:::     :::

โบกมือลาเทพบุตรลูกหนัง "ริคาร์โด้ กาก้า"

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2560 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
4,084
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงจะอดใจหายไม่ได้ เมื่อหนึ่งในนักเตะระดับโลกอย่าง "ริคาร์โด้ กาก้า" ออกมาประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ ด้วยวัย 35 ปี หลังจากโลดแล่นบนผืนหญ้ามากว่าสองทศวรรษ

        หลงเหลือไว้เพียงแชมป์รายการสำคัญอย่างกัลโช่ เซเรีย อา, ลาลีกา, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, สโมสรโลก และฟุตบอลโลก

        ที่ลืมไม่ได้คือ การคว้ารางวัล "บอลทองคำ" อย่างบัลลงดอร์ มาครอบครอง ถือเป็นนักเตะคนสุดท้าย นอกจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ที่สามารถทำได้

        ช่วงนี้เราไปดูบทสัมภาษณ์จากปากของเขากันสักหน่อย ถึงแง่มุมสำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งกับเซา เปาโล, เอซี มิลาน และทีมชาติบราซิล เพื่อให้แฟนคลับได้หายคิดถึงกัน 

เด็กอายุ 18 กับการลงสนามให้กับสโมสรเซา เปาโล เป็นครั้งแรก

        "การลงสนามครั้งแรกกับเซา เปาโล เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ย้อนกลับไปเวลานั้น ผมยังเป็นเพียงแค่เด็กเยาวชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น"

        "อย่างไรก็ตาม ทุกเดือนมกราคม จะมีการแข่งขันที่เรียกกันว่า -ทากา เซา เปาโล- จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ทุกคนจะออกเดินทางไปแข่งขันที่นั่น"

        "จากนั้น โค้ชทีมชุดใหญ่เดินมาหาโค้ชทีมเยาวชน เพื่อขอเด็ก 2 คนไปร่วมทีมการแข่งขันด้วย โดยเป็นตำแหน่งกองหน้า และกองกลางอย่างละคน"

        "ผมเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกเลือก !! โค้ชชุดใหญ่ชอบฟอร์มการเล่นของผม และไม่เคยส่งผมกลับไปเล่นทีมเยาวชนอีกเลย มันเป็นประโยชน์มากๆกับเส้นทางการค้าแข้งของผม เหลือเชื่อมากว่า ผมจะได้เล่นร่วมกับบรรดานักเตะอาชีพมากมาย"


ความกดดันกับเซา เปาโล

        "การลงเล่นครั้งแรกกับเซา เปาโล เป็นสถานการณ์ที่กดดันมาก เนื่องจากเราเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ของประเทศบราซิล และเป็นทีมที่ท้าชิงแชมป์ในทุกฤดูกาล"

        "แม้ผมจะอยู่กับทีมชุดใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่โดนความกดดันเข้าเล่นงาน ผมรู้สึกถึงมันได้เลย อย่างไรก็ตาม ผมต้องลุกขึ้นสู่ เพราะไม่เช่นนั้น ผมก็ต้องกลับไปร่วมทีมเยาวชนอีกครั้ง"

        "มันเป็นโอกาสของผม และผมจะทำเต็มที่ราวกับมันเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต เกมที่ 2 ที่ผมลงเล่น คือเกมดาร์บี้แมตช์กับซานโตส และผมสามารถทำประตูได้ด้วย !!"

        "สองสัปดาห์หลังจากนั้น ผมลงเล่นในช่วงท้ายเกมของศึกชิงแชมป์รัฐเซา เปาโล และผมสามารถยิงได้อีก 2 ประตู มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก"


ฮีโร่ในดวงใจ

        "ไอดอลของผมมีชื่อว่า -ไร- (อดีตนักเตะทีมชาติบราซิล) เขาเคยเล่นกับสโมสรเซา เปาโล และพาทีมกวาดทุกแชมป์ที่ขวางหน้าเลยทีเดียว"

        "นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติบราซิล ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 อีกด้วย พร้อมกับยังเคยไปค้าแข้งกับทีมเปแอสเช ผมอยากจะเป็นเหมือนกับเขามาก"


ที่มาของชื่อกาก้า

        "ความจริงแล้ว ผมไม่ได้ชื่อกาก้า ผมชื่อริคาร์โด้ อย่างไรก็ตาม ผู้คนเรียกผมว่ากาก้า มาตั้งแต่ที่ผมยังเป็นเด็ก เนื่องจากน้องชายผมพูด และสะกดคำว่าริคาร์โด้ ไม่ค่อยชัด เขาเลยเรียกแทนตัวผมว่ากาก้า"


อุบัติเหตุที่สระว่ายน้ำ

        ""ผมไม่มีปัญหาที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ผมชอบเล่ามันด้วยซ้ำไป วันหนึ่ง ผมเดินทางไปบ้านของปู่กับย่า บ้านของพวกท่านมีสระว่ายน้ำล้อมรอบเลย"

        "จากนั้น ผมก็กระโดดลงสระ ร่างกายของผมไปกระแทกกับสระอย่างจัง ส่งผลให้กระดูกส่วนที่ 6 ของกระดูกสันหลังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง"

        "มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งในเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล และชีวิตทั้งหมดของผม ตอนนั้นผมอายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น มันเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปอย่างสิ้นเชิง"

        "แพทย์บอกผมว่า ผมโชคดีมากที่ผมสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้ จากนั้นผมให้สัญญากับตัวเองว่า จะทำทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่น และความรัก"

มุ่งหน้าสู่เอซี มิลาน

        "ผมลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการ 59 เกม ตลอดเวลา 2 ปีครึ่งกับทีมชุดใหญ่ของเซา เปาโล ผมเล่นร่วมกับเลโอนาร์โด้ (อดีตดาวเตะทีมชาติบราซิล และสโมสรเอซี มิลาน) เขาบอกเล่าเรื่องราวของเอซี มิลานให้ผมฟัง รวมถึงเล่าบรรยากาศต่างๆ"

        " ตอนนั้น พลพรรคปีศาจแดงดำ ถือเป็นสโมสรเบอร์ 1 ของโลก หลังจากนั้น โอกาสได้เดินทางมาหา เลโอนาร์โด้ บอกกับผมว่า เอซี มิลาน เป็นอย่างไร"

        "แน่นอนว่า ผมบอกกับตัวเองว่าไม่ควรปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป แม้ความเป็นจริง เซา เปาโล ไม่อยากปล่อยตัวผมออกจากทีม อย่างไรก็ตาม ผมขอร้องพวกเขา พร้อมกับบอกว่า นี่เป็นความฝันของผม"

        " จากนั้น ผมก็ย้ายไปร่วมทีมเอซี มิลาน เมื่อผมเดินทางมาถึงประเทศอิตาลี ผมประหลาดใจมากๆ และไม่เข้าใจว่า ทำไมการย้ายทีมของผมถึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ"

        "สนามบินเต็มไปด้วยแฟนบอลที่มารอต้อนรับ จากนั้น ผมเดินทางไปยังสนามซ้อมของเอซี มิลาน ที่เรียกกันว่า มิลาเนลโล่ ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลกมากมาย"

        "ผมอยากบอกว่า ผมรู้จักพวกเขาดีทุกคน เนื่องจากเคยบังคับการเล่นของพวกเขาผ่านเครื่องเล่นเกมอย่างเพลย์ สเตชั่น !!! ไม่ว่าจะเป็นริวัลโด้, รุย คอสต้า, เรดอนโด้, อังเดร เชฟเชนโก้, ฟิลิปโป้ อินซากี้ และเปาโล มัลดินี่"

        "ตอนนั้น, ผมกำลังอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักเตะที่เพิ่งคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยความที่ผมเป็นเด็กหน้าใหม่ มันทำให้ผมโคตรช็อคเลยล่ะ"


พ่อคนที่สองอย่างคาร์โล อันเชล็อตติ

        "อันเชล็อตติ เป็นคนที่ยอดเยี่ยม และเป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยมด้วย โดยหน้าที่ของการเป็นโค้ชคือการควบคุมกลุ่มคน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"

        "ที่ผมบอกว่ามันไม่ง่าย คือการจัดการให้ทุกคนมีความสุขเหมือนกันหมด แบ่งส่วนการลงสนามให้ลูกทีมอย่างพอเหมาะ แต่เขาสามารถทำมันได้"

        "ผมย้ายมาร่วมทีมเอซี มิลาน ตอนอายุได้ 21 ปี เขามีผมอยู่ในแผนการทำทีม ผมรู้สึกขอบคุณเขามากๆ ผมเห็นผู้เล่นอายุน้อยหลายคนย้ายมาเล่นในลีกอิตาลี ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จเสมอไป ดังนั้น ผมจึงอยากขอบคุณเขามากจริงๆ"

ความเจ็บปวดที่หนักหนาสุด

        "มันเกิดขึ้นที่อิสตันบูล, (เอซี มิลาน พ่ายลิเวอร์พูล ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2005 นัดชิงชนะเลิศ ในช่วงดวลจุดโทษ หลังจากเสมอในเวลา 3-3)"

        "มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก มันทำให้ผมช็อคไปเลย อย่างไรก็ตาม จากนั้น ผมสามารถวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเข้าใจมันมากกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในวงการฟุตบอล"

        "หากจะว่าไปแล้ว ฟอร์มการเล่นของเราใน 45 นาทีแรกยอดเยี่ยมมาก และนั่นเป็นความทรงจำที่ดีของผม ผมคิดว่า เราค่อนข้างโชคร้ายที่โดนยิงคืน 3 ประตูรวด และพ่ายในช่วงการดวลจุดโทษ"


การลืมความเจ็บปวด

        "ถือเป็นโอกาสครั้งที่ 2 ที่ผมไล่ล่าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ความทรงจำที่อิสตันบูล ยังคงเป็นอะไรที่เลวร้ายมากๆ โดย 2 ปีต่อมา ผมมีโอกาสแก้มืออีกครั้ง มันเป็นสิ่งที่ผมต้องการทำ"

        "หากเราแพ้อีกครั้ง ผมคิดว่ามันคงหนักหนามากกว่าปี 2005 อย่างไรก็ตาม การซิวโปรฟี่แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2007 ที่กรุงเอเธนส์ เป็นอะไรที่น่าจดจำ (เอซี มิลาน ชนะลิเวอร์พูล 2-1)"

แชมป์ฟุตบอลโลก 

        "ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของแชมป์โลก 2002 (กาก้า ลงสนามในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวเพียง 17 นาทีเท่านั้น) แม้ว่าผมไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากนัก"

        "นั่นเป็นเพราะผมทำอย่างสุดความสามารถ เหมือนกับเพื่อนร่วมทีมทุกคน มันจึงทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งกับมัน ตอนนั้นผมอายุเพียง 20 ปี และเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์โลก ผมจะเสียใจมากกว่า หากไม่ได้แชมป์ในปีนั้น"


เพื่อนที่ดีที่สุดในโลกลูกหนัง

        "ผมมีเพื่อนร่วมทีมหลายคนที่เป็นชาวบราซิเลี่ยน รวมไปถึงที่สโมสรเอซี มิลาน นักเตะอย่าง อัลแบร์โต้ จิราร์ดิโน่, เปาโล มัลดินี่ ที่คอยช่วยเหลือ และให้คำแนะนำต่อตัวผมเป็นอย่างมาก"

        "ผมยังเป็นเพื่อนที่ดีกับอังเดร เชฟเชนโก้ และอีกหลายคนด้วย ส่วนในนามทีมชาติบราซิล ผมสนิทกับฮูลิโอ บาปติสต้า, โรบินโญ่ และดิเอโก้ ส่วนอีกคนคงจะเป็นเอลาโน่


ประตูที่สวยงามที่สุด

        "ผมยิงประตูได้อย่างมากมาย ในเส้นทางการค้าแข้ง ผมจึงเลือกประตูใดประตูหนึ่งไม่ได้ ผมยิงประตูสำคัญมากมาย และสวยๆหลายลูก"

        "บางที มันอาจจะเป็นลูกที่ผมยิงใส่ทีมชาติอาร์เจนติน่า ในเกมอุ่นเครื่อง รวมถึงการยิง 2 ประตูใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก"

ชีวิตนอกสนาม

        "ผมมีชีวิตที่เรียบง่ายมากนะ ผมชอบอยู่กับครอบครัว เราออกไปรับประทานอาหาร และดูหนัง ดาราคนโปรดของผมคือเดนเซล วอชิงตัน และจูเลีย โรเบิร์ตส ผมไม่ค่อยเข้าครัวบ่อยนัก แต่พอมีความสามารถในการประดิษฐ์อยู่บ้าง"


ฟุตบอลคือความสุข

        "ผมมีความสุขเสมอ เมื่อได้เล่นฟุตบอล แม้มันเป็นความจริงที่ว่า ผมต้องเจอคู่แข่งมากมายในสนาม และต่อสู้กันราวกับสงคราม"

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})