเป็นโค้ชทีมชาติหรือไม่ แล้วคุณเห็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมในระดับฟุตบอลสโมสรที่อาจจะปรับตัวได้ยากหรือไม่?

"ผมคิดว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และสิ่งที่ต้องทำให้ชำนาญ สำหรับโค้ชทีมชาติที่มีเวลาน้อยกับการทำงานร่วมกับนักเตะ และสิ่งที่คุณต้องทำในตอนนั้น คุณต้องมีแนวคิดที่ชัดเจนถึงสิ่งที่คุณต้องการเป็นอันดับแรก ผมเคยเห็นโค้ชบางคน (เป็นโค้ชที่ดีด้วย) พยายามทำหลายๆ สิ่งเยอะเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะในตอนที่พวกเขาเปลี่ยนจากกากทำงานให้กับสโมสรมาเป็นทีมชาติ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ได้ แต่คุณจะเข้าใจในเวลาต่อมาว่ามันเป็นความทะเยอทะยานมากเกินไป และสิ่งสำคัญคือการยอมรับว่าคุณทำมากเกินไปเท่านั้นและต้องใช้เวลาทำในสิ่งที่เหมาะสม สิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณมีนักเตะระดับโลกในทุกๆ ตำแหน่ง คุณมีโอกาสที่ดีในการประสบความสำเร็จไม่ว่าคุณจะทำอะไรในการซ้อม แต่ทีมอย่าง สวีเดน, ไอซ์แลนด์ และ นอร์เวย์ กับการเอาชนะทีมใหญ่เราต้องการในเรื่องของการจัดการที่ดีจริงๆ ดังนั้นนั่นกลายมาเป็นสิ่งที่เราให้ความสนใจ"



สุดท้ายแล้ว หลังจากงานนี้ มันจะถึงเวลาทำฟาร์มแล้วหรือไม่? หรือยังจะมีการผจญภัยในเส้นทางฟุตบอลอื่นๆ อีก?

"ไม่ ผมคิดว่ามันจะถึงเวลาสำหรับการใช้ชีวิตที่แตกต่างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมต้องยอมรับเรื่องอายุและทำอย่างชาญฉลาด เมื่อเวลาที่นี่ของผมจบลง ผมหวังว่าผมจะฉลาดพอในการถอยหลังและสนุกกับการเกษียณ แต่แน่นอนว่า ผมเคยพูดแบบนั้นมาก่อน! (หัวเราะ)"



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด